โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ศึก “สินเชื่อเช่าซื้อ” เกมนี้ใครรอด? หลัง ธปท. รับไม้ต่อกำกับเข้มทางการเงิน

Wealthy Thai

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 18.38 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 02.19 น.

นับเป็นความท้าทายของกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้ออีกครั้ง สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการโอนอำนาจกำกับดูแลจาก สคบ. ไปยัง ธปท. ซึ่งจะยกระดับการกำกับดูแลเข้าสู่ระบบการเงินอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวทั้งในด้านต้นทุน การดำเนินงาน และมาตรฐานความโปร่งใส เพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น
โดยในเดือนมิถุนายน 2568 ประเทศไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจในการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ (HP) และการให้เช่าซื้อจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการยกระดับธุรกิจเช่าซื้อให้อยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลทางการเงินตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน
โดยการกำกับดูแลของ ธปท. จะครอบคลุมทั้งด้านการตั้งราคา การเปิดเผยข้อมูล การรายงาน และการดำเนินการทางการตลาด ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการคุ้มครองผู้บริโภคแบบสัญญาไปสู่การกำกับดูแลเชิงระบบทางการเงิน
นอกจากนี้ ธปท. เปิดเผยว่าสินเชื่อเช่าซื้อคิดเป็น 9.9% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ณ ปี 2567 ขณะที่เกือบหนึ่งในสามของธุรกรรมเช่าซื้อก่อนหน้านี้อยู่นอกการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ ภายใต้กฎของ สคบ. อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) ถูกกำหนดเพดานไว้ที่ 10% สำหรับรถใหม่ 15% สำหรับรถมือสอง และ 23% สำหรับรถจักรยานยนต์ ขณะที่ ธปท. ยังไม่ได้กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ แต่มีอำนาจที่จะกำหนดได้
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุ เชื่อว่าแนวทางของ ธปท. มีแนวโน้มที่จะอนุญาตให้มีการตั้งราคาตามความเสี่ยง และแยกผลิตภัณฑ์ออกจากกันได้ โดยเฉพาะในกลุ่มรถมือสองและรถจักรยานยนต์ ความยืดหยุ่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้กู้ที่มีประสบการณ์ด้านสินเชื่อคุณภาพต่ำ โดยที่อัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะต้องไม่เข้มงวดจนเกินไป
นอกจากนี้ การกำกับดูแลของ ธปท. ยังเน้นวัตถุประสงค์ด้านนโยบายการเงินโดยรวม ความโปร่งใสมากขึ้นสำหรับลูกค้า และมาตรฐานความประพฤติของตลาดที่เข้มงวดขึ้น ผู้ให้บริการเช่าซื้อต้องส่งข้อมูลและรายงานการเงินต่อ ธปท. เป็นประจำด้วย
ทั้งนี้แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านอาจส่งผลให้ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแนวโน้มยังเป็นบวกต่อผู้เล่นรายใหญ่ที่มีเงินทุนแข็งแกร่ง มีธรรมาภิบาลที่ดี และมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถขยายได้ โดยคาดว่ากฎระเบียบใหม่จะนำไปสู่การควบรวมในตลาด เนื่องจากผู้ให้กู้รายเล็กอาจประสบปัญหาในการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ผู้เล่นรายใหญ่ขยายส่วนแบ่งการตลาดได้
อย่างไรก็ดี คาดว่าธนาคารพาณิชย์จะได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของ ธปท. อยู่แล้ว สำหรับกลุ่ม non-bank เชื่อว่า TIDLOR, MTC และ SAK อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบที่สุด เนื่องจากมีความเสี่ยงจากสินเชื่อเช่าซื้อต่ำ และมีสถานะที่แข็งแกร่งในตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบใหม่นี้
ส่วน SAWAD (ผ่าน SCAP) มีความเสี่ยงจากสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในสัดส่วนที่สูง (29% ของสินเชื่อรวมในไตรมาส 1/2568) แต่ขนาดธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทน่าจะสามารถรองรับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ และสามารถปรับกลยุทธ์การตั้งราคาได้ หากสามารถตั้งราคาตามความเสี่ยงได้
ขณะที่ HENG ซึ่งมีความเข้มข้นสูงในสินเชื่อเช่าซื้อ และมีขนาดธุรกิจเล็กกว่า เผชิญความเสี่ยงจากภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบมากกว่า
ทั้งนี้ ยังคงมุมมองเป็นกลางต่อทั้งกลุ่มธนาคารและกลุ่มการเงิน โดยเชื่อว่าการกำกับดูแลสินเชื่อเช่าซื้อใหม่โดย ธปท. จะส่งผลบวกต่อทั้งสองกลุ่มในระยะยาว เนื่องจากเชื่อว่าผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรายเล็กที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดจะต้องมีการปรับปรุงระบบและข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้น ขณะที่บริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มที่จะมีข้อกำหนดเพิ่มเติมน้อยกว่า เนื่องจากมีมาตรฐานการปล่อยสินเชื่ออยู่ในระดับที่สูงอยู่แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...