“เศรษฐา” มั่นใจทีมไทยแลนด์มีแต้มต่อหลายด้าน หวังต่อรองลดภาษีทรัมป์จาก 36%
วันที่ 10 ก.ค. 68 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาขยายเวลาการเจรจาภาษีเป็นครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่ 1 ส.ค.นี้ ซึ่งไทยมีความเสี่ยงจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 36% ว่า เชื่อว่านายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมไทยแลนด์ จะต้องมีการหารือกันอย่างขะมักเขม้น เพื่อให้ได้อัตราภาษีที่ดีกว่าเดิม
ส่วนแต้มต่อในการต่อรองลดภาษีนั้น จะต้องดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ทั้งในส่วนของจำนวนสินค้าในหมวดต่าง ๆ อะไรที่ให้เขาแล้วไม่ต้องเสียภาษีที่มากมาย แต่สำคัญที่สุด คือ ทีมงานทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI จะต้องมานั่งพูดคุยกัน เสียงจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่าให้เสียงแตก เพื่อให้สหรัฐฯ พอใจ
ทั้งนี้ นายเศรษฐา ยังระบุว่า มีประเด็นอื่นที่ต้องเร่งเคลียร์กับทางสหรัฐฯ เช่น ประเด็นการสวมสิทธิ์ทางศุลกากร หรือปัญหานอนคาร์ริค ที่อาจกระทบความน่าเชื่อถือของไทย โดยหากไทยไม่สามารถต่อรองได้สำเร็จและถูกเก็บภาษี 36% จริง จะมีผลต่อการลงทุนและส่งออกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการสูญเสียตลาดให้กับเวียดนามถึงอย่างน้อย 20% หวังว่าไทยจะไม่เสียเปรียบเพื่อนบ้าน เพราะไทยมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง เช่น การใช้ชีวิตที่ปลอดภัยและต้นทุนต่ำ หรือ low cost save living มีระบบภาษีที่ชัดเจนกว่า และมีระบบราชการที่ดูแลนักลงทุนอย่างเป็นธรรม
ทั้งนี้ หากการเจรจาเป็นไปในเชิงบวก จะเป็นประเด็นที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หากไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ จะต้องมีการทำโรดโชว์ต่าง ๆ นำข้อดีของประเทศไทยไปเสนอต่างชาติ
เมื่อถูกถามถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่ม SME ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง หากนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ยังคงเข้มงวด นายเศรษฐาระบุว่า ถือเป็นเรื่องใหญ่อีกประเด็นที่รัฐบาลไทยต้องเตรียมแผนรองรับ โดยเชื่อว่าทีมเศรษฐกิจมีแนวทางสนับสนุนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือมาตรการลดต้นทุนการผลิต เพื่อประคองผู้ประกอบการในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้
ส่วนที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าการรับมือของรัฐบาลเกิดความล่าช้า วันนี้เราต้องรวมใจกันและเจรจาในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ให้มีการลดภาษีลงให้ได้ อย่างน้อยให้ลดเหลือ 20% เทียบเท่าเวียดนาม