อ.จุฬาฯ เตือน รักชาติเป็นสิ่งดี แต่อย่าบังตาจนมองไม่เห็น “กับดัก” ของกัมพูชา
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 68 รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้โพสต์เน้นย้ำอีกครั้งถึงความสำคัญของการไม่ก้าวเข้าไปสู่สงครามกับกัมพูชา
อาจารย์ระบุว่า เวลาที่ดิฉันและมิตรสหายเตือนให้คนไทยอย่าคลั่งชาติ หรือเตือนให้เห็นว่ารัฐบาลกัมพูชาเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศมาก ไม่ใช่เพราะเรารักเขมร หรือรักฮุน เซน –- เราจะรักผู้นำอำนาจนิยมไปทำไม?
เราเตือนเพราะเห็นอันตรายสารพัดของความรักชาติอย่างล้นเกิน จนทำให้เรามองไม่เห็น “กับดัก” ที่เราขุดหลุมพลางให้ตนเองเดินไปสู่อันตรายนั้นเอง
มองไม่เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร และไทยจะรับมืออย่างไร มองไม่เห็นว่าการปลุกปั่นสารพัดอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศอย่างไร
อีกครั้งหนึ่ง ดิฉันขอยกตัวอย่างข้อพิพาทกรณีปราสาทพระวิหารช่วงปี 2551-2556 ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ว่าอคติทำให้เรามองไม่เห็น "ข้อเท็จจริง" อย่างไร
ในช่วงเวลานั้น กลุ่มชาตินิยมต่อต้านการเจรจาทุกอย่าง ยุยงให้ทหารใช้กำลังเข้ายึดปราสาท ปฏิเสธข้อเสนอจากนักวิชาการฝ่ายเราที่ให้หาทางพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน รัฐบาลอภิสิทธิ์พยายามหาทางให้คณะกรรมการมรดกโลกถอดถอนปราสาทพระวิหารจากสถานะมรดกโลก การปะทะชายแดนรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ อารมณ์ความรู้สึกของสังคมไทยในขณะนั้น รวมทั้งสื่อกระแสหลักเกือบทั้งหมด สนับสนุนแนวทางนี้ และเชื่อว่าไทยจะชนะ
ดิฉันเตือนสังคมผ่านการพูดและเขียนในเวทีต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ
1. ในเดือนสิงหาคม 2553 ดิฉันเตือนว่า “ไทยต้องตระหนักว่า รัฐบาลกัมพูชามีสิทธิร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาปี 2505 ได้โดยลำพัง เพื่อให้ศาลชี้ขาดว่า เส้นเขตแดนในบริเวณพิพาทคือเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่เจ้าปัญหาหรือไม่ (ดิฉัน) เชื่อว่า หากความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเลวร้ายลงเรื่อยๆ กัมพูชาจะเลือกใช้หนทางนี้เพื่อยุติปัญหาที่ยืดเยื้อมานานเสียที ปัญหาคือ หากศาลชี้ขาดให้เป็นคุณกับฝ่ายกัมพูชา สังคมไทยจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไร ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสูญเสียพื้นที่ 4.6 ตร.กม. หรือใครบ้างจะต้องกลายเป็นแพะรับบาป ความ สัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะเลวร้ายลงไปอีกเพียงใด ไม่มีใครรับประกันได้”
หลังจากตีพิมพ์บทความนี้ไม่นาน เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ มาคุยกับดิฉันว่า เขาเห็นด้วย แต่พูดไม่ได้เพราะกลัวพวกชาตินิยม แต่ กระทรวงการต่างประเทศก็กำลังเตรียมรับมืออยู่
แล้วสิ่งที่เตือนไว้ก็เป็นจริง ในที่สุด 28 เมษายน 2554 กัมพูชายื่นขอให้ ICJ ตีความคำตัดสินปี 2505 ว่าพื้นที่ใกล้เคียง (vicinity) ที่ระบุไว้ในคำตัดสินปี 2505 คือแค่ไหนอย่างไร … แล้วไทยก็แพ้อีกครั้งหนึ่ง กัมพูชาได้สิทธิครอบครอง “ภูเขา” พระวิหารทั้งลูกอย่างชอบธรรม โอกาสพัฒนาพื้นที่ร่วมกันปิดประตูตาย เราไม่มีสิทธิขึ้นปราสาทจากฝั่งไทยอีกแล้ว
2. เมื่อเรื่องเข้าสู่ศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง ประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาก่อนเรื่อง vicinity คือประเด็นว่าศาลจะรับพิจารณาคำร้องของกัมพูชาหรือไม่
ในเวลานั้นนักกฎหมายทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กของไทยต่างฟันธงว่า ศาลจะไม่รับ (และถ้าไม่รับ เรื่องก็จบ) เพราะหลังปี 2505 กัมพูชายอมรับรั้วลวดหนามที่ไทยสร้างขึ้นมาทางฝั่งตะวันตกของตัวปราสาทตั้งแต่ปี 2505 ว่าเป็นเส้นเขตแดนในบริเวณนั้น โดยไม่เคยโต้แย้งเลย ฉะนั้น กัมพูชาจะต้องถูกผูกมัดโดยการกระทำของตนเอง
แต่ปรากฏว่าศาลยอมรับคำร้องของกัมพูชา ด้วยเหตุผลว่ามันมี interpretive dispute หรือสองฝ่ายตีความคำพิพากษาปี 2505 ไม่ตรงกัน พูดให้ง่ายขึ้นคือ มีหลักฐานว่ากัมพูชาเคยโต้แย้งไม่ยอมรับรั้วที่ไทยสร้างขึ้น
ในช่วงเวลานั้น ดิฉันเป็นคนเดียวที่ออกมาเตือนว่ามีโอกาสสูงมากที่ศาลจะรับพิจารณาคำร้องของกัมพูชา เพราะกัมพูชามีหลักฐานดังกล่าว ดิฉันทั้งพูดผ่านรายการทีวีและเขียนว่า “จากการแถลงเมื่อวานนี้ (15 เม.ย. 2556) จะเห็นว่ากัมพูชาได้แสดงเอกสารหลักฐานหลายชิ้นว่าตนได้ทำการประท้วงคัดค้านการตั้งรั้วของไทยตั้งแต่ปี 2505 หลายครั้ง และว่ารั้วลวดหนามนั้นเป็นการกระทำและตีความคำพิพากษาของไทยโดยลำพัง กัมพูชาไม่ได้ยอมรับด้วย”
คำถามคือ ทำไมนักกฎหมายไทยในขณะนั้นไม่เห็นประเด็นนี้ หรือเป็นเพราะพวกเขา “อยากจะเชื่อ” ว่าไทยจะชนะ เชื่อแล้วมีความสุข จึงเห็นแต่ข้อมูลของฝ่ายไทยอย่างเดียว ขณะที่ดิฉันตั้งใจฟังคำแถลงของฝ่ายกัมพูชา และเปิดอ่านเอกสารของฝ่ายกัมพูชา
ที่เขียนมานี้ ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดความถูกต้องของตนเอง เพราะอย่างไรเสีย คนที่ไม่สนใจจะฟัง ก็ตราหน้าว่าดิฉันเป็นพวกขายชาติตลอดไปอยู่แล้ว แต่ดิฉันเชื่อว่าในวันนี้ เรามีสื่อรุ่นใหม่ที่พร้อมจะรับฟังความเห็นที่แตกต่างมากขึ้น เห็นอันตรายของความคลั่งชาติ และเข้าใจเกมการเมืองต่าง ๆ มากขึ้น จึงอยากฝากว่าอคติจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียมากกว่าได้
มาวันนี้ สิ่งที่ฝ่ายไทยต้องถามคือ กัมพูชามีไม้เด็ดอะไรที่ทำให้เขาพยายามดึงข้อพิพาทกลับไป ICJ อีกครั้งหนึ่ง อะไรทำให้เขามั่นใจขนาดนี้ เราต้องหาคำตอบให้ได้ อย่าคิดแค่ว่าเขาไม่สามารถพาเรากลับไป ICJ ได้อีกแล้วเพราะเราไม่ได้เป็นสมาชิกแล้ว อย่าคิดแค่ว่าเขาต้องการแค่ทำให้ไทยเสียภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ
ความรักชาติเป็นสิ่งที่ดี มันทำให้เราพร้อมเสียสละทำเพื่อส่วนรวม ทุกประเทศต้องการพลเมืองเช่นนี้ แต่ถ้าเราถูกปลุกปั่นจนไม่ต้องการรับฟังข้อเท็จจริงและเหตุผลใดๆ เราก็จะกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของเกมการเมืองเท่านั้นเอง แล้วคนที่ต้องรับผลพวงนั้นก็คือประชาชน ยิ่งเป็นประชาชนตัวเล็กๆ ยากจน อยู่ชายแดน ไม่มีใครมองเห็น ก็รับเคราะห์หนักที่สุด ส่วนกลุ่มการเมืองก็เปิดตูดลอยลำสบายใจ หาเรื่องอื่นเล่นต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สั่งหยุดเรียนได้ทันที! โรงเรียนใน 7 จว.ชายแดน หากรู้สึกไม่ปลอดภัย
อ.จุฬาฯ ชี้ สงครามไม่แก้ปัญหา รัฐบาลเจรจาถูกแล้ว แต่ทำงานแบบคนเมายาไปหน่อย
ชาวบ้านร้องสื่อ! ถูกกลุ่มว้าแดงนับร้อยคนแอบสวมนามสกุล
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อ.จุฬาฯ เตือน รักชาติเป็นสิ่งดี แต่อย่าบังตาจนมองไม่เห็น “กับดัก” ของกัมพูชา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com