โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แรงงานไทยแย่ รายได้ไม่ขยับ OT-โบนัสหาย แถมครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจ่อถดถอย

Amarin TV

เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 04.49 น.
แรงงานไทยอ่วม! รายได้ไม่ขยับ OT-โบนัสหาย ว่างงานเพิ่ม แถมครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจ่อถดถอย

ปี 2568 เริ่มต้นด้วยแรงกดดันต่อภาคแรงงานไทยจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกระแทกจากสงครามการค้า โดยเฉพาะการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีนที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แนวโน้มในช่วงปลายปีมีความเสี่ยงสูงต่อการเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค

แม้อัตราการว่างงานโดยรวมในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 ยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.96% ตามข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) แต่หากพิจารณาในระดับโครงสร้าง ตลาดแรงงานกลับแสดงสัญญาณความเปราะบางที่น่ากังวล โดยเฉพาะในประเด็นคุณภาพของการจ้างงาน ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการกลับมาของแรงงานเปราะบางในระบบ

การจ้างงานแบบไม่เต็มเวลามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันมีแรงงานจำนวนไม่น้อยที่ต้องเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบแรงงานอิสระโดยขาดหลักประกันทางสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อยหรือแรงงานนอกระบบ ขณะที่รายได้เฉลี่ยกลับกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและบริการทางการเงิน ซึ่งไม่ได้สะท้อนภาพรวมของตลาดแรงงานในวงกว้าง

สัญญาณเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องเร่งแก้ไข ทั้งในด้านการพัฒนาแรงงานให้สอดรับกับทักษะแห่งอนาคต การออกแบบระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม และการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการจ้างงานอย่างมีคุณภาพในระยะยาว

แนวโน้มว่างงาน: ภาพรวมทรงตัว แต่แรงงานประกันสังคม–เยาวชนว่างงานพุ่ง

แม้อัตราการว่างงานโดยรวมในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 อยู่ที่ระดับ 0.96% ซึ่งยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล แต่หากพิจารณาในระดับกลุ่มแรงงานเฉพาะ พบแนวโน้มที่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานในระบบประกันสังคม เยาวชน และวัยเริ่มทำงาน ซึ่งสะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานไทยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง

  • แรงงานในระบบประกันสังคม (มาตรา 33) ลดลง สะท้อนภาวะเปราะบางของภาคเอกชน

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า กลุ่มแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างประจำในภาคเอกชน กำลังเผชิญภาวะว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1/2568 อัตราการว่างงานในกลุ่มนี้ขยับจาก 1.9% ในไตรมาสที่ 4 ในปี 2567 มาอยู่ที่ 1.96%

ขณะเดียวกัน ณ เดือนเมษายน 2568 จำนวนผู้มีงานทำภายใต้ระบบประกันสังคมอยู่ที่ 12.08 ล้านคน ลดลงจากช่วงก่อนหน้า ส่วนจำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานอยู่ที่ 236,000 ราย สูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2566 ซึ่งสะท้อนภาวะการเลิกจ้างและการสิ้นสุดสัญญาจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น การผลิต อาหารและสิ่งทอ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น การแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน และภาวะสงครามการค้าที่มีแนวโน้มชะลอคำสั่งซื้อส่งออกของไทยในอนาคตหากไทยไม่สามารถเจรจาลดภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ ได้

  • แรงงานเยาวชน (อายุ 15–24 ปี): ความท้าทายของคนรุ่นใหม่ในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 อัตราการว่างงานของแรงงานเยาวชนพุ่งขึ้นจาก 4.52% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 เป็น 5.31% สะท้อนถึงปัญหาการเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้จบการศึกษาใหม่ที่ยังขาดทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในสายงานที่ต้องการทักษะดิจิทัล เทคโนโลยี และความสามารถในการปรับตัวต่อการทำงานที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการขาดแคลนระบบรองรับการเรียนรู้ระหว่างทำงาน (work-integrated learning) และช่องว่างระหว่างการศึกษาในระบบกับความต้องการจริงในภาคการผลิตและบริการ

  • แรงงานวัยเริ่มทำงาน (อายุ 25–34 ปี): กลุ่มศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

อัตราการว่างงานของแรงงานในกลุ่มวัยเริ่มต้นทำงานก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน จาก 1.19% เป็น 1.22% ซึ่งแม้จะดูไม่สูงมากในเชิงสัดส่วน แต่ถือเป็นสัญญาณเตือนของภาวะ "ชะลอตัวเชิงคุณภาพ" ในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและมีศักยภาพสูง แต่ยังไม่สามารถเข้าสู่การจ้างงานที่มีคุณภาพได้

แนวโน้มนี้สะท้อนภาวะที่ภาคธุรกิจชะลอการขยายตัว หรือไม่สามารถรับแรงงานใหม่ได้ในอัตราที่สอดคล้องกับการเติบโตของกำลังแรงงาน ส่งผลให้เกิดภาวะ "underemployment" หรือการมีงานทำที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถและระดับการศึกษา

การปรับโครงสร้างการจ้างงาน: อุตสาหกรรมหดตัว–แรงงานอิสระพุ่ง

แม้ว่าตลาดแรงงานไทยจะเริ่มฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง และยังไม่สามารถกลับสู่ระดับก่อนเกิดโรคระบาดได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน โครงสร้างการจ้างงานก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ประเภทของงาน รายได้ที่ได้รับ และความครอบคลุมของระบบหลักประกันทางสังคม

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า อัตราการมีงานทำโดยรวมของประเทศอยู่ในแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1/2568 มีผู้มีงานทำประมาณ 39.3 ล้านคน ลดลงจาก 39.7 ล้านคนในไตรมาสก่อนหน้า

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง พบว่าภาคเกษตรกรรมได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีจำนวนผู้มีงานทำลดลงถึง 336,000 คนเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ลดลงเช่นกันถึง 152,000 คน สะท้อนความเปราะบางของตลาดแรงงานในภาคการผลิตและภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่าในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 “แรงงานอิสระ” ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในขณะที่แรงงานเอกชนมีแนวโน้มลดลง โดยในไตรมาสแรกของปี จำนวนแรงงานอิสระในไทยเพิ่มขึ้น 227,000 แสนคน ขณะที่แรงงานในภาคเอกชนลดลงถึง 314,000 คน โดยกลุ่มแรงงานเอกชนที่ลาออกและผันตัวไปเป็นแรงงานอิสระมากที่สุด คือ ภาคเกษตรกรรมที่ลดลง 350,000 คน ขณพที่ภาคอุตสาหกรรมลดลง 108,000 คน

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงการ “ไหลออกจากระบบ” ของแรงงานไทย ซึ่งแม้จะดูเหมือนการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและยืดหยุ่นมากขึ้น แต่กลับมาพร้อมความเสี่ยงที่สะสมในระยะยาว เช่น รายได้ที่ไม่แน่นอน ขาดหลักประกันทางสุขภาพหรือบำนาญ และความเสี่ยงต่อความยากจนหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่

คุณภาพการจ้างงานเสื่อมถอย ชั่วโมงทำงานหด รายได้ลด

นอกจากนี้แม้จำนวนแรงงานจะฟื้นกลับมาใกล้ระดับก่อนโควิด แต่ในเชิงคุณภาพ กลับพบสัญญาณถดถอยชัดเจน ทั้งในด้านชั่วโมงทำงาน รายได้แท้จริง และสัดส่วนแรงงานที่ทำงานไม่เต็มเวลา

ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่าชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของผู้มีงานทำในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 ลดลงทุกสาขาการผลิต และต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 โดยชั่วโมงทำงานเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 40.79 ชม./สัปดาห์ ภาคบริการรายได้น้อยเฉลี่ย 45.20 ชม./สัปดาห์ สูงสุดในทุกภาคเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคการเษตรต่ำสุดที่ 34.41 ชม./สัปดาห์

ด้านสัดส่วนแรงงานที่ทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมง/สัปดาห์ หรือ“ผู้ทำงานต่ำระดับ” คิดเป็น 22.7% ของแรงงานทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มที่ทำงานไม่ถึง 20 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งเข้าข่าย "ผู้เสมือนว่างงาน" มีสัดส่วนสูงถึง 10.8% ของผู้มีงานทำใน Q1/2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2564 และสูงขึ้น 14.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในขณะที่สัดส่วนของแรงงานที่ทำงานเกิน 50 ชั่วโมง/สัปดาห์ (Overtime/OT) ซึ่งเคยเป็นตัวสะท้อนภาวะเร่งการผลิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในไตรมาสแรกของปี 2568 กลับลดลงเหลือเพียง 15% เท่านั้น จากระดับ 15.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงการหดตัวของงานเต็มเวลาและการลดโอทีในภาคเอกชน

แม้ชั่วโมงการทำงานที่ลดลงจะถูกมองในบางบริบทว่าเป็นความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน แต่ในบริบทประเทศไทยซึ่งแรงงานจำนวนมากมีรายได้ตามจำนวนชั่วโมงหรือค่าจ้างรายวัน การทำงานต่ำชั่วโมงหมายถึงรายได้ที่ลดลงตามไปด้วยโดยตรง และสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการจ้างงานที่ไม่มั่นคง และการขาดทางเลือกของแรงงานมากกว่าการเลือกอย่างสมัครใจ

โดยในด้านรายได้จริงของแรงงายไทย ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 (ดัชนี 100) รายได้ที่แท้จริงของแรงงานส่วนใหญ่ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ซึ่งเคยเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจในเมือง

ภาคส่วนที่รายได้ยังเพิ่ม คือ ภาคเกษตรกรรมซึ่งมีรายได้อยู่ที่ 8,209 บาท/เดือน (ดัชนี ~121.53) เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น จากปัญหาภัยแล้ง และอินเดียระงับการส่งออกข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวสูงขึ้น

ด้านภาคส่วนที่รายได้ยังต่ำกว่าช่วงโควิด คือ ภาคบริการรายได้สูง (เทคโนโลยี การเงิน) ที่ถึงแม้จะมีรายได้สูงที่สุดในทุกภาคเศรษฐกิจที่ 21,257 บาท/เดือน แต่ดัชนีรายได้เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนโควิดยังอยู่ที่ 91.53 และภาคอุตสาหกรรม ที่มีรายได้อยู่ที่ 15,008 บาท/เดือน แต่ดัชนีรายได้เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนโควิดยังอยู่ที่ 98.2

สถานะตลาดแรงงานไทย: อยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่าน แต่ยังไม่พร้อมรับมืออนาคต

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่า แม้ตลาดแรงงานไทยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะ “วิกฤต” อย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลเชิงโครงสร้างสะท้อนภาพความเปราะบางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • คุณภาพการจ้างงานที่เสื่อมถอย: ทั้งในด้านชั่วโมงทำงาน รายได้แท้จริง และความมั่นคงของตำแหน่ง
  • การพึ่งพาแรงงานอิสระเพิ่มขึ้น: โดยขาดระบบประกันสังคม และไม่มีรายได้ที่สม่ำเสมอ

ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางและมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครึ่งปีหลัง โดย SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำไม่ถึง 2% ยาวไปปีหน้าจากการค้าโลกที่ชะลอและแผลเป็นเศรษฐกิจที่เรื้อรัง

SCB EIC คาดการณ์ว่า GDP ไทยในปี 2568 จะเติบโตเพียง 1.5% และอาจชะลอต่อเนื่องไปถึง 1.4% ในปี 2569 จากการส่งออกที่ซบเซา การลงทุนที่หดตัว และภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ภาคครัวเรือนยังเผชิญภาระหนี้สินสะสมสูงจนต้องชะลอการใช้จ่าย

สถานการณ์นี้ทำให้การบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เริ่มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จากแรงกดดันทั้งด้านรายได้ ความไม่มั่นคงในตลาดแรงงาน และภาวะการเงินที่ยังคงตึงตัว ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แม้จะมีวงเงินใหม่ทดแทนโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านขอบเขตและระยะเวลา ส่งผลให้ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอาจเกิดขึ้นได้ช้าและไม่เพียงพอ

โดยภาพรวม สถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในปี 2568–2569 คือการเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ท่ามกลางระบบเศรษฐกิจที่ยังไม่มีแรงส่งเพียงพอจะขับเคลื่อนให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพและมั่นคง หากไม่มีการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างทั้งด้านนโยบายแรงงาน การพัฒนาทักษะ การปรับโครงสร้างรายได้ และระบบประกันสังคม ตลาดแรงงานไทยอาจไม่เพียงแต่ถดถอย แต่ยังเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...