โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน หั่นเป้า GDP เหลือเพียง 14% พร้อมแนะพอร์ตลงทุน Q3/68 นี้

The Better

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 11.30 น. • THE BETTER

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดสาร กองทุนรวม 22 สำนัก เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนไตรมาส 3 ปี 2568 ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

สมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์ใช้

• ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปีนี้ 68.65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

• สมมติฐาน GDP ปี 68 รายที่ต่ำสุดที่ 1.4% สูงสุดที่ 2.4% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.87% ลดลงจากการประเมินเมื่อโตรมาสก่อน ซึ่งคาดการณ์ไว้เต็มที่ 2.56%

• Risk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค้า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.22%

• Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 7.74%

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2568 แบ่งเป็น

ปัจจัยบวก ที่มีผู้โหวตเกิน 50% มีเพียง 2 ปัจจัย คือ อัตราดอกเบี้ยในประเทศ ผู้ตอบแบบสำรวจ 90.91 % เทคะแนนให้อย่างชัดเจน ปัจจัยรองลงมา ผู้ตอบ 72.73% โหวตให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

ส่วนปัจจัยลบ คือ ปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ มีผู้ตอบ 100% ของผู้ตอบทั้งหมด รองลงมาเศรษฐกิจภายในประเทศ มีผู้ตอบ 85.71% ตามมาด้วย Fund Flows ไหลออก และปัจจัยขัดแย้งไทย-กัมพูชา มีผู้ตอบ 80.95% เท่ากันที่มองว่ามีผลกระทบในทางลบ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบอีก 3 ปัจจัยที่โหวตเกิน 50% คือ การเมืองโลก เศรษฐกิจโลก และผลประกอบการปี 68 ของ บจ.ไทย

โดยปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 3 คือ การเมืองในประเทศ ตามมาด้วยผลการเจรจาเรื่องการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของเสหรัฐ ส่วนคาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ในสิ้นปี 2568 นั้นมีความเห็นต่างกันพอสมควร โดยผู้ตอบร้อยละ 71 คาดว่า ลดลงจากเดิมมาอยู่ที่ 1.50% และมีเพียงร้อยละ 29 มองว่าอาจลดลงมาที่ 1.25% โดยไม่มีผู้มองว่าอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นหรือคงที่ระดับเดิม

ด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 85.43 บาท ปรับลดจากผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 90.03 บาทต่อหุ้น และคาดว่า EPS Growth ของปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 10.45% ทางด้านคาดการณ์ทิศทางหุ้นไทย คาดว่าจะปิดสิ้นไตรมาส 3 ที่ 1166 จุดและเมื่อมองตลอดปี จะแกว่งตัวในกรอบ 1023-1267 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2568 ที่ 1231 จุด

นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น

• เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 11.50%

• กองทุนตราสารหนี้ 20.25%

• หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 33.50%

• หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 19%

• ทองคำหรือกองทุนทองคำ 10.55%

• กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 5.20%

โดยความเห็นการลงทุนต่างประเทศ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน แนะนำกองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ หรือกลุ่ม AI-Technology และ Selective Asia เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย เกาหลี

รวมถึงหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR DRX) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ AAPL80 AMD80 NVDA80

สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดธุรกิจท่องเที่ยว การแพทย์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม พลังงานและปิโตรเคมี

รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 6 สำนักขึ้นไป มีดังนี้ (เรียงชื่อตามอักษรย่อ)

1. ADVANC มองว่าผลการดำเนินงานสำหรับ 2Q68 เติบโต โดยรายได้หลักๆ ธุรกิจมือถือ APRU เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจอินเตอร์เน็ต ความเร็วสูงโมเมนตัมดี ส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กร ได้แรงหนุน Data center and Cloud ขณะที่ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก - พรีเมียร์ลีกอังกฤษ คาดส่งผลเชิงบวกในระยะยาวต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้บริการ

2. BDMS มองว่าเป็น Defensive play ที่ได้รับผลกระทบ หนุนจากผู้ป่วยในประเทศที่เร่งตัวขึ้น ตามโรคระบาดที่กลับมาอีกครั้ง จำกัดจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่ ผลประกอบการ 2Q25 คาดได้แรง

3. CPALL ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ และคาดกำไร 2Q25 ยังโตต่อเนื่อง

4. GULF ปัจจัยสนับสนุนจากผลการดำเนินงานมั่นคงจากธุรกิจไฟฟ้าและ ADVANC จ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ โอกาสเติบโตเข้าสู่ธุรกิจ Digital

หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นบางบริษัทในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาเกินพื้นฐาน ได้รับผลกระทบจาก CAP WEIGHT และหุ้นที่มีประเด็นธรรมาภิบาลที่ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่น

ด้านนายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความเสี่ยงหลักของประเทศไทย คือ ภาคการบริโภคในประเทศที่อ่อนแอต่อเนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวมากกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ทำให้ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวคาดหดตัวใกล้เคียงกับปีที่เกิดสถานการ์แพร่ระบาดโควิด-19

รวมถึงภาคการเมืองซ้ำเติม ทำให้งบลงทุนใหม่ล่าช้า โดยแรงกระแทกจะชัดสุดในไตรมาส 4 ปี 2025 ถึง ไตรมาส 1 ปี 2026 ดังนี้

• โดยหากงบล่าช้า 6 เดือน คาดเบิกจ่ายงบลงทุนลดลง 30-40% จากภาวะปกติ

• กรณีเกิดการเลือกตั้ง การเบิกจ่ายจะลดลงถึง 50-60%

• กรณีเกิดความไม่สงบทางการเมือง อาจกระทบ GDP ราว -0.2% ถึง -0.4%

พร้อมประเมินตัวเลขสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย มีผลต่อเศรษฐกิจไทยและ SET Index ดังนี้

1) หากตัวเลขภาษีนำเข้า 36% ตัวเลข GDP จะอยู่ที่ 0.9% และ SET Target อยู่ที่ 1,030 จุด

2) หากตัวเลขภาษีนำเข้า 20% ตัวเลข GDP จะอยู่ที่ 1.4% และ SET Target อยู่ที่ 1,280 จุด

3) หากตัวเลขภาษีนำเข้า 10% ตัวเลข GDP จะอยู่ที่ 1.8% และ SET Target อยู่ที่ 1,360 จุด

กรณีแย่ที่สุด (Bass Case) หากกำไรต่อหุ้นของ SET ลดลงสู่ 73 บาท/หุ้น และครอบคลุมความเสี่ยงทางการเมืองไทยและเจรจาการค้าสหรัฐฯ ประเมิน Downside ที่กรอบ 980-1,030 จุด (อิง PER -1.0 ราว 14.2x ถึง -1.25SD ราว 13.4x) ซึ่งมองว่าเป็นจังหวะในการทยอยสะสมหุ้นที่อิงตามเศรษฐกิจโลก (Global play) อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่ารอบการฟื้นตัวที่ชัดเจนเริ่มในไตรมาส 4 ส่วนกลุ่ม Domestic play อาจฟื้นช้ากว่า หากการเมืองยังไม่คลี่คลายกดดันงบประมาณล่าช้า

ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ ได้แก่ เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาครัฐที่หนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรม New S-Curve และ เทคโนโลยี เสนอด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ควบคุมการสวมสิทธิ์ ลด การนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีนที่กดดันผู้ประกอบการในประเทศ และตามมาด้านการช่วยเหลือภาคประชาชน ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษี โครงการคนละครึ่ง สนับสนุนการศึกษา ส่งเสริมวิชาชีพ และพัฒนาทักษะแรงงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...