SMO ผู้นำผลิตปาล์มดิบ CPO จ่อระดมทุน “ขยายกำลังการผลิต–ส่งออก” หนุนธุรกิจโตยั่งยืน
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 07 ต.ค. 2568 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 10.55 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ว่า กลุ่มสมอทองประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil: CPO) และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยธุรกิจหลักคือ CPO ซึ่งมีสัดส่วนรายได้มากกว่า 90% ธุรกิจไฟฟ้าประมาณ 1–2% และส่วนที่เหลือมาจากเมล็ดในปาล์มและผลพลอยได้ อาทิ กะลาปาล์ม ทะลายสับ และเส้นใย
สำหรับกลุ่มสมอทองดำเนินธุรกิจมาประมาณ 15 ปี เดิมใช้ชื่อ “สมอทอง น้ำมันปาล์ม” และได้ควบรวมกิจการมาเป็น “กลุ่มสมอทอง” ในปี 2560 ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ใกล้แหล่งวัตถุดิบ 4 แห่ง ได้แก่ 1) อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) จังหวัดสระบุรี และ 4) จังหวัดชุมพร มีกำลังการผลิตรวม 240 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ขณะที่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 14.38 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) รวม 12.7 เมกะวัตต์
ส่วนโมเดลธุรกิจและจุดแข็ง บริษัทไม่มีสวนปาล์มเป็นของตนเอง แต่ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” รับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรซึ่งมีประมาณ 400,000 ครัวเรือน ในประเทศไทย โดยเข้าไปรับซื้อถึงในสวนผ่านจุดรับซื้อ (ลานเทปาล์ม) และบริหารจัดการด้วยระบบโลจิสติกส์ของโรงงาน กลยุทธ์การเป็นคนกลาง (ซื้อมาขายไป) มุ่งรักษาอัตรากำไร (Margin) ให้คงที่ตามหลัก “ซื้อถูกขายถูก / ซื้อแพงขายแพง” เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับโครงสร้างลูกค้า CPO ลูกค้าหลักแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มพลังงานประมาณ 30% ใช้ในการผลิตไบโอดีเซล ,2.กลุ่มบริโภคประมาณ 30% สำหรับเป็นน้ำมันปาล์มประกอบอาหาร และ 3.กลุ่มส่งออกนำ CPO ไปกลั่นต่อในต่างประเทศเพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าบริโภคหรืออุปโภค
นายกิตติพงษ์ กล่าวอีกว่า ด้านกลยุทธ์รับมือการกำกับราคาในประเทศ เนื่องจากปาล์มเป็นพืชเชิงนโยบายและมักมีการควบคุมราคาในประเทศ ทั้งฝั่งวัตถุดิบและปลายทาง บริษัทจึงเลือกขยายกำลังการผลิตเพื่อให้มีวอลุ่มมากพอสำหรับการส่งออก ซึ่งไม่ถูกกำกับราคาในลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากการส่งออกของกลุ่มสมอทองเติบโตอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันสัดส่วนส่งออกใกล้แตะ 70% ของรายได้ทั้งหมด
ส่วนการบริหารความเสี่ยงและอัตราแลกเปลี่ยน (Fx) บริษัทไม่ทำการเก็งกำไร โดยจะไม่ขายสินค้าล่วงหน้าไกลเกิน 2–3 เดือน ทั้งนี้จะมีการล็อกออเดอร์น้ำมันปาลล์มดิบในคลังประมาณ 30–50% ก่อนส่งออกเพื่อทราบต้นทุนที่แน่นอน และบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจากการซื้อขายเป็นดอลลาร์สหรัฐด้วยการ ล็อกค่าเงินทันทีเมื่อปิดการขายและแปลงเป็นเงินบาท เพื่อลดความเสี่ยง
ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน (ESG) กลุ่มสมอทองให้ความสำคัญต่อการยกระดับเทคโนโลยีและการจัดการของเสียเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายแรก ๆ ของไทยที่ใช้ หม้อนึ่งแบบตั้ง (Vertical Sterilizer) ในการนึ่งปาล์ม และยึดแนวคิด “make waste to the best value” โดยนำน้ำเสียจากการหีบปาล์มไปหมักในบ่อชีวภาพเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพและไฟฟ้า รวมถึงดำเนินการวิจัยพัฒนาโดยนำกะลาปาล์มไปทำเป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอน และการนำเส้นใยและทะลายปาล์มไปผลิตกระดาษคราฟต์ (Kraft paper) เพื่อทดแทนการตัดไม้ นอกจากนี้โรงงานของบริษัทยังได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแล้ว และกำลังศึกษาการคำนวณตันคาร์บอนจากการผลิตและการปลูก
นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินระบุว่า มีความเข้าใจและคุ้นเคยในภาพรวมธุรกิจปาล์มจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องหลายราย จึงมองเห็นถึงความตั้งใจของผู้บริหารรุ่นใหม่ของกลุ่มสมอทองในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต และ APM มีความมุ่งมั่นสนับสนุนภาคเกษตรของประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย
สำหรับมุมมองต่อธุรกิจน้ำมันปาล์ม (CPO) และโอกาสมองว่าธุรกิจปาล์มเป็น Global Commodity ไม่ใช่แค่ธุรกิจภายในประเทศ โดยส่วนแบ่งตลาดโลกผู้ผลิต CPO อันดับ 1 ของโลกคือ อินโดนีเซีย (สัดส่วน 60%) อันดับสองคือมาเลเซีย (สัดส่วน 25%) ส่วนประเทศไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 5% แต่เป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลก แม้มีผู้ผลิตทั่วโลก แต่ปริมาณผลผลิตรวมยัง ไม่เพียงพอต่อการบริโภค สะท้อน “ช่องว่างของมูลค่า (Value Gap)” โดยอุปสงค์ในตลาดโลกมีขนาดใหญ่มาก ขณะที่ไทยมีปริมาณส่งออกเพียง หนึ่งล้านกว่าตันต่อปี เมื่อเทียบกับตลาดโลกยังถือว่าเล็ก และตลาดปลายทางที่สำคัญในปัจจุบันคือ อินเดีย
นอกจากนี้ FA ชี้ให้เห็นถึงอานิสงส์สำคัญจากนโยบายด้านไบโอดีเซลของอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันอินโดนีเซียใช้ B40 และมีแผนปรับขึ้นสู่ B50 ในปีหน้า (ขณะที่ไทยใช้ B3) นโยบายดังกล่าวมีแนวโน้มดึงซัพพลาย CPO ออกจากตลาดโลกในระดับ หลักสิบเปอร์เซ็นต์ แม้อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตหลัก ส่งผลบวกต่อราคาปาล์มโลกและเอื้อต่อโอกาสการส่งออกของผู้ประกอบการไทย
สำหรับแผน IPO และการใช้เงินระดมทุนของ SMO เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 231,600,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 25.17% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อนำเงินไปใช้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ขยายโรงงานหีบปาล์ม เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับฤดูกาลผลผลิต, 2.ขยายจุดรับซื้อ ให้สามารถรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรได้ครอบคลุมและทันเวลา และ 3.ลงทุนในแทงก์ฟาร์ม (Tank Farm) เพื่อใช้เป็นจุดพักน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออกและรองรับความต้องการในตลาดโลกที่ยังสูง
โดยขณะนี้สำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุญาตให้เสนอขายหุ้นแล้ว บริษัทกำหนดโรดโชว์นำเสนอข้อมูล 11 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 8–20 ตุลาคม 2568 และคาดว่าจะสามารถกำหนดวันจองซื้อและนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดรองได้ภายในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568