สุรเกียรติ์ วิเคราะห์เหตุขัดแย้งไทย-กัมพูชา ชี้การเมืองอ่อนแอ เขารู้ไพ่หมด
สุรเกียรติ์ วิเคราะห์เหตุขัดแย้งไทย-กัมพูชา ชี้การเมืองอ่อนแอ เขารู้ไพ่หมด
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างบรรยายหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยภายใต้โลกแห่งความผันผวน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง (บยสส.) รุ่นที่ 4 จัดที่โรงแรมรอยัล ริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพมหานคร ว่า
เรื่องความขัดแย้งระหว่างไทย -กัมพูชา เป็น 10 กว่าปีมา ตั้งแต่มีเรื่องยิงกันที่ปราสาทพระวิหาร
“ก็ยังเห็นว่า เขาทําให้เกิดการปะทะกัน ทําให้เราไม่มีทางเลือก เพราะว่าถ้าปะทะกันแล้ว เขาก็ไปฟ้องอาเซียน แล้วก็ไปฟ้องคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ แล้วก็ไปศาลโลก ประธานคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ซึ่งมีการผัดเปลี่ยนตำแหน่งตลอด ก็อาจจะมีคนที่เป็นพันธมิตรกับเขา ซึ่งเคยประณามประเทศไทยแบบที่เคยทำกันมาแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ ก็คงจะหน้าตาคล้ายกัน ก็คงจะทําให้เกิดการปะทะกัน แล้วก็ทำให้เรื่องไปสู่จุดนั้น ซึ่งเราก็บอกว่าเราไม่รับอํานาจศาลโลก แต่มันก็จะมีประเด็นว่า เอ๊ะ! ก็ไม่รับอํานาจศาลโลกมาตั้งนาน แล้วทําไมไปสู้เขาเมื่อครั้งที่แล้วทำไม ในเรื่องของการตีความคำพิพากษาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จนทำให้ไทยเสียพื้นที่ไป 2 ตารางกิโลเมตร ส่วนในวันนี้ก็เข้าใจว่า ในฝั่งกัมพูชา โดย พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็คงกำลังประชุมกันอยู่ ซึ่งเขาก็ย้ำว่า ประชุมคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี ส่งเรื่องนั้นไปที่ศาลโลกแล้ว และจะมีการเชิญสื่อมวลชนเข้ามา พร้อมกับตั้งคำถามว่าทำไมไทยไม่ยอมไปศาลโลก ” ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว
ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า หากถามว่าทําไมกัมพูชาทำแบบนี้ เพราะกัมพูชาทําแบบนี้เสมอ เวลามีปัญหาในประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจ ตอนที่จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน เขาก็จะใช้ภัยคุกคามจากต่างประเทศเข้ามาอ้างตลอด ก็มีความเป็นไปได้ว่า พล.อ.ฮุน มาเนต อาจจะยังไม่มีแรงควบคุมในประเทศมากพอนัก จึงอาจจะอยากเพิ่มแรงรักชาติเข้ามาช่วยสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชา
“อีกประเด็น เขาอาจจะเห็นว่าการเมืองไทยอ่อนแอ มีทั้งเรื่องปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีเรื่องพรรคไหนจะเข้าไม่เข้า ข้าราชการทั้งหลายก็เกียร์ว่างกันมาหลายเดือนแล้ว เขาก็ดูว่าใครจะมา ใครจะไป เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นจังหวะที่ดีที่สุดแล้ว อีกประการที่บอกว่า เป็นจังหวะที่ดีที่สุดก็คือว่า ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง เพิ่งจะไปเยือนกัมพูชา ถ้าจะถามว่า จีนรักใครมากกว่าระหว่างไทย กับ กัมพูชา ก็คงให้ความสําคัญกับไทยมากกว่า แต่ว่าตอนนี้ เขาอาจจะใกล้ชิดกัมพูชามากกว่า อย่างน้อยที่สุดในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วเขาก็เพิ่งเอามาให้ทางกัมพูชา จริงๆ เขาก็ต้องรู้ว่า ถึงแม้เราใกล้ชิดกับจีน แต่เราก็ทําอะไรหลายอย่างที่จีนไม่พอใจ และเราก็ทําอะไรหลายอย่างให้จีนพอใจ และสหรัฐอเมริกาไม่พอใจ เพราะฉะนั้น เขาก็รู้แล้วว่า ความใกล้ชิดของเรากับประเทศมหาอํานาจที่จะเข้ามาช่วยเรามันไม่ถึงขนาดนั้น ” ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว
นอกจากนี้ ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า อีกประการ คือ เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี เพราะฉะนั้น เมื่อเขาบีบเรื่องเศรษฐกิจขึ้นมา ก็ต้องมาคิดถึงเรื่องความคุ้มค่าที่เสียไปกับการแลกพื้นที่ตรงนั้น ไทยก็ต้องมาดูไพ่ที่มี ทั้งการตัดอินเตอร์เน็ต ไฟฟ้า ทั้งหลาย เหล่านี้ไปที่กระเป๋าของใครในกัมพูชา
”ในขณะเดียวกัน ฮุน เซน ออกมาพูดว่า ถ้าขืนไทยยังทำอย่างนี้ จะเปิดเผยว่า เวลานักการเมืองไทยหนีออกไปทางช่องทางธรรมชาติ เขาไปกันอย่างไร คือ เขาก็รู้ไพ่หมด และเขาก็จี้ได้หมด อย่างน้อยก็ในหัวใจของรัฐบาลไทย ดังนั้น เรื่องไทยและกัมพูชา ก็คือหนึ่งในเรื่องดิสรัปชั่น ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นเลย แต่ตอนนี้ มันเป็นส่วนผสมระหว่างสงครามดั้งเดิมกับสงครามสมัยใหม่ ที่มีประเด็นเรื่องเขตแดนที่เกี่ยวข้องตามมา“ ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุรเกียรติ์ วิเคราะห์เหตุขัดแย้งไทย-กัมพูชา ชี้การเมืองอ่อนแอ เขารู้ไพ่หมด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th