โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดสาเหตุทำไมไทยปลูกถั่วเหลืองน้อย ต้องพึ่งนำเข้าถึง 99%

PostToday

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 01.09 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 06.24 น.

อีกไม่กี่วันจะถึงเส้นตาย 1 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐฯ อาจเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตราสูงถึง 36% ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทีมการค้าสหรัฐฯ เริ่มต้นเจรจาการค้ากับไทยและกัมพูชาอีกครั้ง หลังทั้งสองประเทศตกลงหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองคือข้อแลกเปลี่ยนด้านภาษีกับการเปิดนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะเนื้อหมู ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบเกษตรกรไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต ขณะที่ข้อเสนอจากหลายภาคส่วนระบุว่า หากต้องยอมเปิดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ควรเลือกเฉพาะสินค้าที่ไทยจำเป็นต้องพึ่งพา เช่น ถั่วเหลือง ที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

ไทยนำเข้าถั่วเหลืองกว่า 99%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เผยข้อมูลเชิงลึกถึงความเปราะบางของไทยต่อการนำเข้าถั่วเหลือง โดยระบุว่า ปัจจุบันไทยนำเข้าถั่วเหลืองมากถึง 99% ของความต้องการใช้ในประเทศ ขณะที่ผลิตเองได้เพียง 1% เท่านั้น หากไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาในสัดส่วนที่มากขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะราคาสูงกว่าการนำเข้าจากบราซิล

พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองในประเทศลดต่อเนื่อง

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ชี้ว่า พื้นที่เพาะปลูกถั่วเหลืองในไทยมีน้อยมาก คิดเป็นเพียง 0.04% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด โดยในปี 2564-2565 มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 83,553 ไร่ ลดลงเหลือ 64,422 ไร่ในปี 2566-2567 และคาดว่าจะเหลือเพียง 60,148 ไร่ในปี 2568 หรือลดลงกว่า 4.1% จากปีก่อนหน้า

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองลดลง ได้แก่ ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่ำ และผลตอบแทนเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น และราคายังผันผวนในตลาดโลก อีกทั้งสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และใช้แรงงานเก็บเกี่ยวจำนวนมาก

ไทยนำเข้าถั่วเหลืองเฉลี่ยมากกว่าผลิตเองถึง 182 เท่า

ในช่วงปี 2563-2567 ไทยผลิตถั่วเหลืองได้เฉลี่ยปีละ 0.02 ล้านตัน ขณะที่นำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.57 ล้านตัน หรือมากกว่าการผลิตเองถึง 182 เท่า โดยเฉพาะความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมน้ำมันถั่วเหลืองเป็นหลัก

ความต้องการใช้ถั่วเหลืองของไทยเพิ่มต่อเนื่อง

ปี 2565 ไทยมีความต้องการใช้ถั่วเหลือง 3.04 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 3.3 ล้านตันในปี 2566 และคาดว่าพิ่มเป็น 3.52 ล้านตันในปี 2567 โดยใช้เพื่อสกัดน้ำมันมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 77.96% รองลงมาคือการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารสัตว์ 22% และอื่น ๆ เพียง 0.04%

แนวโน้มพึ่งพาสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนสูงกว่าบราซิล

เดิมที ไทยนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิลเป็นหลัก คิดเป็น 65% ของสัดส่วนรวมในช่วงปี 2562-2564 ขณะที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เพียง 34% แต่ในช่วงปี 2565-2567 สัดส่วนการนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็น 12% ขณะที่บราซิลเพิ่มขึ้นเป็น 85%

ทั้งนี้ ราคานำเข้าจากสหรัฐฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 604 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าบราซิลที่ 590 ดอลลาร์ต่อตัน และสูงกว่าราคาจากไทยเอง ซึ่งอยู่ที่ 562 ดอลลาร์ต่อตัน (เป็นราคาที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา)

ผลจากการนำเข้าจากสหรัฐฯ อาจต้องจ่ายแพง

อย่างไรก็ตาม ตามการคาดการณ์ของ KResearch ระบุว่าหากไทยต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ มากขึ้น จะต้องจ่ายแพงกว่าการนำเข้าจากบราซิลถึง 14 ดอลลาร์ต่อตัน โดยจะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม และอาจกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน เพราะอุตสาหกรรมนี้เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภท

นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อเกษตรกรไทยที่ปลูกถั่วเหลือง ซึ่งมีจำนวนเพียง 14,155 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 0.34% ของครัวเรือนผู้ปลูกพืชทั้งประเทศ

ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า ไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะถั่วเหลือง เนื่องจากการผลิตในประเทศมีปริมาณน้อยมาก ปัจจุบันไทยผลิตถั่วเหลืองได้เพียงปีละหลักหมื่นตัน ขณะที่ปริมาณการนำเข้าอยู่ในระดับหลายล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีแนวคิดสนับสนุนให้เกษตรกรในประเทศปลูกถั่วเหลืองเพิ่ม แต่ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่และสภาพแวดล้อม ทำให้การเพิ่มกำลังผลิตขึ้นอีก 3–5 ล้านตันยังเป็นเรื่องยาก จึงจำเป็นต้องนำเข้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ บราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาคอเมริกาใต้

หากสามารถเปิดตลาดนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ได้หลากหลายมากขึ้น จะช่วยสร้างการแข่งขันและอาจทำให้ต้นทุนวัตถุดิบในประเทศลดลง ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์โดยรวม ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาความเคลื่อนไหวทางนโยบายและประกาศจากภาครัฐ โดยเฉพาะช่วงก่อนวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ซึ่งเริ่มมีสัญญาณความชัดเจนในบางประเด็นปรากฏออกมาแล้ว

โดยสรุปแล้ว แม้ผลผลิตถั่วเหลืองในประเทศจะมีเพียงพอต่อความต้องการบางส่วน แต่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ซึ่งหากพึ่งพาสหรัฐฯ มากขึ้น อาจเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนที่สูงขึ้น และส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งต่อเศรษฐกิจ ครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...