โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คำสารภาพ( A CONFESSION) “..หลุมบ่อแห่งความทุกข์...อันเกิดจากความไม่แน่ใจในรูปรอยชีวิต”

สยามรัฐ

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 23.01 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“..แม้ว่าในโลกแห่งชีวิต..ของมนุษย์เราในแต่ละคน..จะมีความเชื่อมั่นและหลงใหลใน "อัตตาแห่งตน" อยู่มากมายสักเพียงใด..

เเต่ในท้ายที่สุดแล้ว ..ความเป็นเนื้อในอันจริงแท้ของชีวิต ก็จะทำให้เขาหรือเธอผู้นั้น…ต้องจนตรอกอยู่กับชะตากรรมที่วกวนซ้อนซับของตัวเองอย่างติดตรึง จนยากที่จะสลัดพ้น..

“หลุมบ่อแห่งความทุกข์”..อันเกิดจากความไม่แน่ใจในรูปรอยของชีวิต..มีแต่ถ่างออกและขยายพื้นที่ชีวิตให้กว้างขึ้นอย่างทบทวี..กระทั่งกลายเป็นความเจ็บปวดอย่างสาหัส..ต่อดวงใจที่ “เปราะบาง..และอ่อนระโหย” ความเป็นจริงที่แท้จริงแห่งชีวิตมักเป็นเช่นนี้..มันหาใช่ความสุขสมนิรันดร์..แต่มันคือความทุกข์เศร้าอันล้ำลึก..

..เนื่องเพราะ..ในระหว่างทางของการก้าวย่าง..ในท่วงท่าที่มุ่งเน้นสู่จุดหมายปลายทางของความหวังนั้น..! “จิตวิญญาณสามัญ” ของแต่ละบุคคล ก็ย่อมถูกบ่อนแซะและคุกคามจากสารพันปัญหา..! กระทั่งเกิดอาการซวดเซ..และ ลื่นล้มลงไปอย่างสิ้นท่าซ้ำๆกัน ..บนลานประลองของบาปเคราะห์..ในหลายต่อหลายครั้ง..!

..นิยามความหมายอันเป็นเหมือนบทสรุปข้างต้น..ปรากฏอยู่ในสายธารแห่งนวนิยายอันเลอค่าต่อการประจักษ์แจ้งของ “ลีโอ ตอลสตอย”(Leo Tolstoy) นักประพันธ์ชื่อก้องโลกชาวรัสเซีย..

“คำสารภาพ” (A CONFESION).. งานเขียนที่ได้ระบุถึงส่วนลึกของจิตใจ ที่ทั้ง อ่อนล้า สิ้นหวัง และถดถอยท้อแท้อย่างถึงที่สุดของความเป็นชีวิต..ชีวิตหนึ่ง..อันสืบเนื่องมาจากภาวะรู้สึก ที่แปลกแยกกับคนรอบข้าง..รวมทั้งสถานะแห่งโลกกว้างอันเต็มไปด้วยสีสันในภาวะของความมืดมน..โดยเฉพาะ..ความเบื่อหน่ายชิงชังต่อสังคมคนชั้นสูงที่เต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือย มัวเมาอย่างล้นเหลือ..กระทั่งความเห่อเหิมคลั่งไคล้ในลาภยศ สรรเสริญ..

ทั้งหมดเป็นบริบทแห่งสถานะชีวิต..ที่ตัวตนของ “ตอลสตอย”..ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุ ที่ได้ทำให้เขาต้องเดียดฉันท์ต่อนิยามของชีวิต..จนถึงขนาดก่อเกิดเป็นการคิดที่จะ"ฆ่าตัวตาย"ในหลายๆครั้ง..!

..แต่เรื่องด้วย..เหตุผลแห่งคุณค่าทางการศึกษาที่ติดตัวอยู่..ไม่ว่าจะเป็นจากคุณค่าของการค้นคว้า..ในวิชาปรัชญาและศาสนาต่างๆ.. ทั้งหมดทั้งมวลได้ทำให้ “ตอลสตอย” บังเกิดจิตสำนึก..ที่ปรารถนาจะค้นหาคำตอบแห่งปริศนาของโลกอันไขว้สลับที่ว่า…ชีวิตมีความหมายอย่างไร?..และ สัจจะความจริงมีอยู่ในคำสอนทางศาสนาหรือไม่?*

“..คำถามคำถามหนึ่ง ที่โน้มนำไปสู่สภาวะที่ปรารถนาจะฆ่าตัวตาย..ตอนที่ผมอายุได้สิบห้าปีนั้น..ถือเป็นคำถามที่แสนจะธรรมดา ที่แฝงอยู่ในจิตวิญญาณ..และหากถ้าไม่มีคำถามดังกล่าวนี้.. “ชีวิตก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้”..ดุจดั่งที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์..ซึ่งคำถามสำคัญนี้ก็คือ .. “อะไรจะเกิดขึ้นตามมา…จากสิ่งที่ผมได้กระทำทั้งในวันนี้ และ..วันพรุ่งนี้..อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตทั้งชีวิต..ของผม!”

ว่ากันว่า … “ตอลสตอย”…คือผู้ที่ขบคิดและคอยตั้งคำถามเพื่อถามไถ่กับตนเองเสมอ ..ความไม่แน่ใจในหลายส่วน ทำให้มุมมองของคำถามไหลเวียนเปลี่ยนไปตามกาละโอกาส..แห่งสำนึกคิด..มันเป็นนัยเชิงความหมายที่ต้องค่อยๆ..ตีความอย่างใคร่ครวญและพินิจพิเคราะห์ ซึ่งคำตอบต่างๆนั้นก็ผุดพรายขึ้นมาในหลากหลายแนวทาง..!

“..หรือจะถามอีกอย่างหนึ่งก็ได้ดั่งนี้ ..ผมมีชีวิตอยู่ไปทำไม..?..ผมทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร?..หรือจะถามอีกอย่างหนึ่งว่า… “ชีวิตของผม มีความหมายอะไรหรือเปล่า?”…ความหมาย ชนิดที่จะไม่โดนความตายที่ย่างกรายเข้ามา..ทำลายจนถึงกับย่อยยับ..สิ้นสูญ”

..ปริศนาแห่งคำถาม..ถึงความหมายเช่นที่ว่านี้ ..เป็นสิ่งที่ต้องได้คำตอบจากการค้นคว้าในรายละเอียด ..ที่แฝงฝังอย่างล้ำลึกอยู่ในชีวิต มันเกี่ยวพันกับองค์ความรู้ที่ประกอบสร้างขึ้นมา เป็นนิยามอันแรงร้อนของมนุษย์..ผ่านความเป็นวิชาความรู้..ในมิติแปลกต่างนานา ..!.

“ตอลสตอย” ได้ค้นหาคำตอบจากปริศนาคำถามนี้..ด้วยการศึกษาวิชาความรู้ที่มนุษย์มีอยู่..โดยเขาได้ค้นพบว่า ..เมื่อได้มีโอกาสพิจารณาความเกี่ยวพันของวิชาความรู้ต่างๆกับคำถามอันเป็นข้อสงสัยนั้นๆ..ก็จะสามารถแจกแจงวิชาความรู้ในทุกสาขาให้ออกมาเป็นสองฟากที่อยู่ตรงข้ามกัน..โดยมีฟากหนึ่งเป็นหากบวก และมีอีกฟากหนึ่งเป็นหากลบ..

แต่ทั้งสองฟากนั้นล้วนแล้วแต่ไม่มีคำตอบให้แก่ชีวิต..ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า..ความรู้ในสาขาหนึ่งดูเหมือนจะไม่ยอมรับว่ามีคำถามนี้..แต่ถึงกระนั้นมันก็ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน และแน่นอนต่อคำถามที่ถูกตั้งขึ้น..ก็ มันคือพรมแดนแห่งความรู้ในเชิงทดลอง..และที่ปลายสุดขั้วหนึ่ง ได้แก่วิชาคณิตศาสตร์..

ส่วนพรมแดนแห่งความรู้ในอีกพรมแดนหนึ่ง..ได้ยอมรับว่ามีคำถามนี้..แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว..มันคือวิถีแห่งวิชาปรัชญา..การคิดในเชิงวินิจฉัย..ซึ่งมีวิชาอภิปรัชญาอยู่ปลายสุดอีกขั้วหนึ่ง..!!

“ผมได้ศึกษาวิชาปรัชญา การคิดในเชิงวินิจฉัย..ตั้งแต่เมื่อครั้งยังอยู่ในวัยหนุ่ม.. แต่ผมว่า..ในเวลาต่อมา..ผมได้สนใจศึกษาในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ..ผมพอใจในคำตอบผิดๆที่วิชาเหล่านี้มอบให้แก่ผม…จวบจนกระทั่งผมได้ตั้งคำถามอันชัดเจนกับตัวเอง..อีกทั้งตัวคำถามเองก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆภายในตัวของผม..ทำให้ต้องแสวงหาคำตอบอันเร่งร้อนด้วย..!”

…ภายในพรมแดนแห่งความรู้ในการทดลองนั้น ผมบอกกับตัวเองว่า..ทุกสิ่งทุกอย่างมีการพัฒนา มีความผิดแผกแตกต่างกันไป..มุ่งสู่ความละเอียดสลับซับซ้อน และยังมีกฎเกณฑ์ต่างๆควบคุมการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าของมัน…

“เจ้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด..เมื่อเจ้ารู้เกี่ยวกับส่วนทั้งหมด..ตลอดจนกฎเกณฑ์แห่งการพัฒนาของมันได้มากพอ เจ้าก็จะเข้าถึงตำแหน่งแห่งที่ของเจ้า ว่าอยู่ตรงส่วนไหน ..รวมทั้งเข้าใจตัวของเจ้าเองด้วย..”

*ประเด็นอันเคลือบแคลง ต่อการแสวงหาคำตอบเพื่อความเข้าใจในชีวิตผ่านความคลุมเครือ ไปสู่ความชัดเจนในการปฏิบัตินั้น จักต้องอาศัยความรู้สึกของชีวิตที่ตระหนักถึงการเจริญเติบโตทางปัญญา..ตลอดจนการเติบโตภายในร่างกายที่สลับซับซ้อนมากขึ้น โดยสื่อผ่านความเชื่อที่ว่า…

“มีกฎอันหนึ่งที่ควบคุมความเป็นไปของโลก”

กระทั่งค้นหาคำตอบต่อคำถามเกี่ยวกับชีวิตได้..แต่ครั้นเมื่อถึงห้วงเวลาแห่งชีวิตที่รู้สึกว่า..ตัวเองไม่ได้พัฒนาอีกต่อไป.. “ตอลสตอย” ก็ได้สารภาพออกมาในทำนองว่า..ชีวิตกำลังจะเหือดแห้ง..หนังเนื้อกำลังจะหย่อนยาน และ..ฟันฟางกำลังจะหลุดไปเรื่อยๆ..*

“ผมได้เริ่มประจักษ์ว่า..สิ่งที่ล้วนเกิดขึ้นเป็นกฎแห่งชีวิตเหล่านี้..ไม่เพียงแต่ไม่สามารถอธิบายให้ใครไปเข้าใจได้ แม้แต่ตัวผมเอง..และ ผมยังรู้อีกว่า ไม่เคยมีกฎนี้ และไม่มีวันที่จะมีกฎนี้เด็ดขาด..”

นี่คือ ..การค้นพบกฏอย่างหนึ่งที่ “ตอลสตอย” ได้ระบุว่า..เขาค้นพบภายในตัวเองในห้วงเวลาหนึ่งของชีวิต และ เขาได้พิจารณาคำนิยามของมันอย่างเข้มงวดขึ้น..จนได้ประจักษ์อย่างชัดแจ้งว่า..กฎแห่งการพัฒนาอย่างถาวรนั้นหาได้มีอยู่ไม่..!

“ผมได้ตระหนักว่า..การพูดว่าในกาลและในอวกาศอันหาที่สุดมิได้นั้น ..ทุกสิ่งทุกอย่างจะพัฒนาขึ้น กลายเป็นสิ่งสมบูรณ์สลับซับซ้อน และ ผิดแผกแตกต่างกันยิ่งขึ้น…จริงๆแล้ว..ก็คือการไม่ได้พูดอะไรเลย..มันเป็นคำพูดที่ปราศจากความหมาย เนื่องจากในอนันตกาลและในอวกาศนั้นไม่มีสิ่งที่เป็นธรรมดา ..ไม่มีสิ่งที่สลับซับซ้อน ไม่มีก่อน ไม่มีหลัง ไม่มีเลวกว่า หรือ ดีกว่าทั้งสิ้น../”

มีการสรุปว่า..ความยิ่งใหญ่เฉพาะตัวของ “ตอลสตอย” นั้น ได้แก่การเป็น “มนุษยนิยม”..เหตุนี้ ..ความเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่เขาแสวงหา และต่อสู้เพื่อให้ได้มา..ตลอดชีวิต..เขาไม่อาจที่จะบันทึกว่า ..ในช่วงมีชีวิตอยู่ที่สุขสมบูรณ์พร้อม ด้วยครอบครัวที่น่ารัก มีภรรยา มีลูก มีที่ดินมากมายที่ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ..เป็นคนมีชื่อเสียง แต่เขากลับเริ่มหวาดกลัวชีวิต เพราะเขาตระหนักว่า ..ตัวเองทำอะไรที่โง่เง่ามากมาย..ยิ่งมีความรู้ก็ยิ่งเห็นความไร้สาระมากขึ้น..

กระทั่งในที่สุด ก็กลัวว่าจะฆ่าตัวตายไปเสียก่อน..!

“..ผมไม่สงสัยแล้วว่า..ในคำสอนทางศาสนามีสัจจะ ความจริง.. แต่ผมก็ไม่สงสัยอีกเหมือนกันว่า..ในคำสอนนั้นก็มีความเท็จแฝงอยู่ด้วย..ผมจักต้องค้นหาสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิด แล้วแยกแยะ..มันออกต่างหากจากกัน .."

*ผลลัพธ์อันเป็นที่สุดของนวนิยายเรื่องนี้..เปรียบดั่งคำประกาศที่ผสานกันระหว่างจิตวิญญาณของความจริง สวนสวรรค์ของการใคร่ครวญ และกระบวนการต่อสู้ทางความคิดที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้น และได้จบลงในประเด็นอันสำคัญ ที่คอยเน้นย้ำกับมโนสำนึกแห่งการมีชีวิตอย่างมีความหมายอยู่ซ้ำๆ..

“ในคำสอนนั้น …มีความเท็จแฝงอยู่..!”

“ตอลสตอย” เริ่มเขียน “คำสารภาพ” เมื่อปี ค.ศ.1879 เมื่อมีอายุได้ 51 ปี..และได้ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1893..เมื่อมีอายุได้ 65 ปี..ทั้งหมดประกอบด้วยความเรียง 16 บท..เป็นการเล่าเหตุการณ์ในประสบการณ์ชีวิตทางศาสนาตั้งแต่ยังเด็ก จนล่วงเข้าสู่วัยชรา..!..มันจึงคือเงื่อนปมของชีวิต..ที่คอยติดตรึงอยู่กับใจเช่นนั้น ..และเป็นอยู่อย่างทายท้าวิถีแห่งสัจจะอย่างบ้าคลั่ง..รุนแรงเช่นนั้น..เฉกเช่นกัน”

นวนิยายแห่ง “จักรวรรดินิยม” เล่มนี้..ได้รับการถ่ายทอดสาระเนื้อหาออกมาสู่ภาษาไทย..โดยนักแปลฝีมือเยี่ยมผู้ล่วงลับ"สมบูรณ์ ศุภศิลป์"…ที่ทั้งคว้านลึกในรายละเอียดของโลก เข้าไปสู่การรับรู้แห่งปฏิกิริยาภายในทีปะทุหลั่งล้นวิถีแห่งปัญญาญาณออกมาสู่ภายนอก..เป็นโครงสร้างแห่งการรับรู้ในรู้สึก..ที่แสดงถึงแก่นรากแห่งตัวตนด้วยตัวตน ..โดยแท้ ..!

“..ผมรู้ตัวเองว่า ..กำลังแกว่งไปแกว่งมา..ผมแกว่งอยู่ท่ามกลางหุบเขา โดยมีเครื่องช่วยพยุงตัวไว้นิดเดียว..โดยยังไม่หล่นลงไป..ผมมองไกลออกไปในความไม่มีที่สิ้นสุด..นึกถึงความรู้สึกหวาดกลัวหรือหายกลัวได้..เพราะมองขึ้นไปข้างบน..และถ้าใครนอนลงโดยให้ส่วนกลางของร่างกายอยู่บนเชือก..แล้วมองขึ้นไปข้างบน..ก็ไม่มีทางที่จะตกลงไปแน่..เมื่อเข้าใจแล้ว จะรู้สึกยินดี จิตใจสงบ คล้ายกับใครคนหนึ่งกำลังพูดกับผมว่า..

“เห็นไหม..คุณทำได้” .แล้วผมก็ตื่นขึ้น..พอดี ..!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...