โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กกพ. เปิด 3 แนวทางค่าไฟส่งท้ายปี (ก.ย.-ธ.ค.) ต่ำสุด 3.98 สูงสุด 5.10 บาท/หน่วย

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 15.29 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 08.29 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 17 ก.ค. – กกพ.เคาะเสนอ 3 ทางเลือกค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. ที่ 3.98-5.10 บาท/หน่วย ชี้ต้นทุนหลักค่าเชื้อเพลิงคลายตัว ส่งผลแนวโน้มค่าไฟลดลง มองตัวเลข 3.98 บาท/หน่วย เหมาะสมรับได้ทั้งผู้ใช้ และผู้ผลิตไฟฟ้า เนื่องจากจะทำให้สามารถทยอยคืนหนี้ให้ กฟผ.ได้งวดละ 7,072 ล้านบาท

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ข่าวดีที่ที่ส่งผลดีต่อค่าเอฟทีและแนวโน้มค่าไฟที่ลดลงในงวด ก.ย.-ธ.ค.68 คือ ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทยกลับมาสู่ภาวะปกติ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าช่วงปลายปีมีแนวโน้มลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ ในการประชุม กกพ. เมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา กกพ.จึงมีมติให้สำนักงาน กกพ.เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.68 แบ่งเป็น 3 กรณีคือ 3.98 บาท/หน่วย, 4.87 บาท/หน่วย และ 5.10 บาท/หน่วย

อย่างไรก็ดี แม้จะมีข่าวดี แต่สาเหตุที่ กกพ. ยังไม่สามารถประกาศปรับลดค่าเอฟทีและค่าไฟได้ทันที เนื่องจากยังมีภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อีก 66,072 ล้านบาท ซึ่งการจัดเก็บค่าไฟฟ้าเพื่อลดหนี้ กฟผ. ในช่วงต้นปีก็ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ 8,295 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถลดต้นทุนคงค้างลง 13,142 ล้านบาท แต่เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าจริงสูงกว่าการคาดการณ์ ทำให้สามารถลดต้นทุนคงค้างจริงได้เพียง 4,847 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากงวดก่อนหน้า 1.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (งวด พ.ค.-ส.ค.68) เป็น 32.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และราคา LNG Spot ที่มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยตามราคาในตลาดโลกมาอยู่ที่ 13.9 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า จึงนำไปสู่การเปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.68 3 แนวทางดังนี้

กรณีที่ 1: ค่าไฟฟ้า 5.10 บาท/หน่วย (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมด) และการคำนวณกรณีเรียกเก็บมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าปี 2566 ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 131.94 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้ม (1) ต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2568 จำนวน 9.01 สตางค์ต่อหน่วย และ (2) เงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 66,072 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 100.08 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 ของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) จำนวน 15,084 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 22.85 สตางค์ต่อหน่วย) รวมจำนวน 122.93 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 – เมษายน 2568 คืนทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2568 และรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ จะได้รับเงินคืนส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าคืนทั้งหมด ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.10 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากปัจุบันร้อยละ 28

กรณีที่ 2: 4.87 บาท/หน่วย (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมด) ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 109.09 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2568 จำนวน 9.01 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 66,072 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 100.08 สตางค์ต่อหน่วย) โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2568 เมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.87 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันร้อยละ 22 ทั้งนี้ ยังไม่รวมมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 ของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) อีกจำนวน 15,084 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 22.85 สตางค์ต่อหน่วย)

กรณีที่ 3: 3.98 บาท/หน่วย (ตรึงค่า Ft เท่ากับงวดปัจจุบัน) ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 19.72 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสามารถทยอยชำระคืนภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมให้แก่ กฟผ. ได้จำนวน 7,072 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 10.71 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่าส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บ เดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 ของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) ในระบบของ กฟผ. ต่อไป ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คงที่เท่ากับ 3.98 บาทต่อหน่วย เช่นเดียวกับปัจจุบัน

“ตัวเลข 3.98 บาท/หน่วย เป็นราคาที่เหมาะสมและสามารถรับได้ทั้งประชาชนและผู้ผลิตไฟฟ้า เนื่องจากผู้ผลิตไฟฟ้าซึ่งก็คือ กฟผ.ก็ต้องนำเงินไปชดใช้มูลหนี้คงค้าง หากรีบใช้หนี้ก็จะช่วยผ่อนคลายหนี้ที่กฟผ.แบกรับแทนประชาชนมาตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด และเพื่อเป็นการเตรียมรับมือปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ที่อาจจะมากดดันในอนาคต โดยเฉพาะสงครามระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ส่วนคาดการณ์ค่าไฟงวด ม.ค.-เม.ย.2569 ยังต้องจับตาสถานการณ์โลก ซึ่งต้องติดตามทั้งนโยบายภาษี สงครามการสู้รบ ซึ่งมีผลต่อราคาพลังงาน แต่ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานจะดูแลไม่ให้ไฟฟ้าขาดแคลน และมีราคาเหมาะสม” เลขาฯ กกพ.กล่าว

ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นแนวค่าไฟฟ้างวด ก.ย.-ธ.ค.2568 ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 17 – 28 กรกฎาคม 2568 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป. -517-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...