เมื่อระบบรัฐล่าช้า ดันบทบาท “อินฟลูฯ” ช่วยภัยพิบัติ แนะ วางระบบทำงานร่วม ตรวจสอบเงินบริจาค
นักรัฐศาสตร์ แนะ รัฐวางระบบรับมือภัยพิบัติ ดึงอินฟลูฯ มูลนิธิ และอาสาสมัครเข้าร่วมแผน แบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน เสนอใช้กฎหมายตรวจสอบการเงินมูลนิธิเข้มงวดขึ้น พร้อมสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลภายใน ป้องกันเงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์
หลายปัญหาไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ เรามักจะมองเห็นบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือ มีการเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชน ทั้งที่บทบาทในการแก้ปัญหาเหล่านี้ คือ หน้าที่ของรัฐ
The Active คุยกับ สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์อินฟลูฯ เป็นเรื่องปกติของทุกสังคม ที่นอกจากระบบภาครัฐที่ดูแลทุกข์สุขประชาชน จะมีกลไกที่ประชาชนดูแลตัวเอง โดยประชาชนจะดูแลตัวเองด้วยการรวมกลุ่มกันตามชุมชน หมู่บ้าน ตามพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงการมีระบบอาสาสมัครที่เข้ามา “เติมเต็มระบบของรัฐ”
สติธร ขยายความว่า ระบบของรัฐมีความเป็นทางการ มีกฎหมายที่แบ่งหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เร่งด่วน หากต้องรอระบบสั่งการของรัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทันท่วงที แม้ว่ารัฐจะมีทรัพยากร แต่การจะเอาทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ดูแลประชาชนมักติดขัดเรื่องกฎหมาย
“กลไกการจะเอาทรัพยากรออกมาใช้ดูแลประชาชน มักจะติดขัดด้วยข้ออ้างเรื่องกฎหมาย เพราะฉะนั้นระบบดูแลตัวเอง แม้ว่าทั้งแบบประชาชนรวมกลุ่ม ระบบที่มีอาสาสมัคร ทั้งคนในและคนนอกพื้นที่เข้าไปช่วยเลยเกิดขึ้น หลัง ๆ เราเห็นเป็นอินฟลูฯ ก็เพราะว่ามีโซเชียลมีเดีย สมัยก่อนสื่อมวลชนเองด้วยซ้ำ ที่เป็นที่เป็นคนช่วยประสานความร่วมมือพวกนี้ เราเห็นตั้งแต่ยุคสึนามิ”
สติธร ธนานิธิโชติ
สติธร กล่าวต่อไปว่า ขณะที่บทบาทภาครัฐเองก็ไปเชื่อมกับบรรดามูลนิธิต่าง ๆ มาให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากภาครัฐทราบถึงข้อจำกัดตัวเอง โดยอาสาสมัครหลายคนมีชื่อเสียงจากการลงพื้นที่ไปช่วยเหลือ จนได้รับความน่าเชื่อถือ ภายหลังกลายเป็นอินฟลูฯ และวิธีการที่คนทั่วไปจะช่วยเหลือที่ง่ายที่สุดก็คือบริจาคเงิน เพื่อให้ไปจัดซื้อข้าวของ หรือบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ และเมื่อมีเรื่องเงินเข้ามา อินฟลูฯ ที่เป็นอาสาสมัคร อาจมีความยากลำบากในการแยกเงินบริจาคออกมา เมื่อทำงานในขอบเขตที่มีความร่วมมือ มีความน่าเชื่อถือ ก็จะไปจดทะเบียน “จัดตั้งมูลนิธิ” เพื่อให้มันสามารถจัดการเงินได้ ซึ่งเป็นช่องทางที่กฎหมายอนุญาตไว้ และเมื่อเกิดภัยพิบัติเขาจะสามารถเริ่มขับเคลื่อนแก้ปัญหาด้วยองค์กรตัวเอง ประกอบกับการมีความสามารถในการสื่อสาร ก็สามารถระดมความช่วยเหลือ และรับบริจาคเข้ามาในพื้นที่ได้ จนกลายเป็นศูนย์รวมของการระดมความร่วมมือ ก่อนจะเข้าไปประสานกับหน่วยงานรัฐที่ “เคลื่อนตัวช้า”
“แต่จะบอกว่ารัฐล้มเหลวเลยขนาดนั้น ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก เพราะสุดท้ายอินฟลูเอนเซอร์ อาสาสมัคร ก็มีข้อจำกัดในการทำงานระดับหนึ่ง คือ เขาอาจจะมีความรวดเร็ว มีความสามารถในการระดมความช่วยเหลือ เงินบริจาคจากประชาชนได้ง่ายกว่า สะดวกกว่าภาครัฐ แต่ว่าสุดท้ายพอมันเป็นเรื่องใหญ่ ต้องอาศัยภาครัฐเข้าไปจัดการ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ อยู่กับภาครัฐหมด รวมไปถึงระยะหลังจากที่เผชิญเหตุระยะยาว ระยะฟื้นฟู ระยะเยียวยา อย่างไรกลไกรัฐก็ต้องเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ดี”
สติธร ธนานิธิโชติ
ประชาชนทำอะไรได้บ้าง นอกจาก “บริจาค”
สติธร ชี้ว่า การเลือกบริจาคเป็นวิธีช่วยที่สะดวก ไม่ต้องยุ่งยากจริง แต่สิ่งที่อาจจะตามมาเราไม่รู้ว่าบริจาคแล้วไปไหน เพราะไม่มีใครไปตรวจสอบ แต่ถ้าจะให้มากกว่านี้ก็พอจะมีกลไกอื่น อย่าง ภาคประชาสังคม อาสาสมัคร หรือพรรคการเมืองต่าง ๆ ยิ่งหากเป็นพรรครัฐบาล เพื่อเชื่อมไปที่ ครม. หรือพรรคฝ่ายค้านเชื่อมไปที่สภาฯ เพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐทำงานเร็วขึ้น เมื่อการทำงานมีภาครัฐเป็นผู้จัดระบบ จะทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจ สบายใจว่าเงินจะไม่รั่วไหล หรือมีการทำตามอำเภอใจของอินฟลูฯ หรืออาสาสมัครก็จะลดลงเพราะมีภาครัฐเข้าไปกำกับ
“คือระบบทุกวันนี้ เราเห็นว่าหลายเหตุการณ์แล้ว ก็เราก็จะเจอปัญหาเดิม ๆ จากการทำงานภาครัฐเคยมีข้ออ้างเรื่องกฎหมาย เรื่องการประสานงาน การบูรณาการ เราในฐานะประชาชนเจ้าของอำนาจเราก็ต้องไปกระตุ้นภาครัฐให้เขาเคลื่อนตัวเร็วกว่านี้ เขาก็จะเป็นคนที่มีบทบาทนำ หน้างานอินฟลูฯ อาจจะไปถึงหน้างานเร็วกว่าก็จริง ถ้าภาครัฐเข้าไปถึงก็นำไปสู่การจัดระบบ ทำให้ปัญหาไม่ต้องแก้กันเฉพาะหน้าแบบทุกวันนี้เสมอไป”
สติธร ธนานิธิโชติ
แนะภาครัฐวาง “ระบบทำงานภัยพิบัติ” นับรวมอินฟลูฯ – อาสาสมัคร
สติธร ย้ำว่า อินฟลูฯ เข้าไปถึงหน้างานก่อนจริง ช่วยสื่อสารได้จริง แต่คนหน้างานจะไม่ทราบว่ามีระบบ ว่าจะต้องประสานใคร ช่องทางไหน ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาจากบทเรียนที่เราเจอทุกวันนี้ คือ ภาครัฐต้องมีข้อมูลพื้นฐาน เข้าพื้นที่ไปจดระบบทำงาน แบ่งหน้าที่แบ่งโซนให้กับอินฟลูฯ อาสาสมัคร เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อน ที่สำคัญประเด็นนี้สามารถเตรียมการได้ใน “การป้องกันภัยพิบัติ” หรือ “การเผชิญวิกฤต” ส่วนราชการที่คิดเรื่องแผนรับมือต่าง ๆ อาจวางระบบทำงานเฉพาะส่วนราชการ หรือรวมบรรดาอาสาสมัคร มูลนิธิ อินฟลูเอนเซอร์เข้ามาอยู่ในแผนอย่างไรบ้าง
“พอถึงหน้างานอาจเจอน้ำท่วม พอถึงหน้างานใครมีบทบาทอะไรทำอะไร มันจะได้แจกแจงกันได้ถูกก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ในเชิงระบบที่ต้องเติม”
สติธร ธนานิธิโชติ
ใช้กฎหมายตรวจสอบ “การเงิน” เข้มงวด
ป้องกันปัญหา ใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์
สติธร ระบุว่า กลไกช่วยจัดการเรื่องเงินของอาสาฯ และ อินฟลูฯ ได้ คือการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หรือการก่อตั้งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมจดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย การจดเป็นมูลนิธิจะมีประเด็น ว่าวัตถุประสงค์คือจะทำหลายเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะดูแลบรรเทาสาธารณภัยโดยตรง แต่เป็นเหมือนกลไกที่ทำให้ตัวบุคคลมีความเป็นองค์กร มีกฎหมายรองรับ มีการบริหารเงินที่ได้รับบริจาคเข้ามา และถูกตรวจสอบได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเป็นทางสองแพร่ง คือ ถ้าไปกำกับควบคุมเยอะ ก็จะเสียจุดแข็งเรื่องความคล่องตัวในการดึงเอาทรัพยากรเอาเงินออกมาใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ถ้าหลวมมากไปก็เป็นช่องทางให้เกิดความไม่โปร่งใสได้
“การไปตรวจสอบติดตาม เฝ้าระวัง โดยกลไกภายใต้กฎหมายการจัดตั้งเป็นมูลนิธิ ภาครัฐเองก็อาจจะเข้มงวดมากขึ้นหน่อย ทุกวันนี้อาจจะหลวมมากเกินไป จริง ๆ ข้อกฎหมายมีอยู่เพียงแต่ว่าพอไม่ได้ค่อยบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้น ก็เป็นช่องว่างจนกว่าจะมีคนรู้สึกตะหงิด หรือว่าไปร้องเรียนถึงจะเป็นเรื่องขึ้นมากลไกการบังคับใช้กฎหมายนี่แหละ ไม่ถึงขั้นอยากจะแบบสร้างกฎหมายเฉพาะขึ้นมาให้กลุ่มอาสาสมัคร แล้วก็ไปตรวจสอบเข้มข้นจนเขากลายเป็นจากองค์กรภาคสังคม กลายเป็นองค์กรภาครัฐ หรือกึ่งรัฐ”
สติธร ธนานิธิโชติ
สติธร ทิ้งท้ายว่า มูลนิธิที่ช่วยเหลือผู้คนจากอดีตที่จะเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้คน ที่มีกลุ่มอาสาสมัครรวมตัวช่วยเหลือสังคม เช่น ร่วมกตัญญู ป่อเต็กตึ๊ง ดำรงสถานะมาต่อเนื่องยาวนาน แต่พอหลัง ๆ มามูลนิธิไปผูกกับอินฟลูเอนเซอร์ซึ่งเป็น “ตัวบุคคล” ไม่มีความเป็น “องค์คณะบุคคล” มีเจ้าของคนเดียว
“เลยกลายเป็นว่ามูลนิธินี้ขึ้นอยู่กับคนนี้โดยตรงเกินไป เปรียบเสมือนว่าเป็นคนคนเดียวกัน อาจจะต้องเข้าไปดูให้มีความเป็นองค์กรมีการตรวจสอบถ่วงดุลกันเองภายในด้วย ไม่เช่นนั้นเจ้าของที่ดำรงสถานะเสมือนเจ้าของ ก็ทำอะไรตามใจชอบได้ ต้องมีคนคัดค้าน”
สติธร ธนานิธิโชติ