“ดาวโจนส์” ปิดลบ 469 จุด น้ำมันพุ่งกังวลสงคราม กด “หุ้นเทค” ร่วงแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (26 มี.ค.69) โดยดัชนีหลักทั้ง 3 แห่งปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และความกังวลต่อสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถูกเทขายอย่างหนัก
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 45,960.11 จุด ลดลง 469.38 จุด หรือ -1.01% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,477.16 จุด ลดลง 114.74 จุด หรือ -1.74% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 21,408.08 จุด ลดลง 521.75 จุด หรือ -2.38%
แรงกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 5.66% ปิดที่ 108.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เพิ่มขึ้น 4.61% ปิดที่ 94.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลแรงกดดันเงินเฟ้ออีกครั้ง และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งอายุ 2 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนมุมมองนักลงทุนต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อที่อาจกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง
ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในช่วงก่อนหน้า ถูกเทขายอย่างหนัก โดยในดัชนี Nasdaq-100 มีหุ้นปรับตัวลดลงถึง 81 ตัว นำโดย AppLovin ดิ่ง 10.41% ตามด้วย Lam Research ลดลง 9.35% และ Meta Platforms ลดลง 6.56% สะท้อนภาวะ risk-off ในสินทรัพย์เสี่ยง
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตา หลังทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการเจรจา ขณะที่ฝ่ายอิหร่านยังปฏิเสธการพูดคุยโดยตรง
นอกจากนี้ ตามรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับได้ออกแถลงการณ์ร่วม ประณามการโจมตีจากพื้นที่อิรักต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน พร้อมย้ำความพร้อมในการปกป้องตนเอง ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ โดยบริษัทค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Next และ H&M เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่จะต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาสินค้าในระยะถัดไป