“เอกนิติ” ชี้โลกเปลี่ยนแรง วางยุทธศาสตร์ “3T” ปรับเศรษฐกิจ สู้วิกฤตพลังงาน-ระเบียบโลกใหม่
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 16.20 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 07.22 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานสัมมนาBattle Strategy 2026: Winning the New World Order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ ภายใต้หัวข้อ“Transforming Thailand for Resilient Growth” ณ PARAGON HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน
นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีความท้าทาย พร้อมย้อนถึงการขึ้นเวที Battle Strategy ครั้งแรกในช่วงสถานการณ์โควิด ที่ต้องปรับรูปแบบเป็นการถ่ายทอดสดจากสตูดิโอ ซึ่งเป็นการปรับตัวในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาและสามารถผ่านพ้นไปได้ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการผ่านวิกฤต หากต้องทำให้ดีกว่าเดิม โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
ทั้งนี้ สถานการณ์โควิดบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อาจจะหนักกว่าโควิด โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้โครงสร้างเปลี่ยนไป สิ่งสำคัญคือการยอมรับความเป็นจริงว่า “โลกกำลังเปลี่ยน” จากเดิมที่อยู่ในโลกที่พึ่งพาน้ำมัน สู่สถานการณ์ที่ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความขัดแย้งในโลกยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใช้มานานหลายสิบปีถูกทำลาย และมีผลกระทบในวงกว้าง ทั้งโลกถูกกระทบไม่ต่างจากช่วงโควิด
นายเอกนิติ ระบุว่า ในปัจจุบันไม่สามารถคิดระยะสั้นได้ แต่ต้องคิดในระยะยาว โดยผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ Winning Strategy จึงสำคัญ พร้อมเสนอแนวคิดยุทธศาสตร์“3T” ได้แก่ Target Transition และ Transform
ในส่วนของ Target ระบุว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก จาก 90 เป็น 240 เหรียญต่อบาร์เรล หรือกว่า 3-4 เท่า ทำให้หลายประเทศ แม้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันก็มีการยกเลิกการอุดหนุนราคา เนื่องจากไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ จึงต้องปรับแนวทางจากการอุดหนุนราคามาเป็นการอุดหนุนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ขนส่ง เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด
พร้อมกันนี้ ต้องเลือกสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศ โดยระบุว่า ได้หารือกับผู้บริหาร บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งตัดสินลงทุนในไทยไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 2 ปีข้างหน้า สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งลงทุนที่มีความปลอดภัย รวมถึงต้องผลักดันภาคเกษตรให้ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รถยนต์ไฟฟ้า และ Wellness ควบคู่กับการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้ามาทำงานในประเทศ
ด้าน Transition เน้นการเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด (Green Energy) เนื่องจากมองว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มไม่กลับไปอยู่ในระดับต่ำ จากความเสียหายของโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลาง โดยเสนอให้เร่งลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น โซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) และ Floating Solar ควบคู่กับการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่งไฟฟ้า ผ่านรูปแบบ Direct PPA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนค่าไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังชี้ว่าตลาดทุนจะมีบทบาทสำคัญในการรองรับการลงทุน แม้ตลาดทุนอาจถูกมองว่าไม่มีของใหม่ ๆ ดังนั้นต่อไป นโยบายสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ตนเป็นประธาน จะต้องมาพร้อมกับการผลักดันให้บริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทย สามารถเข้ามาลิสต์ในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ โดยต้องมีมาตรการ Fast Track รองรับ เนื่องจากปัจจุบันมีฐานการลงทุนที่ต้องการเข้ามาในไทยจำนวนมาก ทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจ ซึ่งควรเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น
ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการปลดล็อกกติกา Fast Pass ขณะที่ตลาดทุนไทยยังสามารถยืนได้จากเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายที่ชัดเจน จึงมีความ Resilient แต่ไม่ควรหยุดเพียงเท่านี้ ต้องผลักดันให้เติบโต และเป็นแหล่งทุนในการ Transition สำหรับโลกยุคใหม่
ส่วน Transform เป็นการยกระดับคน โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้แก้ปัญหาโครงสร้างสังคม โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุ และการเพิ่มโอกาสให้กับกลุ่มรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย โดยยกตัวอย่างโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่จะนำ AI มาใช้วิเคราะห์ยอดขาย ช่วยเข้าถึงแหล่งเงินทุน และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ รวมถึงช่วยจัดทำข้อมูลทางการเงินเบื้องต้น พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังจะร่วมกับบีโอไอ นำเทคโนโลยี Generative AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลา 6 เดือน
นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจำเป็นต้องยอมรับความเป็นจริง หากยังยึดติดกับรูปแบบเดิมและยังคงอุดหนุนในลักษณะเดิม อาจไม่เพียงทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ยังเสี่ยงเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต
ทั้งนี้ เห็นว่าประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน (Transition) โดยใช้กลไกตลาดทุนเป็นแหล่งเงินสำคัญ พร้อมผลักดันเครื่องมือใหม่ เช่น TISA (Thailand Individual Savings Account) เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป