“กัณฑรา” มองวิกฤต “ตะวันออกกลาง” เขย่าตลาดระยะสั้น แนะช้อนซื้อหุ้น “เมื่ออ่อนตัว”
นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางถือเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก โดยผลกระทบที่เห็นได้ชัดในระยะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคและแรงกดดันเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวน่าจะเป็นภาวะระยะสั้น และยังไม่ถึงขั้นที่ประเทศไทยจะเผชิญภาวะสินค้าขาดแคลนในวงกว้าง
โดยการเร่งเติมน้ำมันและการตื่นตัวของประชาชนในช่วงนี้มีส่วนทำให้เกิดภาพการขาดแคลนชั่วคราวในบางพื้นที่ แต่เป็นผลจากพฤติกรรมการเร่งซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น มากกว่าจะเป็นปัญหาขาดแคลนเชิงโครงสร้าง พร้อมมองว่าเมื่อสถานการณ์เริ่มนิ่ง ความกังวลของประชาชนและภาคธุรกิจก็น่าจะทยอยลดลง และระบบเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ความผันผวนจะเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์รายวัน แต่ตลาดยังมีสภาพคล่องรองรับได้ดี ทั้งในด้านระบบซื้อขายและปริมาณการซื้อขาย โดยมองว่านักลงทุนไทยคุ้นชินกับภาวะตลาดที่แกว่งตัวมากกว่าตลาดที่ซบเซาต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าตลาดทุนไทยยังสามารถรองรับแรงขายและความผันผวนจากปัจจัยภายนอกได้ในระดับหนึ่ง
ด้านนโยบายเศรษฐกิจ มองว่ารัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งสานต่อนโยบายเดิมที่ค้างอยู่ พร้อมเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้นกว่ากรอบเดิม เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐไม่ได้อยู่ในสมมติฐานเดิมของภาครัฐ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการดึงดูดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาด คือเสถียรภาพของรัฐบาล หากรัฐบาลสามารถรักษาเสถียรภาพได้อย่างน้อย 2 ปี ก็จะเพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นและรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดทุนได้
ส่วนประเด็นมาตรการสนับสนุนการออมและการลงทุนในตลาดทุน นายกัณฑรามองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ภาครัฐควรเร่งนำกลับมาผลักดัน เพราะจะช่วยเสริมทั้งการออม เพิ่มเสถียรภาพตลาด และกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนได้รวดเร็ว โดยประเมินว่าจังหวะตลาดปัจจุบันมีความคึกคักมากกว่าช่วงซบเซาในปีก่อน ทำให้มาตรการกระตุ้นมีโอกาสส่งผลเชิงบวกได้ชัดเจนกว่าเดิม
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยโลกนั้น เขามองว่าการที่ธนาคารกลางสหรัฐยังไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยถือเป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลง แนวโน้มดอกเบี้ยในภาพใหญ่ยังมีโอกาสเป็นขาลง
ด้านกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น แนะนำให้นักลงทุนติดตามทั้งดัชนีตลาดต่างประเทศ ตลาดหุ้นยุโรป และราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในแต่ละวัน โดยมองว่าตลาดอยู่ในภาวะแกว่งตัวในกรอบกว้าง และหากดัชนีอ่อนตัวลงบริเวณ 1,430-1,400 จุด ยังสามารถทยอยเข้าสะสมได้
นอกจากนี้ ยังมองว่าความผันผวนในรอบนี้อาจเป็นโอกาสสำหรับการคัดเลือกหุ้นเข้าลงทุน โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดเกิดแรงขายจากความตื่นตระหนก เนื่องจากประเมินว่าสงครามไม่น่าจะยืดเยื้อเป็นเวลานานมากนัก และหากตลาดปรับฐานแรงก็อาจเป็นจังหวะสะสมที่ดีกว่าภาวะตลาดซบเซาต่อเนื่องเช่นในปีก่อน ซึ่งทำให้การตัดสินใจลงทุนทำได้ยากกว่า