ผู้ว่าฯ ย้ำไร้นโยบายผลักดัน หลังแรงงานกัมพูชา ยืนยันขอทำงานต่อในไทย
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผวจ.สมุทรสาคร พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานแรงงานจังหวัด สำนักงานจัดหางาน และ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์การใช้ แรงงานสัญชาติกัมพูชา ในสถานประกอบการ 2 แห่ง ภายใน นิคมอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร โดยสถานประกอบการแห่งแรกเป็นผู้ผลิตกุญแจและบานพับ มีแรงงานกัมพูชา 180 คน ส่วนอีกแห่งเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ มีแรงงานกัมพูชา 94 คน รวมแรงงานกัมพูชาที่เข้าทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและได้รับสวัสดิการตามกฎหมายไทยกำหนดจำนวน 274 คน
ผู้ว่าฯนริศ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีขึ้นเนื่องจากจังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่อาจมีแรงงานบางส่วนต้องการกลับประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานประกอบการได้ และจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการและสอบถามแรงงานโดยตรง พบว่า แรงงานกัมพูชา ทั้งสองแห่งยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทุกคนยังคงต้องการและพร้อมทำงานเหมือนเดิม จึงได้ย้ำชัดเจนว่า รัฐบาลไทย ภาคราชการ และผู้ประกอบการในจังหวัดสมุทรสาคร ไม่มีมาตรการในการผลักดันแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กลับประเทศต้นทางแต่อย่างใด ขอให้ทุกคนทำงานกันไปตามปกติ และขอให้รักผืนแผ่นดินไทยด้วย
ในส่วนของมาตรการป้องกันและควบคุม แรงงานผิดกฎหมาย ที่อาจลักลอบเข้ามาทำงานในจังหวัดสมุทรสาครนั้น นายนริศ นิรามัยวงศ์ กล่าวว่า เป็นมาตรการสำคัญที่จังหวัดมีคำสั่งเด็ดขาดให้ทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดระเบียบสังคม ป้องกันไม่ให้มีการใช้แรงงานผิดกฎหมายในจังหวัดสมุทรสาคร หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ปัจจุบัน จังหวัดสมุทรสาคร มี แรงงานสัญชาติกัมพูชา ที่ได้รับอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำนวน 7,808 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานก่อสร้างและแรงงานในภาคอุตสาหกรรมทั่วไป โดยสถานการณ์โดยรวมยังไม่พบว่ามีแรงงานกัมพูชาขอเดินทางกลับประเทศ ทุกคนยังคงเชื่อมั่นต่อการทำงานใน สมุทรสาคร
นายสุวิชัย เจนธนอรรถกิจ ผู้แทนสถานประกอบการ หรือนายจ้าง เปิดเผยว่า แรงงานกัมพูชา ยังคงทำงานกันตามปกติ ไม่มีใครขอลาออกเพื่อกลับประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด และแรงงานต่างก็รักในการทำงาน รักนายจ้างคนไทย จึงเชื่อมั่นว่าทุกคนจะร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อย และจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปโดยไม่มีผลกระทบ