โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

CLSA เปิดมุมมอง 16 กองทุนต่างชาติ ชูแบงก์-โรงไฟฟ้าเด่น จับตา PDP 2026

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 26 ต.ค. เวลา 07.25 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. เวลา 07.25 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด (CLSA) เผยแพร่บทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย (Thailand Strategy) ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “What foreigners are thinking – Thailand remains on investors’ radars” โดยระบุว่า จากการเดินสายพบปะกองทุนต่างชาติรวม 16 แห่ง ทั้งกองทุนที่เน้นลงทุนระยะยาว (Long-only) และกองทุนที่ใช้กลยุทธ์ Long-short ในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 พบว่านักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน และสาธารณูปโภค พร้อมมองหาโอกาสเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจากตลาดอินโดนีเซียมายังประเทศไทย

ทั้งนี้ การหารือกับนักลงทุนครอบคลุมกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี โทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม และท่องเที่ยว โดยพบว่ากองทุนส่วนใหญ่มีสถานะลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน ขณะที่บางส่วนถือหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล แต่ยังมีสัดส่วนลงทุนในหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคค่อนข้างจำกัด เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในระดับต่ำ และการขาดอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

สำหรับ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยังมีมุมมองเชิงบวก แม้แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ แต่เห็นว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจจะเป็นปัจจัยช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านราคาหุ้นขาลง ส่งผลให้กลุ่มธนาคารยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่นักลงทุนให้ความสำคัญในการจัดพอร์ตลงทุน

ขณะที่ กลุ่มสาธารณูปโภคและโรงไฟฟ้า ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังพิจารณาโอกาสเข้าลงทุน จากความคาดหวังว่าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) จะได้รับอนุมัติภายในไตรมาส 4/2569 ซึ่งความคืบหน้าของกระบวนการประมูลโครงการและการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นความสนใจลงทุนในกลุ่มดังกล่าวตลอด 12 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ แม้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถือครองหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค โดยมีเพียงกองทุนบางแห่งที่ลงทุนใน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) หรือGULF แต่เริ่มเปิดรับโอกาสเพิ่มสัดส่วนลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว โดยมีหุ้นที่อยู่ในการพิจารณา ได้แก่ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน) หรือBGRIM, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือGPSC และบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) หรือGUNKUL

ส่วน กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน นักลงทุนเริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้น แม้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกับน้ำมันดิบ (Crack Spread) ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แต่ต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบส่วนเพิ่ม (Crude Premium) ที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันของภาครัฐ อาจกดดันค่าการกลั่นรวม (GRM) โดย CLSA คาดว่ากำไรของกลุ่มโรงกลั่นในไตรมาส 4/2569 จะปรับตัวลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสนใจเพิ่มขึ้นต่อ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือPTTEP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือPTTGC และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC จากประเด็นการร่วมลงทุนในธุรกิจโอเลฟินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจระหว่างการหารือกับกองทุนต่างชาติ

ด้าน กลุ่มท่องเที่ยว นักลงทุนยังระมัดระวังการลงทุนใน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) หรือMINT และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือAOT เนื่องจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ค่าโดยสารเครื่องบินที่อยู่ในระดับสูง และความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะปรับเพิ่มภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง

ขณะที่ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด(มหาชน) หรือIVL ยังคงเผชิญคำถามจากนักลงทุนเกี่ยวกับการดำเนินงานและการขายสินทรัพย์ อย่างไรก็ตาม กองทุนบางส่วนที่เคยมีมุมมองเชิงลบต่อบริษัทเริ่มกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับดีขึ้น ภาระหนี้ที่ลดลง และการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงชะลอการลงทุน แม้ราคาหุ้นหลายบริษัทปรับตัวลดลงจนทำให้ระดับมูลค่าหุ้นลดต่ำลง แต่บางกองทุนยังเห็นว่ามูลค่าหุ้นไทยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับบริษัทในกลุ่มเดียวกันของภูมิภาค โดย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) หรือCPN เป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด จากความสามารถในการรักษาระดับกำไร อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนยังมองว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นจำกัด และตั้งคำถามถึงประโยชน์จากความร่วมมือระหว่าง CPN กับกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT)

ในส่วนของ กลุ่มการแพทย์และโทรคมนาคม กองทุน Hedge Fund บางแห่งสนใจกลยุทธ์การลงทุนแบบ Pair Trade ระหว่าง บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด(มหาชน) หรือBH กับ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือBDMS รวมถึง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือADVANC กับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือTRUE สะท้อนแนวทางการลงทุนที่มุ่งหาผลตอบแทนจากความแตกต่างของราคาหุ้นภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นักลงทุนมีมุมมองแตกต่างกัน โดยกองทุนที่มีมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือDELTA ยังคงสนใจลงทุน ขณะที่บางส่วนประเมินว่าระดับมูลค่าหุ้น DELTA ในประเทศไทยค่อนข้างสูง และเลือกลงทุนใน DELTA Taiwan แทน

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทย CLSA ระบุว่า นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในไตรมาส 4/2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบหรือปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ก่อนมีโอกาสฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาส 1/2570 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี หากทรงตัวสูงกว่าระดับ 5% อย่างต่อเนื่อง จะเป็นแรงกดดันให้อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ส่งผลให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามประเด็นข้อเสนอปรับลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียโดย MSCI ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง กองทุนส่วนใหญ่มองว่าสิงคโปร์จะเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับแรก ขณะที่ไทยและมาเลเซียเป็นตัวเลือกรองร่วมกัน สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสได้รับความสนใจจากเงินลงทุนต่างชาติ แม้ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...