โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CGSI ชี้! จีนคุมเข้ม “anti-involution” กระทบปิโตรเคมีไทย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 09.14 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI เปิดเผยว่า สื่อ South China Morning Post รายงานถึงการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายของรัฐบาลจีนที่เริ่มให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภาวะ “เน่ยจวน” หรือ “involution” ซึ่งหมายถึงการแข่งขันที่รุนแรงเกินความจำเป็น จนอาจกระทบต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเติบโตในระยะยาว โดยมีการประกาศมาตรการภายใต้แนวทาง “anti-involution” อย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2567

โดยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ได้แถลงแนวทางปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยควบคุมอุปทานในระดับเหมาะสม พร้อมลดกำลังการผลิตที่ล้าสมัยในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 กลุ่ม ได้แก่ ปิโตรเคมี, ทองแดง, อะลูมิเนียม และเหล็ก เป็นต้น

CGSI ระบุว่า แม้มาตรการยังไม่มีความชัดเจนว่าจะนำไปสู่การปรับสมดุลของอุปทานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างรุนแรงหรือไม่ แต่คาดว่าจะส่งผลให้จำนวนโครงการใหม่ลดลงหลังปี 2571 เนื่องจากการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงานของจีน (2567–2568) จะเร่งการปิดโรงงานเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโครงการที่ผลิตเคมีภัณฑ์จากถ่านหิน ซึ่งอาจถูกจำกัดเพิ่มเติมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2569–2573) การอนุมัติโครงการขยายกำลังการผลิตโอเลฟินส์และเคมีภัณฑ์อื่น ๆ อาจมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะจีนเปลี่ยนแนวทางพัฒนาจากเศรษฐกิจพึ่งพาตนเองไปสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม อุตสาหกรรมไฮเทค และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม โครงการโอเลฟินส์ที่ได้รับอนุมัติก่อนปี 2568 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและทันสมัย ยังมีแนวโน้มเดินหน้าได้ตามกำหนด

ขณะเดียวกัน โรงงานผลิตโอเลฟินส์จากเมทานอล, PVC จากคาร์ไบด์ และ PDH ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำ มีแนวโน้มผลิตลดลงตามนโยบายควบคุมอุปทาน แต่ CGSI เห็นว่าการลดกำลังการผลิตของสินทรัพย์ขาดทุนเหล่านี้อาจไม่ช่วยให้ส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์ (spread) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ผลกระทบของนโยบาย “anti-involution” ต่อ spread ของเคมีภัณฑ์ในปี 2568–2569 ยังจำกัด แต่ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า ราคาหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีของไทยอาจ outperform ต่อเนื่องในระยะสั้น จากความคาดหวังเรื่องการปรับสมดุลอุปทาน เช่นเดียวกับหุ้นผู้ผลิตในจีนและเกาหลีใต้ที่ปรับตัวขึ้น 7–10% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังแนะนำ “ลดน้ำหนักลงทุน” (Underweight) กลุ่มนี้ เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลในระดับโครงสร้างเพียงใด อีกทั้ง EBITDA ของผู้ผลิตไทยมีแนวโน้มอ่อนตัวในปี 2568–2569 โดยมีความเสี่ยงด้านลบจากความต้องการพลาสติกที่ต่ำกว่าคาด ส่วนความเสี่ยงด้านบวก (upside risk) อาจเกิดจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...