โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

'เอกนัฏ' ชี้ไทยต้องอยู่เป็น สู้การค้าโลก ชูอุตสาหกรรมสีเขียวดัน GDP โต

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 18.50 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 00.33 น.

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงสถานการณ์การค้าโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายภาษีการค้าของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายเอกนัฏ ยอมรับว่าในขณะที่นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และประเทศมหาอำนาจบางแห่งยังคงฉีกข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงไม่สนใจนโยบาย Net Zero ส่งผลให้ภาคการค้าระหว่างประเทศเต็มไปด้วยปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยากยิ่ง

"บนความไม่แน่นอนนี้ ไทยต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการส่งออก ให้สามารถยืนหยัดได้ในทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างคาดเดาได้ยาก" เอกนัฏ กล่าวพร้อมเน้นย้ำถึง "บุคลิกของคนไทยที่อยู่เป็น" ซึ่งสะท้อนจากประวัติศาสตร์การรักษาเอกราชผ่านทั้งสงครามจริงและสงครามการค้า

ปลดล็อกข้อจำกัดเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะเผชิญกับความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจำกัดความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายภาครัฐ และทำให้การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจได้เต็มที่ในภาวะหนี้ครัวเรือนสูงเช่นนี้

"ดังนั้น สิ่งที่เราต้องพิจารณาคือ จะดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างไร และเมื่อเงินลงทุนเข้ามาแล้ว จะสร้างมูลค่าที่แท้จริง พร้อมผูกโยงกับห่วงโซ่อุปทานเพื่อผลิตสินค้าส่งออกสู่ตลาดโลกที่ความต้องการและกติกาเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร"

อุตสาหกรรมใหม่ไม่ใช่แค่สวยแต่รูปแต่ต้องจูบหอม

นายเอกนัฏ ได้เผยวิสัยทัศน์สำหรับการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งตั้งเป้าที่จะพลิกโฉมประเทศโดยรวม โดยอาศัยกลไกขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงภาคการผลิตที่เชื่อมโยงกับการลงทุนในอุตสาหกรรมและเครื่องจักรที่ส่งออกได้ มั่นใจว่า "เราไปได้จริง ไม่ใช่สวยแต่รูปจูบไม่หอม" ด้วยการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ พร้อมผลักดันกฎหมายใหม่ที่เข้มงวดเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

มาตรการสำคัญในการปฏิรูป

แก้ปัญหาPM2.5 หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการลด PM2.5 โดยการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ และใช้กฎหมายใหม่ที่เข้มงวดเพื่อส่งเสริมแนวทาง พร้อมจัดตั้ง กองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างจัดตั้งกองทุนฯ

ปลดล็อกกฎระเบียบ มีการปลดล็อกประกาศต่างๆ เพื่อให้การขอใบอนุญาตตั้งโรงงาน (รง.4) ในบางภาคส่วนทำได้ง่ายขึ้น เน้นการทำงานอย่างมีสติสัมปชัญญะ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่าง

การค้าเสรีที่เป็นธรรม สนับสนุนการค้าเสรีที่เป็นธรรม ไม่ยอมให้มีการหั่นราคาสินค้าด้อยคุณภาพเข้ามาบิดเบือนตลาด และจะต้องสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

สนับสนุน SME ส่งเสริมภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะ SME ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีต้นทุน แต่ก็ต้องมีการลงทุนเพื่ออนาคต

สู่พลังงานสะอาด เปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานหมุนเวียน

นายเอกนัฏ ได้ยกตัวอย่างโครงการที่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์แล้ว โดยเฉพาะในภาคพลังงานและเกษตรกรรม เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและพม่า และตอบโจทย์ความต้องการใช้พลังงานสะอาดของธุรกิจดิจิทัลและ AI ที่เพิ่มขึ้น (เช่น Amazon Web Services)

ชีวมวลจากอ้อย แทนที่จะเผาใบอ้อยซึ่งก่อให้เกิด PM2.5 และเท่ากับ "เผาเงิน" ใบอ้อยเหล่านี้สามารถนำไปส่งโรงงานเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ถึง 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ และสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรจากการขายใบอ้อย หากมีการให้ "พรีเมียม" เพิ่มอีก 50 สตางค์ต่อหน่วย เกษตรกรจะมีรายได้ใกล้เคียงกับการนำเข้า โดยสามารถสร้างเงินเข้ากองทุนได้ปีละ 4,000-7,000 ล้านบาท หากทำได้ 1,000 เมกะวัตต์

ลดการเผาอ้อย หากโครงการนี้สำเร็จ จะช่วยลดการเผาอ้อยในที่โล่งได้ถึง 30% หรือประมาณ 1.5 ล้านไร่ ลดปัญหา PM2.5 และสร้าง "น้ำตาลสีเขียว" ที่มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมใจกันจะลดการเจ็บป่วยของประชาชน และสร้างรายได้จากการทำความดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...