อย่ามองเบา!! จับหนุ่มจีนสะสมอาวุธหนัก จุดคำถามความมั่นคงไทย บทเรียนกรุงเทพฯ เกือบวินาศปี 37 เตือนคดีหนุ่มจีนครอบครองซีโฟร์อย่าปิดเกมเร็ว
ย้อนรอยระเบิดซีโฟร์ ปี 37 กรุงเทพเกือบย่อยยับ จับหนุ่มจีนอย่างเพิ่งสรุป
ว่าไม่เกี่ยวกับก่อการร้าย
น่าสนใจยิ่งกับการจับกุมชายชาวจีน พบเครื่องระเบิดเต็มคันรถ ยิ่งไปค้นในบ้านพัก ซึ่งเป็นบ้านเช่าหรู ค่าเช่า 30000 บาทขึ้นที่บางละมุง จ.ชลบุรี ก็พบวัตถุระเบิดมากมาย ประหนึ่งเป็นคลังแสง รวมถึงมีระเบิดซีโฟร์ อันเป็นระเบิดทำลายล้างอยู่ด้วย
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เร่งสรุปภายในสองวันว่า “ไม่เกี่ยวกับการก่อการร้าย เป็นความชอบส่วนตัว” ก็ไม่รู้ว่า ผบ.ตร.ได้ข้อมูลเชิงลึกมาจากไหน ถึงสรุปได้อย่างรวดเร็ว และไม่รู้ว่ารายงานนายรัฐมนตรีแล้วหรือยัง เพราะนายกฯยังสั่งให้สืบสวนในเชิงลึกอยู่
เข้าใจได้ว่าคนชอบอาวุธปืนเมืองไทยเรามีอยู่ไม่น้อย เช่น แอ๊ด คาราบาว ก็มีอยู่เป็น 100 นักการเมืองบ้านเราก็สะสมอาวุธปืนอยู่หลายคน
รายชื่อนักการเมืองที่มีการครอบครองปืนมากที่สุด
-นางทิวรรณรัตน์ อังกินันทน์ (ส.ส.เพชรบุรี): 48 กระบอก
-นายอนุชา สะสมทรัพย์ (บ้านใหญ่นครปฐม): 40 กระบอก
-นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล (อดีต ส.ส.โคราช): 26 กระบอก
-นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (อดีต รมช.มหาดไทย): 23 กระบอก
-นายอนุชา นาคาศัย (ส.ส.เพื่อไทย): 23 กระบอก
จะเห็นว่านักการเมืองที่ครอบครองอาวุธปืนจำนวนมาก ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นบ้านใหญ่ทางการเมือง จึงไม่น่าสะสมอาวุธปืนด้วยความชอบ ส่วนหนึ่งคือไว้ป้องกันตัว
ถ้าพูดถึงซีโฟร์ เราคงจะลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งบ้านเราเคยมีการจับกุมซีโฟร์ได้จำนวนมาก เรามาย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีต
“คาร์บอมบ์ซีโฟร์กลางกรุงเทพฯ ปี 2537” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีวินาศกรรมระหว่างประเทศที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในไทย แต่คนทั่วไปแทบลืมไปแล้ว เพราะระเบิด “ไม่ทันทำงาน” ราวกับหนังสายลับที่ฟิล์มขาดก่อนฉากระเบิด อันเป็นโชคดีของไทย หรือพระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง
สาระสำคัญของคดีคนร้ายใช้รถบรรทุก 6 ล้อ ซุกระเบิดจำนวนมหาศาล ทั้งปุ๋ยยูเรีย ดินระเบิด และระเบิด C4
เป้าหมายถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับ “สถานทูตอิสราเอล” บริเวณถนนวิทยุ กรุงเทพฯ แต่ระหว่างทางรถเกิดเฉี่ยวชนบริเวณแยกชิดลม คนร้ายจึงทิ้งรถหนี รถถูกลากไปเก็บที่ สน.ลุมพินี อยู่หลายวัน ก่อนตำรวจสงสัยและเปิดตรวจค้น
พบวงจรระเบิดขนาดใหญ่ และยังพบศพคนขับรถที่ถูกฆ่าซุกไว้ในแทงก์น้ำด้วย
จุดที่น่าขนลุกคือ หากระเบิดทำงานจริง ย่านธุรกิจกลางกรุงอาจเสียหายหนักมาก เพราะวัตถุระเบิดมีอานุภาพสูง ระดับ “คาร์บอมบ์เต็มรูปแบบ”
ต่อมาหน่วยข่าวกรองไทยเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่านหลายราย แต่สุดท้ายหลักฐานในชั้นศาลไม่เพียงพอ จึงเอาผิดผู้ต้องหาอะไรไม่ได้
อีกคดีที่คนมักเอามาปะปนกัน คือเหตุระเบิดสุขุมวิท ปี 2555 ที่เกี่ยวข้องกับชาวอิหร่านและอุปกรณ์ระเบิดแบบแม่เหล็กติดรถ เป้าหมายถูกเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือผลประโยชน์ของอิสราเอลในไทย ไม่ใช่การก่อการทั่วไป
สรุปว่า “คาร์บอมบ์ปี 2537” รถบรรทุกซุก C4 เป้าหมายโยงสถานทูตอิสราเอล ส่วน“สุขุมวิท 2555” เครือข่ายอิหร่าน ใช้ระเบิดแม่เหล็กโจมตีเป้าหมายอิสราเอล
ทั้งสองคดีทำให้หน่วยความมั่นคงไทยเริ่มจริงจังกับ “ภัยก่อการร้ายข้ามชาติ” มากขึ้น เพราะไทยเคยถูกใช้เป็นทั้ง “ทางผ่าน” และ “พื้นที่ปฏิบัติการ” ในเกมเงาระหว่างตะวันออกกลางหลายรอบเหมือนกันครับ
ปรากฏการณ์จับกุมชาวจีน พร้อมเครื่องกระสุนปืน และอื่นๆอีกมากมาย พร้อมซีโฟร์ด้วย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม และเร่งสรุปว่า ไม่เกี่ยวกับการก่อการร้าย เป็นการสะสมด้วยความชอบส่วนตัว ไปไล่เช็กประวัติหนุ่มจีนคนนี้ในเชิงลึกให้ดีก่อน ก่อนบ้านเมืองจะพิพาศ เพราะแค่ตำรวจที่เข้าไปค้นบ้าน ยกขาพลาดข้างเดียวก็พินาศแล้ว