โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อะตอมมิกบอมบ์ทั้งหลาย…ตายเสียเถิด!!!

ไทยโพสต์

อัพเดต 26 ก.ค. 2568 เวลา 22.47 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 17.03 น.

ไม่ใช่แค่เพราะ อ่านหนังสือหมดบ้าน …แต่อาจด้วยเหตุเพราะความเป็นไปของโลกช่วงหลังๆ ทำให้ต้องไปคว้าหนังสือเก่าที่อ่านมาแล้วประมาณ 10 เที่ยวเห็นจะได้ มาอ่านทวนอีกรอบ นั่นคือ…หนังสือเรื่อง นางาซากิ-เสียงครวญแห่งสันติ หรือ The Bells of Nagasaki ที่เขียนโดยหัวหน้าแผนกรังสีวิทยา โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยนางาซากิ ดร.ทาคาชิ นากาอิ (Takashi Nagai) หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่อเมริกานำ ระเบิดนิวเคลียร์ มาหย่อนใส่หัวชาวญี่ปุ่น เมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง…

คือถึงเหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาแล้วเกือบศตวรรษ…แต่ด้วยเหตุเพราะความเป็นไปของโลกช่วงนี้ ท่าทางดูๆ จะหนีไม่พ้นต้องหวนกลับไปตั้งคำถามว่า จะนิวเคลียร์-ไม่นิวเคลียร์ ยิ่งเข้าไปทุกที เพราะ ชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ อย่างรัสเซียที่กำหัวรบชนิดนี้ไว้ในมือนับพันๆ หัวรบ และเพิ่งจะยกระดับ หลักนิยมการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ครั้งล่าสุด เมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง ถึงพยายามขีด เส้นแดง-เส้นตาย ไว้ชัดเจน ว่าควรงัดอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ออกมาใช้เมื่อไหร่? แบบไหน? อย่างไร? แต่บรรดา เด็กที่ชอบเล่นไม้ขีดไฟ หรือพวก โลกตะวันตก ทั้งหลาย ไม่ว่าคุณพ่ออเมริกาหรือพันธมิตรพรมเช็ดเท้ายุโรปแต่ละราย กลับพร้อมยั่วยวน กวนส้นตีน หมีขาวรัสเซีย ชนิดเรียกว่า…หนักยิ่งกว่าอดีตนายกฯ ฮวยเซ็ง แห่งเขมร ที่พยายามสร้างความ เปรี้ยวมือ-เปรี้ยวเท้า ให้ใครต่อใครในบ้านเราแบบวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ไม่รู้จะกี่เท่าต่อกี่เท่า…

ไม่เพียงมุ่งมั่นที่จะส่งจรวดพิสัยใกล้-พิสัยไกลให้กองทัพยูเครนไว้โจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย หรือเอาไว้ละเมิด เส้นแดง-เส้นตาย ที่รัสเซียเขาได้กำหนดไว้ใน หลักนิยมนิวเคลียร์ ครั้งใหม่ ล่าสุด…เห็นว่าคุณพ่ออเมริกายังได้นำเอาระเบิดนิวเคลียร์ ที่เรียกว่า Thermonuclear gravity bomb หรือ B61-12 ที่ว่ากันว่ามีอานุภาพการทำลายล้าง มากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่ชื่อว่า Fatman ซึ่งเคยนำไปหย่อนใส่หัวชาวนางาซากิครั้งอดีตถึง 2 เท่า แม้จะเคยนำกลับมาจากอังกฤษเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว หรือเมื่อ สงครามเย็น ยุติลงไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง…ก็กลับนำไปติดตั้งไว้ใหม่ ณ ฐานทัพอากาศ RAF ของอังกฤษอีกเที่ยว คล้ายๆ พร้อมจะให้อะไรต่อมิอะไรมัน ฉิบหาย-วายวอด กันไปในระดับทั่วทั้งโลก…อะไรประมาณนั้น!!!

ส่วนถ้าจะถามว่า…ระหว่าง ระเบิดนิวเคลียร์ กับระเบิดธรรมดา มันผิดแผก แตกต่างกันแบบไหน? อย่างไร? สิ่งที่ ดร.ทาคาชิ นากาอิ ท่านบอกไว้โดยละเอียดในหนังสือเรื่อง The Bell of Nagasaki น่าจะพอช่วยให้นึกภาพความน่าเกลียด น่าทุเรศ น่าอเนจอนาถ เวทนา ของอาวุธชนิดนี้ได้มั่ง ดังข้อความที่ว่า…“ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างความเสียหายที่เกิดจากระเบิดธรรมดากับระเบิดปรมาณู (นิวเคลียร์) นั้นคือ หนึ่ง กรณีของระเบิดปรมาณู ความเสียหายที่เกิดจากชิ้นส่วนแตกหักต่างๆ ที่ปลิวว่อนออกมากระทบ…แทบไม่มีความสำคัญ สอง ระเบิดปรมาณูแผ่กัมมันตรังสี และสาม กัมมันตรังสีเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแม้อีกนานวันต่อมา อานุภาพของระเบิดปรมาณูนั้นรุนแรงจนไม่อาจบรรยายได้ ผู้คนที่ได้รับผลกระทบอย่างจังเช่นที่อยู่นอกอาคาร บนหลังคา ตามหน้าต่าง จะถูกอัดกระแทกลงไปกองกับพื้น หรือไม่ก็ถูกพัดตวัดให้ลอยละลิ่วไปกับแรงพายุ”

และ… “คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรจากจุดศูนย์กลางแห่งการระเบิด ถ้าไม่ตายทันที ก็อีกสอง-สามนาทีหลังจากนั้น ห้าร้อยเมตรจากจุดศูนย์กลางระเบิด เราพบร่างไร้ชีวิตของหญิงซึ่งนอนอยู่ในสภาพหน้าท้องเปิดแตก ทารกที่เคยอยู่ในครรภ์หลุดออกมากองระหว่างขาของเธอ หากแม่และลูกยังผูกโยงกันด้วยสายสะดือที่เคยเชื่อมระหว่างสองชีวิต ยังมีศพที่หน้าท้องแตกออกจนเห็นอวัยวะภายในชัดเจนอีกมากมายหลายศพ เจ็ดร้อยเมตรจากตำแหน่งระเบิด เราพบศีรษะมนุษย์หลายหัวที่กระเด็นจากร่าง กะโหลกแตกร้าว เลือดไหลจากช่องหู ยังมีบาดแผลที่เกิดกับผิวหนังที่เปิดม้วนอย่างทันที-ทันใด แต่ยังห้อยรุ่งริ่งติดอยู่กับร่างกาย ผิวหนังของเหยื่อแห่งความร้อนสูงสุดที่แผ่ออกมาในนาทีระเบิด หลุดลอกจากที่เคยปกคลุมเนื้อชั้นใน ด้วยความกว้างแต่ละจุดประมาณหนึ่งเซนติเมตร มันฉีกออกเป็นริ้วๆ ม้วนลอกห้อยเป็นแผ่นยาว ดูเหมือนไม้ขนไก่หรือไม้ถูพื้นที่มีสีน้ำตาลเข้มปนม่วง จากจุดที่ผิวลอก มีเลือดออกอยู่ที่ผิวหนังชั้นใน ขณะถูกจู่โจม เหยื่อแห่งความร้อนเหล่านี้จะไม่รู้สึกปวดแสบปวดร้อนมากนัก แต่อีกชั่วขณะ…พวกเขาจะทรมานอย่างแสนสาหัส ตามด้วยอาการหนาวสั่นสุดจะทนทานได้ ผิวที่ลอกออกมาบอบบางและหลุดอย่างง่ายดาย ทำให้ผู้ได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ มักตายลงไปนับจากนั้น…”

นี่…น่าเกลียด น่าทุเรศ น่าอเนจอนาถขนาดไหน? ก็ลองไปนึกๆ คิดๆ เอาเองก็แล้วกัน แต่ดูเหมือนว่า…เพียงแค่นี้ยังอาจไม่ สะใจ ต่อบรรดาผู้ประดิษฐ์ คิดค้น อาวุธมหาประลัยเหล่านี้เอาเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้…เมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี่เอง ว่ากันว่า…กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้ขออนุมัติงบประมาณต่อสภาคองเกรส เพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่ที่เรียกว่า B61-12 ซึ่งจะมีอานุภาพมากกว่าที่เคยใช้ทำลายเมืองฮิโรชิมาขึ้นไปอีกถึง 24 เท่า ด้วยข้ออ้างว่าเพราะรัสเซียยุคที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต เคยมีระเบิดนิวเคลียร์ชื่อว่า Tsar Bomba ที่ว่ากันว่ามีอานุภาพระเบิดมากกว่าที่เคยถล่มฮิโรชิมาถึง 1,500 เท่า จริง-ไม่จริงก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือ…อะไรมันจะโหดเหี้ยม อำมหิต ผิดมนุษย์มนาเท่านี้ย่อมไม่มีอีกแล้ว สำหรับ สงคราม ที่นับวันใกล้ๆ จะกลายเป็น สงครามนิวเคลียร์ ยิ่งเข้าไปทุกที!!!.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...