'อภิสิทธิ์' แนะปรับภาษีหนุนมาตรการระยะยาว หวังพรรคการเมืองทำนโยบายจริงไม่เน้นประชานิยม
“อภิสิทธิ์” แนะปรับภาษีหนุนมาตรการระยะยาว หวังพรรคการเมืองทำนโยบายจริงไม่เน้นประชานิยม
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังจากการปาฐกถาพิเศษ ในงานการประชุมระหว่างประเทศหัวข้อ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมสภาพแวดล้อมการแข่งขันทางการค้าสำหรับหน่วยงานกำกับการแข่งขันในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ว่า สำหรับเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2565 ยังเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะไทยถูกกดดันจากปัญหาภายนอกประเทศที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ค่อนข้างเร่งเครื่องในการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ แต่เรื่องนี้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ขณะที่ผลกระทบที่เกิดกับห่วงโซ่อุปทานจากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และอีกหลายๆ ปัจจัยก็ยังไม่หมดไป ดังนั้น มีความจำเป็นที่รัฐต้องคำนึงถึงปัจจัยลบเหล่านี้ พร้อมกันไปต้องตระหนักว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐเพิ่มหนี้สาธารณะขึ้นเยอะมาก เพราะฉะนั้นมาตรการต่างๆ หรือนโยบายต่างๆ ที่จะออกมาจะต้องมีความแม่นยำมากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“อีกทั้งช่วงนี้เป็นช่วงที่เข้าสู่การเลือกตั้ง ก็อาจทำให้หลายอย่างหยุดชะงักลง สิ่งสำคัญอยากเห็นกระบวนการทางการเมือง ก็คือเมื่อจะมีการเลือกตั้งแล้วก็ควรจะเป็นโอกาสที่พวกเราทุกคนต้องตั้งคำถามกับพรรคการเมืองว่าปัญหาที่พูดมาทั้งหมดจะมีแนวทางอย่างไร มากกว่าเป็นการแข่งขันนโยบายในเชิงประชานิยมอย่างเดียว” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ขณะเดียวกันสำหรับมาตรการคนละครึ่งเป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่การช่วยเหลือประชาชนในระยะยาว ซึ่งขณะนี้ เชื่อว่าทุกคนคาดหวังในเรื่องการสร้างระบบสวัสดิการ และคิดว่าคงเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ารัฐไม่จริงจังในการพิจารณาทบทวนโครงสร้างภาษีทั้งหมดด้วย จึงอยากเห็นการแข่งขันเชิงนโยบายในเรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะเกรงว่าการเลือกตั้งจะกลายเป็นเรื่องอื่นเสีย สุดท้ายแล้วเราจะไม่สามารถเข้าไปถึงจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ได้
“สำหรับช่วงระหว่างเกิดการเลือกตั้งที่อาจจะทำให้เกิดสุญญากาศทางเศรษฐกิจหรือไม่นั้น มองว่ารัฐมีหน้าที่ที่ต้องทำและแก้ปัญหาของประเทศ ถ้าจะบอกว่าไปรอการเลือกตั้งคงไม่ได้ แต่ความเป็นจริงเข้าใจดีว่าหลายอย่างอาจจะทำได้ยากขึ้น จึงต้องอาศัยภาวะผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ขณะเดียวกันสำหรับเศรษฐกิจปี 2565 คาดว่าการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวลงอยู่และคาดว่าปีหน้าจะมีเรื่องที่หนักขึ้น อีกทั้งเชื่อว่าช่องว่างดอกเบี้ยหลายๆ ประเทศไทยที่เทียบกับสหรัฐ รวมถึงไทยจะยิ่งสูงขึ้น เป็นแรงกดดันอานิสงส์จากค่าเงินที่อ่อนลงก็ต้องชั่งดูกับต้นทุนต่างๆ ที่สูงขึ้น รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องระมัดระวังว่าจะบริหารจัดการเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไร หากไม่ทำอะไรเลยก็จะลำบากแต่ถ้าเริ่มขยับดอกเบี้ยขึ้นก็เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจ แต่การขยับดอกเบี้ยขึ้นเป็นไปตามที่คาดหมายแต่จะปรับขึ้นที่อัตราเท่าใดเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับความสำคัญของนโยบายการแข่งขันทางการค้าต่อระบบเศรษฐกิจไทย มองว่าการแข่งขันที่ดีที่เป็นธรรมจะมีความสำคัญมาก เนื่องจากขณะนี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำสูง และอำนาจทางเศรษฐกิจตกอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ดังนั้น ถ้าไม่มีนโยบายการแข่งขันที่ดีจะทำให้เกิดการปิดกั้นโอกาสของประชาชนจำนวนมาก และในที่สุดจะทำลายศักยภาพเศรษฐกิจด้านการเติบโต เพราะฉะนั้นมีความท้าทายหลายอย่างที่เกิดขึ้นขณะนี้ เนื่องจากในรอบ 10 หรือ 20 ปีที่ผ่านมา หลายสาขาธุรกิจตกอยู่ในมือของคนจำนวนน้อยลงและมีปัญหาบริษัทข้ามชาติเข้ามาทำธุรกิจโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ถ้าไม่มีกติกาการแข่งขันที่ดี ทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย หรือสตาร์ทอัพ รวมถึงกลุ่มคนที่พยายามสร้างตัวเองขึ้นมาจะถูกปิดกั้นโอกาส
ขณะเดียวกันการเตรียมความพร้อมรับมือเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจใหม่ การปรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันจะต้องทำควบคู่กันไปกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ซึ่งอย่างที่ทราบดีว่าความพยายามที่จะฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาต้องมีอุปสรรคเยอะ ทั้งเรื่องภาระหนี้สินประชาชน เรื่องปัจจัยภายนอก รวมถึงมาตรการต่างๆ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องดำเนินการนโยบายช่วงโควิด แต่ไม่สามารถนำมาเป็นมาตรการที่คงอยู่ตลอดไป ดังนั้น ปัจจัยต่างๆ ยังสร้างความกังวลต่อปัญหาเฉพาะหน้าค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่สำคัญถ้ามองข้ามแนวทางที่ต้องการระยะยาวให้เศรษฐกิจมีความเป็นธรรมมากขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไทยจะเสียโอกาสในการปรับโครงสร้างตรงนี้ไป
“มาตรการใดที่ควรนำมาปรับใช้มากที่สุด มองว่าในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเกี่ยวกับความเป็นธรรมเกี่ยวกับการแข่งขันคงจำเป็นที่จะต้องมีการทบทวน รวมถึงรัฐต้องจริงจังมากขึ้นในการสร้างโอกาสให้กับประชาชนทั่วไปและรายย่อยอื่นๆ ที่เสียเปรียบในขณะนี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว