โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

นับถอยหลังอนาคต "กัญชา" เตรียมกลับสู่บัญชี "ยาเสพติด"

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 03.54 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 18.00 น.

นโยบายปลดล็อก'กัญชา' จากยาเสพติด ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยเมื่อปี 2562 ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ได้เปิดทางให้กัญชากลายเป็นพืชทางการแพทย์และเศรษฐกิจที่สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ หลังจากนั้นรัฐบาลได้ผลักดันให้การใช้กัญชาเพื่อการรักษาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายผ่านการประชุมในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่เห็นชอบในหลักการ ร่าง พ.ร.บ. กัญชง กัญชา (วาระที่ 1 ) แต่การใช้งานในเชิงการค้ายังคงมีข้อบังคับ โดยห้ามจำหน่ายกัญชาให้กับผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี หรือสตรีมีครรภ์ โดยต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์

การปลดล็อกกัญชาเมื่อปี 2565 ทำให้กัญชาไม่มีสถานะเป็นยาเสพติดอีกต่อไป ภายหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศระบุให้ กัญชา กัญชง และสารสกัดกัญชา (ที่มีสาร THC หรือ CBD ไม่เกิน 0.2%) ไม่เป็นยาเสพติด ทำให้กัญชากลายเป็นพืชที่ใช้ได้ทางการแพทย์และเศรษฐกิจ ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์ เช่น การบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดและลดอาการปวดเรื้อรัง

อย่างไรก็ตาม หลังจากปลดล็อกกัญชา พบว่า การใช้กัญชาเพื่อความบันเทิงกลับมีมากกว่าการใช้ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชนที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเกิดปัญหาการเสพติดในวงกว้าง ทำให้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนหรือยกเลิกนโยบายนี้ ซึ่งตรงข้ามกับกลุ่มผู้สนับสนุนที่มองว่า การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์เป็นทางเลือกที่เหมาะสม

ข้อมูลจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า จำนวนผู้เสพติดกัญชาของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้เสพติดกัญชามากเป็นอันดับ 2 รองจากยาบ้า ข้อมูลจากป.ป.ส. ยังพบว่า จำนวนผู้เสพติดกัญชาเพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2562 ก่อนการปลดล็อกกัญชา และมีรายงานจากศูนย์ศึกษาปัญหายาเสพติดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่พบว่า เยาวชนสูบกัญชาเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า หลังจากการปลดล็อกกัญชา

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน ได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนการใช้กัญชา โดยในวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 มีการเสนอให้กลับไปควบคุมกัญชาให้เป็นยาเสพติดประเภท 5 อีกครั้ง และจะใช้ พระราชบัญญัติกัญชา กัญชง พ.ศ… เพื่อติดตามและควบคุมการใช้กัญชาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น

การทบทวนประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 ได้รับความเห็นจากประชาชน โดยผลการรับฟังความคิดเห็นระบุว่า 59% เห็นด้วยกับการให้กัญชากลับมาอยู่ในบัญชียาเสพติด โดยมีกำหนดให้กัญชาและกัญชงที่มีสาร THC เกิน 0.2% กลับมาเป็นยาเสพติดอีกครั้ง

เรื่องของกัญชาถูกนำมาโยงเป็นประเด็นทางการเมืองอีกครั้ง หลังจากที่ พรรคภูมิใจไทย ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 โดยอ้างประเด็นคลิปเสียงสนทนาและประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

23 มิถุนายน 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกฯ กล่าวถึงเรื่องกัญชาของรัฐบาลโดยเน้นย้ำว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะทำเรื่องกัญชาเพื่อการแพทย์จะเร่งทำเพื่อกำหนดให้ใช้พืชกัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น

เป็นที่มาของการลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม(กัญชา) พ.ศ.2568 ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 ลงวันที่ 11 พ.ย.2565 ที่กำหนดให้ กัญชา เป็นสมุนไพรควบคุมที่มีค่าต่อการศึกษาหรือวิจัยหรือมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ผู้ที่จะไปซื้อกัญชาต้องมีใบสั่งหรือใบรับรองแพทย์ และกำหนดให้มีแพทย์ประจำร้านหรือหากมีการตรวจทุกเดือนแล้วพบความผิด 2 ครั้ง จะยึดใบประกาศและใบอนุญาต ส่วนเรื่องของใบอนุญาตผู้ประกอบการรายใหม่ หรือการต่อใบอนุญาตนั้นจะมีการทำกฎกระทรวงขึ้นมาใหม่อีกฉบับ พร้อมฉายภาพว่า "ในอนาคต กัญชา ควรกลับไปเป็นยาเสพติด"

ที่สุดแล้ว การปลดล็อก 'กัญชา' ทำให้เกิดข้อถกเถียงและผลกระทบที่ซับซ้อน และกำลังจะถูกทบทวนเพื่อให้กัญชาใช้ได้ในทางการแพทย์เท่านั้น นำไปสู่การตั้งคำถามถึงอนาคตของกัญชาในประเทศไทย ที่อาจกลับไปสู่สถานะเดิมของยาเสพติดอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร…

วิเคราะห์ หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,110 วันที่ 3 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...