คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : พวก ‘คนหน้าด้าน’ ที่ ‘ด้านหน้า’
“ถ้าม็อบนี้ถ้าจะมีอะไรน่ากลัวคงไม่ใช่ที่จำนวนคน แต่อยู่ตรงที่ถ้าจะเกิดหน้าด้านตั้งเวทีขำๆ ไปเรื่อยๆ ราวกับคนมืดฟ้ามัวดิน…” มิตรสหายท่านหนึ่งให้ความเห็นไว้ในขณะที่พูดคุยกันว่า สถานการณ์การชุมนุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มิถุนายน) จะขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน
ฉากทัศน์ดังกล่าวชวนให้นึกถึงสถานการณ์ช่วงท้ายๆ ของการชุมนุม กปปส. ก่อนการรัฐประหารไม่นานนัก ที่หลังจากระดมคนได้ล้นหลามจนปิดกรุงเทพฯ ได้แล้ว ซึ่งหลังจากนั้นในระยะยาวก็ไม่มีผู้ไปร่วมชุมนุมอะไรมากมายขนาดนั้น แต่ถึงอย่างนั้นเวทีต่างๆ ก็ยังคงทู่ซี้ตั้งกันต่อไป
จากประสบการณ์ที่ต้องใช้ชีวิตเสี่ยงภัยอยู่หน้าเวที กปปส. แจ้งวัฒนะ ได้เห็นว่าผู้ชุมนุมในช่วงกลางวันมีเพียงหลักสิบ ให้อย่างมากก็ 30 คน ส่วนตอนกลางคืนอาจจะเยอะขึ้นมาหน่อยแต่ก็ไม่น่าจะเกิน 2-3 ร้อยคน
เพียงเท่านั้นการชุมนุมของเวที กปปส. แจ้งวัฒนะที่นำโดยนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ ที่ในตอนนั้นรู้จักกันในชื่อของ “พระพุทธะอิสระ” ก็สามารถทำให้ถนนแจ้งวัฒนะในช่วงนั้นไม่สามารถสัญจรผ่านได้โดยไม่ได้รับอนุญาต และใครฝ่าฝืนจะถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิตได้ ราวกับตรงนั้นเป็นเขตปลอดกฎหมายบ้านเมือง
เป็นภาพเดียวกับที่มิตรสหายท่านนั้นเห็นในอีกเวทีใกล้ที่ทำงานของเขา นั่นคือสาเหตุให้เขาและผมเห็นตรงกันว่า ความน่ากลัวของการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “คณะรวมพลังแผ่นดิน” เมื่อวันเสาร์คือการวัดใจว่าพวกเขาจะตั้งเวทีแบบปักหลักดึงให้การชุมนุมยืดเยื้อต่อไปหรือไม่ ซึ่งก็โชคดีว่าเวทีดังกล่าวสลายไปโดยดีตามเวลาที่กำหนด
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าประเมินพลาดไปมาก ว่าการชุมนุมเมื่อวันเสาร์ที่ว่านั้นไม่น่าจะสามารถเรียกผู้คนออกมาได้เกินกว่าหลักพัน ยอดสรุปจากการประเมินของทางการ (ที่แน่นอนว่าน่าจะประเมินไม่ให้สูงนักไว้ก่อน) ก็มีคนเข้าร่วมถึง 1 หมื่น 7 พันคน ซึ่งถ้ารวมทั้งที่มาแล้ว กลับหรือตกสำรวจก็อาจจะเกิน 2 หมื่นคนก็ได้ ส่วนจากทางแกนนำนี่ก็คงเคลมว่าทะลุหลักแสน
ยอมรับอีกด้วยว่าดูจากภาพรวมแล้ว ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่นั้นเป็น “มวลชนธรรมชาติ” ที่ไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งหรือระดมคน อาจจะมีอย่างมากคือมีการให้ความช่วยเหลือจัดหารถสำหรับผู้เข้าร่วมชุมนุมที่มากันเป็นหมู่คณะบ้าง
หากพิจารณาจากสถิติผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่มีผู้เลือกพรรค “รวมไทยสร้างชาติ” เกินกว่า 4 ล้านเสียง และที่เลือกพรรค “พลังประชารัฐ” อีกกว่า 5 แสนเสียง คิดแบบหยาบที่สุด คือ ถ้าเพียงคนที่เลือกทั้งสองพรรคที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้เพียงแค่ร้อยละ 0.5 ก็จะได้จำนวนคนเกินกว่า 2 หมื่นคนแล้ว หรือถ้าคิดว่าพรรครวมไทยสร้างชาติคือพรรคที่ได้ที่ 2 ของระบบบัญชีรายชื่อในกรุงเทพมหานคร ได้คะแนนไปถึง 6 แสน 3 หมื่นคะแนน แม้จะแพ้พรรคก้าวไกลที่ได้คะแนนเสียงไปถึง 1 ล้าน 6 แสนเสียงเกือบสามเท่า แต่ก็ยังชนะพรรคเพื่อไทยที่ได้ 6 แสนเสียงกลมๆ ถึง 3 หมื่นคะแนน ซึ่งถ้าคนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ออกไปชุมนุมก็ไม่แปลกอะไรที่จะได้ภาพผู้คนล้นหลามดังที่เห็นกัน
อาจจะมองเป็นการเหมารวมเกินไปก็ได้ที่เชื่อว่าผู้ไปชุมนุมคณะรวมพลังแผ่นดินนั้นเป็น “ขวา” หรือ “อนุรักษนิยม” ที่มีแนวโน้มจะเลือกสองพรรคดังกล่าว แม้ว่าในขณะนี้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดยนายกแพทองธาร อาจจะมีคนอยากจะมา “ไล่” หรือหวังให้พ้นตำแหน่งไปไม่ทางใดทางหนึ่งนั้นที่ไม่ได้จำกัดแค่คนกลุ่มนี้ แต่เมื่อมองภาพผู้ชุมนุมที่ปรากฏในสื่อ โดยพิจารณาจากกลุ่มแกนนำที่มีชื่อเสียงและเราคุ้นหน้ากันมาตั้งแต่สมัยเวทีพันธมิตร ในช่วงปี พ.ศ.2548-2549 หรือบางคนเป็นหน้าใหม่ที่เข้าไปร่วมวงเพราะเหตุผลบางอย่าง
รวมถึงผู้เข้าร่วมทั่วไปก็ดูแล้วคุ้นๆ ว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เห็นมาตั้งแต่เวทีพันธมิตรไปจนเวที กปปส. ซึ่งจากวัยวุฒิและหน้าตาท่าทางอื่นๆ ใครที่พอจะมีประสบการณ์ทางการเมืองและผู้คนก็อาจจะเห็นด้วยว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ที่เห็นก็น่าจะเป็นคนที่น่าจะลงคะแนนให้ทั้งสองพรรคนั่นแหละ
เพราะคนที่เลือกทั้งสองพรรคนี้มีอุดมการณ์บางอย่างที่มั่นคง ไม่เกี่ยวว่าทั้งสองพรรคนี้ในทางทฤษฎีจะถือว่าเป็นหรือเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ แต่ผู้สนับสนุนทั้งสองพรรคนี้ไม่มีทางเอาใจช่วยรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยแม้แต่นาทีเดียว
คนกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์กับพรรคเพื่อไทยและตระกูล “ชินวัตร” ที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยม จารีตนิยมหรือแม้แต่นิยมการปกครองโดยคณะรัฐประหาร ดังนั้น แม้จะอยู่คนละฝ่ายกับ “พรรคแดง” แต่ก็ไม่ใช่พวกเดียวกับ “พรรคส้ม” ได้เช่นกัน
ก็เป็นคนกลุ่มนี้นั่นแหละที่เรียกผู้สนับสนุน “พรรคส้ม” ว่าเป็นพวก “สามกีบ” มาตั้งแต่ไหนแต่ไร และก็น่าจะเป็นกลุ่มที่ล็อกเป้าโจมตีพรรคส้มมาตลอดตั้งแต่สมัยยังเป็นพรรคอนาคตใหม่มาจนถึงใช้ชื่อว่าประชาชนในทุกวันนี้
หรือถ้าพูดกันด้วยการเมืองเฉดสี คนกลุ่มนี้คือกลุ่ม “เหลืองแท้” ที่ก่อตั้งและยังมีบทบาทเงียบๆ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 โดยไม่ว่าเจ้าตัวจะยอมรับหรือไม่ และบางส่วนอาจจะเข้าร่วมกับกลุ่ม กปปส. ในการชุมนุมที่นำไปสู่การรัฐประหารในปี พ.ศ.2557 แต่ก็ไม่ใช่ว่ากลุ่ม กปปส. ทั้งหมดจะเป็นคนกลุ่ม “เหลืองแท้” ไปทั้งหมด เพราะเมื่อวัดจากกลุ่มผู้ชุมนุมในเชิงจำนวนในช่วงที่จุดติดที่สุดก็มากกว่าที่เห็นในการชุมนุมเมื่อวันเสาร์กว่า 5 หรือ 10 เท่า
คนกลุ่มนี้มีความรู้สึก “ไม่ได้ดังใจ” กับการเมืองมาตั้งแต่การเลือกตั้งแล้วจากที่ได้เห็นพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาทั้งสองพรรคชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ตามด้วยความเจ็บใจที่พรรคที่พวกเขาเลือกและสนับสนุนก็ดันไปจับขั้วตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยเข้าให้อีก นอกจากนี้ ก็ยังเสียพื้นที่ในสังคมวัฒนธรรมอีกมาก ที่คุณค่าเชิงอนุรักษนิยมที่เคยยึดถือถูกท้าทายเปลี่ยนแปลงมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ความไม่พอใจนั้นทำให้เมื่อมีเหตุที่สามารถออกไป “แสดงพลัง” ได้โดยชอบธรรมแล้ว ก็ไม่แปลกใจที่เขาจะเลือกที่จะออกไปแสดงตัวร่วมกับผู้คนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน
ทั้งนี้ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม แต่ก็ต้องยอมรับว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้ “เสรีภาพ” ที่กระทำได้ในระบอบประชาธิปไตย ที่ตลกร้ายคือแม้การใช้เสรีภาพนั้นจะเป็นไปเพื่อการ “ทำลาย” การปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม
แม้แกนนำในการชุมนุมเปิดเผยว่า “วัตถุประสงค์” ของการชุมนุม คือการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ตาม แต่เนื้อหาในการชุมนุมที่ออกมาทั้งหมดนั้นก็เปิดเผยออกมาชัดเจนจากการปราศรัยของแกนนำหลักบางคนว่า ทางเลือกที่เขาเห็นว่าดีกว่า คือการที่จะเกิดการแทรกแซงจากอำนาจอันไม่เป็นประชาธิปไตย โดยถ้ากองทัพเห็นควรรัฐประหารก็ไม่ขัดข้อง แต่ก็ขอแค่ว่าในรอบนี้ขอว่าอย่าให้ “นายพล” หรือกลุ่มผู้ทำรัฐประหารมาเป็นผู้นำรัฐบาลเลย ขอให้ “พวกเขา” เป็นคนสรรหาและเห็นชอบก็แล้วกัน
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเสียงเซ็งแซ่มาจากด้านล่างของเวทีว่า พวกเขาก็ยังโหยหาอดีตนายกฯ หัวหน้าคณะรัฐประหารผู้นั้นอยู่ดี
ท่าทีทั้งหมดนี้แสดงนัยโดยปริยายค่อนข้างชัดแจ้งว่า การ “เปลี่ยน” นายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลของผู้ชุมนุมกลุ่มนี้ ไม่ได้หมายจะใช้วิถีทางประชาธิปไตย คือนายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อจัดตั้งรัฐบาลกันใหม่ หรือแม้แต่การเรียกร้องให้ยุบสภาแต่อย่างใด
เรื่องนี้ ต้องขอบคุณ “พรรคประชาชน” ที่อ่านขาดและออกแถลงการณ์มาเพื่อเตือนสติสังคมและคนที่เลือกพรรคของตนว่า การชุมนุมดังกล่าวไม่ใช่การชุมนุมตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยที่มีเป้าหมายให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภา เพราะมีการพูดกลายๆ แล้วว่าเพื่อเรียกร้องการรัฐประหารอีกครั้ง โดยทางพรรคเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนที่สนับสนุนการชุมนุมด้วยความไม่พอใจต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลถอนตัวจากการสนับสนุนคณะรวมพลังแผ่นดินที่มีแกนนำบางคนมีเจตนาสนับสนุนการรัฐประหารและการแทรกแซงการเมืองด้วยวิถีทางนอกประชาธิปไตย
เพราะถ้าใครก็ตามที่เข้าร่วมการชุมนุมนี้หรือแอบเอาใจช่วยเพียงเพราะเชื่อว่าอาจส่งผลถึงที่สุดให้มีการ “ยุบสภา” เลือกตั้งใหม่ ที่คราวนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนน่าจะได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศอย่างที่ไม่มีใครมาปล้นชัยชนะไปได้ด้วยผลพวงของบทเฉพาะกาลอีกแล้ว
แต่การยุบสภาก็เป็นวิธีการที่อดีตนายกฯทักษิณ และอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เคยใช้ด้วยความพยายามยุติความขัดแย้งทางการเมืองจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร และ กปปส. ตามลำดับมาก่อนแล้ว
ประวัติศาสตร์บอกเราว่า การยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนทั้งสองครั้งไม่ได้ทำให้เกิดการเลือกตั้งตามเจตนารมณ์และตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยเลย เพราะนอกจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่ง “เคย” เป็นพรรคฝ่ายค้านสำคัญที่มีเสียงเป็นอันดับสองในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ประกาศ “คว่ำบาตร” ไม่ส่งคนลงเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่อาจยุติลงได้ในหลายพื้นที่แล้ว ในปี พ.ศ.2557 กลุ่ม กปปส. ยังขัดขวางผู้คนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยการใช้กลุ่มอันธพาลของตนไปปิดหน่วยเลือกตั้งและทำร้ายผู้ที่พยายามจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย โดยอ้างว่าเลือกตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่ “ปฏิรูป” ก่อนเลือกตั้ง
ในที่สุด การยุบสภาทั้งสองครั้งจบลงด้วยการรัฐประหาร และสร้างความบอบช้ำต่อประเทศมาจนทุกวันนี้
ดังนั้น ถ้าในที่สุดแล้ว การชุมนุม รวมถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ ไม่ว่าจะโดยสุจริตใจหรือไม่ก็ตามนั้น ส่งผลให้นายกฯแพทองธาร นั้นตัดสินใจยุบสภา บทเรียนจากประวัติศาสตร์ และการเปิดเผยท่าทีของบรรดาแกนนำบนเวทีคณะรวมพลังแผ่นดิน ก็สามารถคาดเดาได้เลยว่ายากที่จะมีการเลือกตั้งที่ราบรื่นเกิดขึ้น
ถ้าใครจะยังมองในแง่ดีว่า ในครั้งนั้นที่เกิดความวุ่นวายขึ้นนั้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์คว่ำบาตรการเลือกตั้ง แต่ในครั้งนี้ พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักพร้อมที่จะลงเลือกตั้ง ผลก็คงจะไม่ได้ออกมาเหมือนกันกับในครั้งนั้นหรอก
ก็อยากจะชวนคนที่เกิดทันทบทวนความจำว่า หรือคนที่เกิดไม่ทันหรือเพิ่งเริ่มเรียนรู้การเมือง ลองหาข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง มีนาคม พ.ศ.2557 มาอ่านดูเถิด เพิ่งผ่านไปได้เพียง 11 ปี ยังสามารถค้นหาได้ไม่ยากนักใน Google
ดูจากท่าทีต่างๆ ของแกนนำแล้ว ถ้ายุบสภาในวันหรือในเดือนนี้ ต่อให้พรรคประชาชนและพรรคการเมืองอื่นจะพร้อมลงเลือกตั้ง แต่เมื่อดูจากกำลังคนที่แม้จะไม่ได้มากเท่าสมัย กปปส. แต่ก็เชื่อว่ามากพอที่น่าจะปิดหน่วยเลือกตั้งหรือก่อความวุ่นวายขัดขวางการเลือกตั้งได้แล้ว มีหลักประกันอะไรหรือไม่ว่าการที่นายกฯลาออกหรือยุบสภาถ้าจะมีนั้นจะนำไปสู่การเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐบาลในวิถีของประชาธิปไตย
ผู้สนับสนุนพรรคประชาชน หรือเอาจริงคือใครที่พอเข้าใจการเมืองก็คงคาดหมายได้แหละว่า หากมีการเลือกตั้งภายในปีนี้ พรรคประชาชนน่าจะได้รับชัยชนะแน่ๆ เพียงแต่จะมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น คิดหรือว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่ก่อนหน้านี้ดูหมิ่นเกลียดชัง “พรรคส้ม” มาตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ เขาจะยอมให้มีการเลือกตั้งที่พอจะเดาได้ผลอยู่แล้วนั้นโดยง่าย เหมือนที่เขาไม่ “อนุญาต” ให้พรรคไทยรักไทย และพรรคเพื่อไทยได้เข้าสู่การเลือกตั้งในสองครั้งนั้น เพราะรู้ผลดีว่าจะออกมาอย่างไรนั่นแหละ
อย่ายอมไปมีส่วนช่วยสร้างสถานการณ์ให้พวก “คนหน้าด้าน” ที่ “ด้านหน้า” เวทีเหล่านั้นได้มีโอกาสกลับมาทำลายประชาธิปไตยที่ยังตั้งหลักไม่เสร็จดีของเราอีกเลย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : พวก ‘คนหน้าด้าน’ ที่ ‘ด้านหน้า’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th