"พิชัย" เชิญ "ทักษิณ" ร่วมวงถกภาษีทรัมป์ หารือผลกระทบและมาตรการ ย้ำ ไทยต้องไม่เสียเปรียบ
"พิชัย" เชิญ "ทักษิณ" ร่วมวงถกภาษีทรัมป์ หารือผลกระทบและมาตรการ ย้ำ ไทยต้องไม่เสียเปรียบ เชื่อ 1 ส.ค. ยังไม่จบ คุยกับสหรัฐฯ อีกนาน บอก ยังไม่ตั้งเป้าตัวเลขอัตราภาษีที่แน่นอน
เวลา 10.50 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับหลังร่วมประชุมทีมไทยแลนด์กับทีมที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหา กรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แจ้งอัตราภาษีนำเข้า 36% ซึ่งมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาส่งนายทักษิณขึ้นรถ
ต่อมาเวลา 11.05 น. นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันแถลงข่าว
โดยนายพิชัย กล่าวว่า วันนี้ตนได้เชิญ ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อมาพูดคุยกรณีได้รับจดหมายจากสหรัฐอเมริกา จึงขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นการเลื่อนเวลาให้เรายังไม่ได้เจรจาถึงที่สุด วันนี้จึงมีการทบทวนเพราะยังมีเวลาถึงวันที่ 1 สิงหาคม เพื่อให้ได้ข้อยุติซึ่งมองว่าจะเป็นข้อยุติแบบกว้าง ๆ และยังต้องคุยกันอีกนาน และเมื่อวานตนก็ได้มีการเรียกประชุมภาคอุตสาหกรรม สภาหอการค้ารวมถึงบริษัทใหญ่ ๆ ถึงผลกระทบและมาตรการรองรับ ซึ่งได้ข้อมูลมากพอสมควรและกลับไปทำการบ้านกัน ซึ่งคาดว่าจะได้ผลสรุปในวันจันทร์ 14 ก.ค. นี้ อย่างไรก็ตามเพื่อให้การทำงานระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ เดินไปได้อย่างเรียบร้อย จึงเป็นที่มาในการประชุมวันนี้เพื่อมานั่งคุยกัน ซึ่งในที่ประชุมเราได้ให้ข้อมูลและรายละเอียดทั้งหมดว่าทำอะไรไปบ้าง รวมถึงท่าทีและความคิดเห็น เพื่อดูว่าหากเกิดผลกระทบอย่างไรและจะแก้ปัญหาได้อย่างไร
สิ่งแรกที่เราจะคุยกับทางสหรัฐอเมริกา คือ มุมมองในการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา ข้อที่ 1 คือจะต้องไม่ให้ผู้ผลิตภายในประเทศได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคเกษตรฯ และภาคอุตสาหกรรมรายย่อย ข้อที่ 2 เราอาจต้องรับซื้อสินค้าเข้ามาซึ่งจะได้โอกาสในการปรับตัว ซึ่งได้คุยกันว่า จะมีวิธีการปรับตัวอย่างไรที่จะทำให้สินค้าที่นำเข้ามาในประเทศไทย ได้รับการกำกับดูแลให้ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพมากที่สุด เหมือนเป็นการทบทวนตัวเอง ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการรองรับมาตรการ ช่วยเหลือในหลายเรื่องซึ่งจะมีการไปทำการบ้านในรายละเอียด มีการกำหนดมาตรการกว้าง ๆ เอาไว้แล้ว
ส่วนกรณีที่มีนายทักษิณเข้ามาร่วมประชุมด้วยนั้น นายพิชัย กล่าวว่า ตนเป็นคนเชิญมาเองทั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก และนายทักษิณซึ่งเห็นว่า เป็นผู้ที่รู้เรื่องเหล่านี้ดีน่าจะให้ข้อคิดเห็นได้ดีจึงเชิญมา ทั้งนี้การประชุม ได้มีการหารือในหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่มาตรการรับมือเรื่องอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว และขอยืนยันว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ ในการชี้แจงและต่อรองกับสหรัฐอเมริกา พร้อมกับย้ำว่ามาตรการที่ไทยดำเนินการนั้น พร้อมที่จะอธิบายพร้อมที่จะอธิบายชัดเจนได้ในทุกมิติ ซึ่งยืนยันว่าจะ ไม่ยอมให้ประเทศไทยเสียเปรียบ
"ประเภทใหญ่ๆคงเข้าใจว่าสหรัฐอเมริกาแบ่งสินค้าเป็นสองถึงสามประเภทใหญ่ๆ ประเภทที่หนึ่งคือสินค้าทั่วไปเริ่มที่ 10% ประเทศเวียดนามแต่บางประเทศอาจถูกเก็บเพิ่มเป็น 20% เช่นเวียดนาม ขณะที่ หมวดอื่นๆยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้อัตราภาษีระดับเท่าไหร่" นายพิชัยกล่าว
นายพิชัย ระบุว่า สำหรับสินค้าที่มีแหล่งที่มาจากการนำเข้า แล้วนำมาประกอบเพิ่มเติมหรือใส่โลโก้คอนเทนต์ต่าง ๆ นั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด ซึ่งเรามั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการในส่วนนี้ได้ดี เมื่อเทียบกับบางประเทศที่ตัวเลขในลักษณะนี้สูงกว่า จึงอาจส่งผลให้ประเทศเหล่านั้นถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่า ดังนั้น หากมองในภาพรวมแล้ว เชื่อว่าผลกระทบที่ไทยจะได้รับไม่น่าจะรุนแรงมากนัก
อย่างไรก็ตามในที่ประชุมวันนี้ยังไม่มีการตั้งเป้าตัวเลขอัตราภาษีที่แน่นอน เพราะถ้าหากว่าได้มากกว่า 20% เช่น ไทยโดนเก็บอัตราภาษีที่ 25 % ก็จะถือว่าไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอย่างเช่นเวียดนาม ซึ่งรัฐบาลจะพยายามทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์นั้น
เมื่อถามต่อ ว่าจุดประสงค์ของสหรัฐที่จะนำเข้าสินค้าจากไทยมีสินค้าประเภทไหนบ้างนั้น นายพิชัยกล่าวว่า สหรัฐให้ความสนใจในสินค้าเกือบทุกประเภท แต่ที่ชัดเจนเลยคือภาคเกษตร ถึงแม้ว่ามูลค่าจะไม่สูง แต่เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวน ทำให้ได้รับความสนใจจากสหรัฐเป็นพิเศษ