เอเซีย พลัส ส่อง 2 หุ้นเสริมความงาม KLINIQ-MASTER แนะกลยุทธ์ลงทุน
#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ และหุ้นบริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER โดยคาดการณ์ผลดำเนินงานไตรมาส 2/68 พร้อมทั้งประเมินราคาเป้าหมายและคำแนะนำในแต่ละหลักทรัพย์
ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ระบุว่าหุ้น KLINIQ โดยคาดว่าไตรมาส 2/68 มีกำไร 89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4%YoY และ 4.4%QoQ สนับสนุนจากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่ยังเพิ่มขึ้น 8.7%YoY ประกอบกับการเปิดสาขาใหม่อีก 5 สาขา และฐานต่ำจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือน มี.ค. รวมถึงมาร์จิ้นที่ปรับตัวดีขึ้น YoY และ QoQ ที่ 51.3% ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น และ Product Mix แม้ SG&A/Sales ขยับขึ้นเล็กน้อยจากค่าใช้จ่ายเปิดสาขาใหม่และค่าตัดจำหน่ายจากการปิดสาขา ประมาณ 2 ล้านบาท
รายได้ค่าบริการรับล่วงหน้า (Cash Sales) เติบโตต่อเนื่อง สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยไตรมาสนี้คาดทำนิวไฮ ที่859 ล้านบาท
ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ยังได้คาดการณ์แนวโน้มผลดำเนินงานในครึ่งหลังปีนี้ โตดีกว่าครึ่งปีแรก โดยเฉพาะไตรมาส 4/68 ที่จะเป็นจุดพีคของปี เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มักเข้ารับบริการคลินิกเสริมความงามในช่วงวันหยุดยาวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เดือน ธ.ค. หรือก่อนถึงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนต้องการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงภาพลักษณ์ รวมถึงดูแลตัวเองให้ดูดีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองและกิจกรรมทางสังคมต่างๆ และการกลับเข้ามารับบริการของลูกค้าต่างชาติโดยปี้นี้ KLINIQ ตั้งเป้าจะเปิดเพิ่ม 11 สาขา ทำให้สิ้นปีมีสาขารวม 83 สาขา
ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรทั้งปี 2568 เท่าเดิม โดยคาดจะเติบโต 14.3% YoY จากสมมติฐานรายได้ขายและบริการอยู่ที่ 3,421 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% YoY ใกล้เคียงกับผู้บริหารที่ยังคงเป้ารายได้ทั้งปี 3,500 ล้านบาท
ราคาเหมาะสมอิง DCF อยู่ที่ 30.00 บาท มี Upside สูงถึง 34% ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/68 เติบโตดีต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยคาดผลตอบแทนจากการลงทุนมีโอกาสชนะตลาดได้ อีกทั้ง KLINIQ จ่ายปันผลค่อนข้างสูง คิดเป็น Dividend Yield มากถึง 7% ต่อปี คงน้ำหนักการลงทุน Outperform
**หุ้น MASTER
ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส มองหุ้น MASTER โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/68 จะมีกำไรสุทธิ 55 ล้านบาท ลดลง 37%YoY จากผลกระทบของรายได้ลูกค้าไทยที่ชะลอตามภาวะเศรษฐกิจและข้อจำกัดในการโฆษณา ขณะที่รายได้ต่างชาติยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะลูกค้าอินโดนีเซียที่กลับมาใช้บริการมากขึ้นหลังผ่านรอมฎอน
อัตรากำไรยังไม่ฟื้นตัวเพราะต้องใช้งบการตลาดเพิ่มเพื่อกระตุ้นยอดขาย ส่วนกำไรPartner หลายแห่งถูกกดดันจากการลงทุนขยายสาขา ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงในช่วงแรกและไตรมาสนี้เริ่มรับรู้ค่าตัดจำหน่าย PPA ของ S45 เป็นไตรมาสแรก 2.5 ล้านบาท
การคุมเข้มโฆษณาโดยกรมสนับสนุนบริหารสุขภาพ ทำให้การใช้งบการตลาดในช่วงครึ่งปีหลังของ MASTER มีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนมาก เพื่อรักษายอดขายในภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง
การขยายตลาดต่างประเทศมีความสำคัญมากขึ้นต่อการเติบโตของ MASTER หลังตลาดในประเทศเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน โดยจะมุ่งเป้าไปที่อินโดนีเซียที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และกำลังจะขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่ม Segment ระดับกลางที่ สุราบายาและ บาหลี หลังจากประสบความสำเร็จในการเจาะลูกค้ากลุ่มบนในจาการ์ตาได้แล้ว
ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายการตลาดที่มากกว่าคาด รวมไปถึงโอกาสการเติบโตของรายได้ที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการกำไรปี 2568-69 ลง 25% โดยคาดปี 2568 MASTER จะมีกำไร 348 ล้านบาท ลดลง 33%YoY
นอกจากการปรับลดประมาณการกำไรลงแล้ว ฝ่ายวิจัยยังมีการปรับเพิ่มอัตราคิดลดในการประเมินราคาเหมาะสมภายใต้วิธี DCF ให้เหมาะสมกับภาวะตลาดปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาเหมาะสมปี 2568 ลดลงจาก 28.00 บาท ลงมาเหลือ 17.50 บาท มี Upsideจากราคาปัจจุบัน 36% คงให้น้ำหนักลงทุน Neutral
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้