“แนสแด็ก-S&P500” พุ่งทำนิวไฮ! รับแรงหนุนหุ้น AI ดันตลาด-ตัวเลขจ้างงานแกร่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปิดแดนบวกในวันศุกร์ (8 พ.ค.) โดยดัชนี S&P500 และ Nasdaq ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนหลักจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้น บริษัท เอ็นวิเดีย คอร์ปอเรชั่น หรือ NVDA, บริษัท แซนดิสก์ คอร์ปอเรชั่น หรือ SNDK รวมถึงหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อื่นๆ ผนวกกับตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดการณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน
สำหรับความเคลื่อนไหวของดัชนีหลัก ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,609.16 จุด เพิ่มขึ้น 12.19 จุด หรือ 0.02% ด้านดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,398.93 จุด เพิ่มขึ้น 61.82 จุด หรือ 0.84% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,247.08 จุด เพิ่มขึ้น 440.88 จุด หรือ 1.71% ส่งผลให้ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 6 ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นสถิติการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์สามารถขยับขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี S&P500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 8% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับเพิ่มขึ้นถึง 13%
เมื่อพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรม ดัชนี S&P500 กลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 2.7% ในวันศุกร์ สวนทางกับกลุ่มสาธารณูปโภคที่ปรับตัวลดลง 0.9% ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัว หุ้น NVDA ขยับขึ้น 1.8% ขณะที่หุ้น บริษัท ไมครอน เทคโนโลยี หรือ MU และหุ้น SNDK ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ทะยานขึ้นกว่า 15% ในระดับที่เท่ากัน โดยได้รับอานิสงส์จากความต้องการที่แข็งแกร่งตามการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล AI ส่งผลต่อเนื่องให้ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ตลาดฟิลาเดลเฟียพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วถึง 55% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
การทำสถิติสูงสุดใหม่ของดัชนี S&P500 และ Nasdaq ในสัปดาห์นี้ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ โดยเลือกที่จะมองข้ามความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวพุ่งทะลุเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง ท่ามกลางความหวังที่ลดลงต่อการคลี่คลายความขัดแย้ง และความเป็นไปได้ในการเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว โดยสหรัฐฯ คาดว่าอิหร่านจะตอบสนองต่อข้อเสนอรอบล่าสุดภายในวันศุกร์นี้
ด้านปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาดการณ์ ขณะที่อัตราการว่างงานยังคงทรงตัวในระดับ 4.3% ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิมต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยกลุ่มนักเทรดคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50% - 3.75% ไปจนถึงสิ้นปีนี้
ส่วนภาพรวมผลประกอบการ ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P500 ประจำไตรมาสแรกของปี คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรม AI ทั้งนี้ จากจำนวนบริษัทในดัชนี S&P500 ที่รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกแล้วจำนวน 440 แห่ง พบว่ากว่า 83% สามารถทำกำไรได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวซึ่งอยู่ที่ระดับประมาณ 67%
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบริษัทจดทะเบียนบางแห่งที่รายงานผลประกอบการต่ำกว่าความคาดหมาย โดยหุ้น บริษัท คลาวด์แฟลร์ หรือ NET ร่วงลงอย่างหนักถึง 24% หลังจากบริษัทประกาศแผนปรับลดพนักงานลงราว 20% พร้อมคาดการณ์รายได้ในไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้เล็กน้อย ขณะที่หุ้น บริษัท เทรดเดสก์ หรือ TTD ปรับตัวลดลง 1.8% หลังเปิดเผยคาดการณ์รายได้ไตรมาส 2 ต่ำกว่าความคาดหวังของตลาดเช่นกัน
นอกจากนี้ หุ้น บริษัท คอร์วีฟ หรือ CoreWeave ปรับตัวลดลง 11.4% หลังบริษัทประกาศปรับเพิ่มประมาณการค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนรายปี โดยระบุถึงสาเหตุจากต้นทุนชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทางด้านหุ้น บริษัท เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป หรือ EXPE ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ ร่วงลง 9% หลังจากบริษัทออกมาระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้เริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวแล้ว