โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เกมภูมิรัฐศาสตร์ กองทัพคะฉิ่นกุมชะตาแร่หายาก ป้อนอุตสาหกรรมโลก

PostToday

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 23.43 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 06.22 น.

จากกองกำลังที่ต่อสู้ในเงามืดมานานหลายทศวรรษ ปัจจุบันองค์กรปลดปล่อยคะฉิ่นได้กลายเป็นผู้กุมแหล่งแร่สำคัญที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ณ เมืองปันวา (Pangwa) ในหุบเขาเล็กๆ เลียบชายแดนเมียนมา-จีนที่ทอดยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร ท่ามกลางยอดเขาที่ปกคลุมด้วยป่าไม้และมีหิมะโปรยปรายในบางครา

พื้นที่แห่งนี้เคยเปรียบเสมือนด่านหน้าอันห่างไกลที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของขุนศึกสูงวัยซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลทหารเมียนมา

ขุนศึกผู้นี้ปกครองปันวาตามอำเภอใจ มีการลักลอบตัดไม้มีค่าส่งข้ามพรมแดน และปล่อยให้ชาวบ้านปลูกฝิ่นได้ ตราบใดที่ยอมจ่ายภาษีอย่างหนักให้แก่ตน

ทว่าทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปในช่วงกลางทศวรรษ 2010 เมื่อคลื่นแรงงานจากจีนตอนใต้หลั่งไหลเข้ามาเพื่อขุดหา 'แร่หายาก' (Rare Earths) ทรัพยากรล้ำค่าที่เป็นหัวใจของเทคโนโลยียุคใหม่หลายแขนง ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านแม่เหล็กและการนำไฟฟ้า

พวกเขาเปลี่ยนภูเขาทั้งลูกให้กลายเป็นขั้นบันไดเพื่อสร้างบ่อชะล้างแร่ ซึ่งในเวลาไม่นานก็กลายเป็นแอ่งน้ำขุ่นข้นสีฟ้าครามที่ปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีและโคลนดิน

และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้เอง เมืองชายแดนเล็กๆ ก็กลับเฟื่องฟูขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับการพนันและยาเสพติดที่แพร่สะพัดไปทั่ว

สถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อต้นปีที่แล้ว เมื่อกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) เปิดฉากปฏิบัติการรุกครั้งใหญ่

ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมากว่า 7 ทศวรรษ ระหว่างรัฐบาลทหารกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

สำหรับ KIA นั้นก่อตั้งขึ้นในปี 1961 เพื่อเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองของชาวคะฉิ่น พวกเขาได้สั่งสมกำลังพลจนกลายเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งและมีความเชี่ยวชาญในการสู้รบบนภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง

ภายในเดือนตุลาคม KIA รุกคืบเข้าใกล้เมืองปันวาอย่างต่อเนื่องโดยแทบไม่เจอแรงต้าน กองกำลังทหารที่ภักดีต่อรัฐบาลทหารเลือกที่จะล่าถอยหลังการปะทะเพียงเล็กน้อย

บางส่วนทิ้งอาวุธลงในคูระบายน้ำและเปลี่ยนเป็นชุดพลเรือนเพื่อแฝงตัวไปกับฝูงชนผู้อพยพที่มุ่งหน้าไปยังชายแดนจีน

ในที่สุด วันที่ 18 ตุลาคม เมืองปันวาก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ KIA

หากวัดกันที่จำนวนผู้เสียชีวิต ชัยชนะครั้งนี้อาจดูไม่สลักสำคัญ แต่หากวัดกันที่ "ขุมทรัพย์ใต้พิภพ" นี่คือหนึ่งในชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ KIA เลยทีเดียว

ความสำคัญที่โลกต้องจับตา

เมียนมาเป็นแหล่งผลิตแร่หายากที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา และในปีที่แล้ว เมียนมามีสัดส่วนการผลิตแร่หายากที่สำคัญอย่างยิ่งยวด 2 ชนิด เกือบครึ่งหนึ่งของโลก

นั่นคือ ดิสโพรเซียม (Dysprosium) และ เทอร์เบียม (Terbium) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ใน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), กังหันลม และยุทโธปกรณ์บางชนิด

ข้อมูลจาก Adamas Intelligence ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในภาคอุตสาหกรรม ระบุว่า

เมียนมามีบทบาทที่ "สำคัญอย่างยิ่งยวดและแทบหาใครแทนไม่ได้" ในฐานะผู้ป้อนวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามหาศาลระดับล้านล้านดอลลาร์

ห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ขณะที่องค์กรเฝ้าระวังอย่าง Global Witness เพิ่งเปิดเผยข้อมูลว่า

บริษัทจีนหลายแห่งที่เข้าไปทำเหมืองแร่หายากในเมียนมานั้น มีลูกค้ารายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Ford, Hyundai, Siemens, Tesla, Vestas และ Volkswagen

ปัจจุบัน เหมืองแร่หายากเกือบทั้งหมดในเมียนมาตั้งอยู่ในรัฐคะฉิ่น โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่รอบเมืองปันวา และตอนนี้ดูเหมือนว่า KIA จะเข้าควบคุมเหมืองทุกแห่ง

ซึ่งหมายความว่า KIA ได้กลายเป็นผู้ควบคุมดูแลแรงงานนอกระบบจำนวนมหาศาลที่ต้องทำงานสกปรกและอันตรายโดยไม่มีการป้องกันใดๆ

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้นำ KIA จะได้นั่งในโต๊ะเจรจาเศรษฐกิจระดับโลกในเร็ววันนี้ เพราะจีนยังคงเป็นผู้ผลิตและผู้แปรรูปแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างทิ้งห่าง

KIA ไม่มีศักยภาพในการแปรรูปแร่ที่ขุดได้ในพื้นที่ของตนเอง ทั้งหมดจึงต้องถูกส่งไปยังโรงงานในจีนเพื่อถลุงและแปรรูปก่อนจะส่งต่อไปยังผู้ผลิตทั่วโลก

ทำความรู้จัก "แร่หายาก" และวิธีการสกัดสุดอันตราย

แม้จะชื่อว่า "แร่หายาก" แต่ธาตุเหล่านี้ไม่ได้หายากขนาดนั้น ธาตุที่พบมากที่สุดอย่างซีเรียม (Cerium) มีปริมาณในเปลือกโลกพอๆ กับทองแดงหรือตะกั่ว

แต่ความแตกต่างคือ แร่หายากมักจะปนอยู่กับแร่ธาตุอื่นๆ ในความเข้มข้นต่ำ ทำให้การทำเหมืองเพื่อให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องยาก

การใช้งานที่สำคัญที่สุดของ ดิสโพรเซียม และ เทอร์เบียม คือการเป็นส่วนผสมใน แม่เหล็กนีโอไดเมียม (Neodymium magnets) ซึ่งเป็นแม่เหล็กถาวรที่ทรงพลังที่สุดในโลก

แร่ทั้งสองชนิดนี้ช่วยให้แม่เหล็กสามารถทำงานได้ในอุณหภูมิที่สูงขึ้นมาก ทำให้มอเตอร์ของรถยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพิ่มพลังการหมุนของกังหันลม และยังใช้ในระบบนำวิถีของขีปนาวุธอีกด้วย

วิธีการสกัดแร่หายากที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในรัฐคะฉิ่นเรียกว่า การสกัดด้วยการชะล้างในแหล่งแร่ (In-situ leaching) ซึ่งเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำแต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

  • เจาะภูเขา: คนงานจะเจาะรูจำนวนมากบนยอดเขาที่มีแร่หายาก
  • อัดสารเคมี: จากนั้นจะฉีดสารละลายที่ประกอบด้วยน้ำและสารเคมี (เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต) ลงไปในรูเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
  • ชะล้าง: สารเคมีจะค่อยๆ ซึมลงไปในดินและละลายแร่หายากออกมา
  • รวบรวม: ของเหลวที่ปนเปื้อนจะไหลมารวมกันในบ่อพักที่เชิงเขา
  • ตกตะกอน: เติมสารเคมีเพิ่มเพื่อให้แร่หายากที่ละลายอยู่ตกตะกอนลงมาเป็นโคลน
  • เผา: โคลนที่ได้จะถูกนำไปเผาในเตาฟืนที่ปล่อยควันพิษออกมา จนได้เป็นผงออกไซด์ของแร่หายากแห้งๆ บรรจุในกระสอบเพื่อส่งไปขายต่อที่ประเทศจีน

กระบวนการดังกล่าวส่งผลให้เกิดมลพิษอย่างรุนแรง นายโธมัส ครูมเมอร์ ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาด้านแร่หายาก ณ สิงคโปร์ ได้ชี้แจงว่า

"การทำเหมืองประเภทนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่สามารถฟื้นฟูได้ การอัดฉีดสารละลายปริมาณมหาศาลลงไปในพื้นดินเช่นนี้ เป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ไขให้กลับสู่สภาพเดิมได้ในระยะเวลาอันสั้น"

ขณะที่งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวรของไทยที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบการปนเปื้อนอย่างรุนแรงในตัวอย่างน้ำและดินรอบเมืองปันวา ทั้งจากแร่หายากเองและโลหะหนักที่เป็นพิษ

พร้อมเตือนว่าน้ำจากแหล่งดังกล่าว "ไม่เหมาะสำหรับการบริโภคของมนุษย์ การชลประทาน หรือการเลี้ยงปลาโดยสิ้นเชิงหากไม่ผ่านการบำบัดอย่างเข้มข้น"

เกมการเมืองที่ซับซ้อนและอนาคตที่ไม่แน่นอน

การยึดครองปันวาของ KIA ถือเป็นการท้าทายอำนาจของรัฐบาลทหารเมียนมา และสร้างความไม่พอใจให้กับจีน ซึ่งเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่สุดในการเมืองเมียนมา

ในช่วงแรก จีนตอบโต้ด้วยการปิดพรมแดนอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้การค้าหยุดชะงักและราคาสินค้าพุ่งสูง ข้อมูลศุลกากรแสดงให้เห็นว่าการนำเข้าแร่หายากจากเมียนมาไปยังจีนลดลงกว่า 90% ในช่วงนั้น

แต่ในที่สุด การขนส่งก็กลับมาเป็นปกติในเดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าจีนและ KIA อาจบรรลุข้อตกลงบางอย่างได้แล้ว

การกลับมาส่งออกแร่หายากอีกครั้งทำให้ KIA ก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองด้านโภคภัณฑ์ระดับโลกอย่างเต็มตัว ในภาวะที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกกำลังพยายามลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานแร่หายากจากจีน

เมา ตุน อ่อง สมาชิกรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือรัฐบาลเงาของเมียนมา เปิดเผยว่า เขาได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA)

พร้อมทั้งเตือนว่าสถานการณ์ของ KIA อาจเป็นที่น่าจับตามองและมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ"เกมการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์" ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน

สำหรับบริษัทข้ามชาติ สถานการณ์นี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ต้องหาแหล่งทางเลือกอื่น ผู้บริหารบริษัทผลิตแม่เหล็กรายหนึ่งยอมรับว่าความกังวลด้านจริยธรรมในการจัดหาวัตถุดิบจากพื้นที่สงครามนั้นมีอยู่แล้ว

แต่เมื่อรวมกับความไม่แน่นอนในการพึ่งพาแหล่งผลิตเดียว ก็ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเพื่อลดการใช้แร่หายากจากเมียนมา

แต่ถึงอย่างนั้น ปัจจุบันนวัตกรรมที่ปลายทางของห่วงโซ่อุปทานก็ยังคงมีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่ความต้องการในตลาดยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ยังมีวิดีโอจากคนงานเหมืองชาวจีนที่เผยให้เห็นภาพการทำงานอันน่าสลดใจในรัฐคะฉิ่น คนงานต้องเสี่ยงอันตราย ใช้ทัพพีตักแกงค่อยๆ ตักผงแร่หายากร้อนๆ ที่เพิ่งเผาเสร็จบรรจุลงกระสอบเพื่อรอส่งข้ามพรมแดน

เมื่อขุมทรัพย์แห่งคะฉิ่นเคลื่อนไหว แร่หายากล็อตใหม่ ก็พร้อมส่งออกหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมไฮเทคทั่วโลก

ที่มา : Bloomberg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...