โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สธ.ห่วง! โควิด-19 ช่วงหน้าฝนหลังยอดป่วยพุ่งขึ้น 3 แสนราย

อีจัน

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 05.40 น. • อีจัน

โหวว..โควิด-19 พุ่งมากช่วงหน้าฝน!

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.68 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ รัฐบาลไทย ออกมาเตือนประชาชนเกี่ยวกับ สถานการณ์โควิด 19 หลังยอดป่วยพุ่งขึ้นช่วงฤดูฝนและเปิดเทอม โดยระบุข้อความว่า..

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์ พร้อมด้วย นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ และ นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์โควิด 19 และแนวทางการรักษา กล่าวว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ห่วงสถานการณ์โควิดที่มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จากฤดูฝนและมีการเปิดภาคเรียน อีกทั้งยังเป็นช่วงที่พบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการคล้ายกัน จึงให้แจ้งแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อให้มีการป้องกันตนเองมากขึ้น เนื่องจากตอนนี้ประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มไม่ป้องกัน ซึ่งหากทุกคนร่วมมือกันปฏิบัติตัวเพื่อช่วยลดการแพร่เชื้อก็จะทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงมาได้ สำหรับผู้เสียชีวิตในปี 68 นี้มี 69 ราย ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่ม 608 ที่เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว และอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีคนจำนวนมากหรือเป็นเมืองท่องเที่ยว คือ กทม. 22 ราย ชลบุรี 8 ราย จันทบุรี 7 ราย เชียงใหม่ 3 ราย เป็นต้น อัตราการเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 0.106 ต่อประชากรแสนคน สะท้อนว่าโรคไม่ได้มีความรุนแรงขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง 608 หากติดเชื้ออาการจะไม่รุนแรง สามารถหายเองได้ หรืออาจรับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ แก้ไอ ลดน้ำมูก แต่หากมีอาการมาก หรือเป็นกลุ่ม 608 หรือ เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที

ทั้งนี้ นพ.สุทัศน์ เผยว่า สถานการณ์โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนจะเป็นไปตามฤดูกาล คือ เมื่อเข้าฤดูฝนและเปิดเรียนจะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักเรียน-นักศึกษาที่อยู่รวมกลุ่ม เกิดการแพร่กระจายได้ง่าย ทำให้ขณะนี้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่และโควิด 19 สูงขึ้น โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 3 มิถุนายน 68 พบผู้ป่วยโรคโควิด 19 จำนวน 324,692 ราย อัตราป่วยอยู่ที่ 500.20 ต่อประชากรแสนคน จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ กทม. ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต และนครปฐม มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา 12 เหตุการณ์ เรือนจำ 6 เหตุการณ์ ค่ายทหาร 4 เหตุการณ์ และโรงพยาบาล 2 เหตุการณ์ ภาพรวมแนวโน้มผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 16 เป็นต้นมา และช่วงสัปดาห์ที่ 19-22 จำนวนผู้ป่วยสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 โดยสัปดาห์ที่ 22 มีผู้ป่วยสูงสุด 93,621 ราย ส่วนสัปดาห์นี้พบ 28,392 ราย

ซึ่งขณะนี้การระบาดของโควิด 19 ในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์ XEC ซึ่งติดได้ง่าย แต่อาการไม่รุนแรง เป็นเหมือนกับโรคไข้หวัดทั่วไป สะท้อนได้จากอัตราการนอนรักษาในโรงพยาบาลต่ำมาก ผู้ป่วยหลายรายหายได้เองโดยไม่ต้องรับประทานยา และเมื่อติดเชื้อยังไม่มีความจำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอนหรือหยุดการทำงาน ซึ่งหากมีอาการป่วยเล็กน้อยจะแยกว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด หรือโควิด 19 ได้ยาก แต่แนวทางการดูแลรักษาเบื้องต้นเหมือนกัน คือ กรณีอาการไม่มากและไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง สามารถดูแลรักษาเหมือนไข้หวัดทั่วไป คือ ใช้ยารักษาตามอาการ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส ส่วนกลุ่มที่ควรรีบไปพบแพทย์คือมีอาการมากขึ้น ได้แก่ ไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป มีอาการหอบเหนื่อย ซึมลง หรือ ค่าออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 95% และกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้สูงอายุ กลุ่มโรคเรื้อรัง 7 โรค เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี และหญิงตั้งครรภ์

เนื่องจากปัจจุบันโรคนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อร้ายแรง แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะต้องรับไว้นอนโรงพยาบาลหรือใช้ยาอย่างไร ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยโควิด 19 นอนรักษาในโรงพยาบาลไม่มาก เฉพาะโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ใน กทม. มีผู้ป่วยนอนรักษา 7 ราย มีเตียงพร้อมรองรับคนไข้ประมาณ 50 กว่าเตียง ส่วนยารักษาหลักๆกลุ่มที่มีอาการมาก หรือ เป็นกลุ่มเสี่ยง ยังเป็นยาเรมดิซีเวียร์และแพกซ์โลวิด จากการสอบถามโรงพยาบาลต่างๆ ยังสามารถจัดหากับบริษัทยาได้โดยตรง ไม่ได้ขาดแคลน รวมถึงองค์การเภสัชกรรมมีการผลิตยาโมลนูพิราเวียร์สำหรับใช้ในกลุ่มอาการปานกลางไม่ได้รุนแรงหรือลงปอดเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อความมั่นใจว่ายาจะไม่ขาดแคลน ขณะนี้ไม่ได้มีคำแนะนำว่าเมื่อป่วยแล้วต้องหยุดทำงานเพื่อกักตัว การลาหยุดให้เป็นไปตามดุลพินิจของแพทย์เหมือนโรคทั่วไปอื่นๆ เพียงแต่ต้องสวมแมสก์ไว้ตลอด โดยเฉพาะ 5 วันแรกของการป่วย ล้างมือบ่อยๆ และเลี่ยงการรวมกลุ่มกับคนเยอะๆ เช่น การนั่งประชุม หรือกินข้าวร่วมกัน หากเป็นไปได้ขอให้สวมแมสก์ต่ออีก 3-5 วัน ส่วนโรงเรียนหากมีนักเรียนป่วยหลายคนก็มีความจำเป็นต้องหยุดเรียน โดยไม่จำเป็นต้องปิดชั้นเรียนหรือปิดโรงเรียน เนื่องจากเด็กวัยเรียนไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โควิด-19 ระบาดหนักมากจริงค่ะ อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วยนะคะ

ที่มา:เว็บไซต์ รัฐบาลไทย https://www.thaigov.go.th/news/contents/ministry_details/97068

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...