โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

Fitch Ratings เตือน บริษัทไทยรายใหญ่หนี้สูงกว่าภูมิภาค

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 01 ก.ค. 2568 เวลา 23.11 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 02.25 น.

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้ออกมาเตือนถึงปัญหา “หนี้สิน” ที่อยู่ในระดับสูงของบริษัทไทยรายใหญ่หลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่ออกตราสารหนี้

โอบบุญ ถิรจิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายจัดอันดับเครดิตภาคอุตสาหกรรม บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวในงาน Fitch’s Thailand Corporate Credit Outlook วานนี้(1 ก.ค.68)ว่า บริษัทขนาดใหญ่ของไทยหลายแห่ง มีอัตราส่วนหนี้สินในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับบริษัทในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่จัดอันดับโดยฟิทช์ เป็นผลมาจากการลงทุนขนาดใหญ่ที่พึ่งพาเงินกู้เป็นหลักและการเติบโตที่ซบเซามาเป็นเวลานาน

อัตราส่วนหนี้สินบริษัทไทยแตะ 15 เท่า

ข้อมูล ณ สิ้นปี 2567 ชี้ให้เห็นว่า อัตราส่วนหนี้สินสุทธิเมื่อเทียบกับ EBITDA (EBITDA net leverage) ของผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของไทย อยู่ที่เฉลี่ย 3.8 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทไทยที่ฟิทช์จัดอันดับไว้ที่ 2.1 เท่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทในเอเชียแปซิฟิกที่ฟิทช์จัดอันดับไว้ที่ 2.4 เท่าอย่างมาก

แม้ว่ากลุ่ม ปตท. จะมีอัตราส่วนหนี้สินต่ำสุดอยู่ที่ 1.6 เท่า แต่ผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่อื่นๆ กลับมีอัตราส่วนหนี้สินตั้งแต่ 3.8 เท่า ไปจนถึง 15 เท่า ณ สิ้นปี 2567

หนี้ที่สูงต่อเนื่อง และการที่บริษัทมีเงินสดอิสระติดลบอยู่เรื่อย ๆ หมายความว่าบริษัทเหล่านั้นต้อง พึ่งพาเงินกู้มากกว่าเงินสดที่ได้จากการดำเนินงานปกติ สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้โครงสร้างเงินทุนของบริษัทเปราะบางและเผชิญกับ “ความเสี่ยง” ในการรีไฟแนนซ์และสภาพคล่องที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวน

นอกจากนี้ ธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ เช่น การกำกับดูแลของคณะกรรมการที่ไม่เพียงพอ โครงสร้างกลุ่มบริษัทที่ไม่โปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เพียงพอ ก็เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนถึงภาวะการเงินที่แย่ลงอีกด้วย

แนวโน้มธุรกิจไทยในมุมมอง ‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้แนวโน้มภาคธุรกิจไทย โดยมีทั้งกลุ่มที่จะได้ประโยชน์ และกลุ่มที่ต้องเผชิญความท้าทาย

ธุรกิจโทรคมนาคม คาดว่าจะยังคงได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่ลดลง ทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่น และมีเสถียรภาพ ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะช่วยหนุน การเติบโตของรายได้ในธุรกิจปูนซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งบริษัทบรรจุภัณฑ์ คาดว่ารายได้น่าจะยังคงแข็งแกร่ง จากความต้องการอย่างต่อเนื่อง

ในทางตรงกันข้าม บริษัทปิโตรเคมี ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านรายได้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่ยาวนาน ซึ่งเกิดจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ และอุปทานที่เพิ่มขึ้น ส่วนบริษัทพลังงาน กำลังเร่งลงทุนและเข้าซื้อกิจการเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่สูงอยู่แล้วแย่ลงไปอีก

สุดท้าย ฟิทช์คาดว่ารายได้ของบริษัทน้ำมันและก๊าซ จะชะลอตัวลงจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ควบคู่ไปกับการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมัน และก๊าซจะอ่อนตัวลง แม้ว่ารายได้โดยรวมจะยังคงแข็งแกร่งอยู่ก็ตาม

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...