โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

รวบ 2 ผู้ต้องหา ร่วมแก๊งคอลฯ ปอยเปต อ้างเป็นผู้กำกับ โทรขู่เหยื่อโอนเงิน

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 10.02 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 10.02 น.
ภาพไฮไลต์

ตร.ไซเบอร์ รวบ 2 ผู้ต้องหา ร่วมแก๊งคอลปอยเปต ตั้งฐานบนคาสิโนในเขมร อ้างเป็นผู้กำกับโทรขู่เหยื่อโอนเงิน เผยเคยโดนบังคับหลอกเหยื่อได้สูงสุดถึง 12 ล้านบาท

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 ก.ค. 68 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.ปรีดา คงจัด รอง ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.กฤช กัญชนะ ผกก.2 บก.สอท.1 ร่วมแถลงปฏิบัติการรวบ 2 แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งฐานบนคาสิโนในเขมร อ้างเป็นผู้กำกับ โทรขู่เหยื่อโอนเงิน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สำหรับในคดีนี้เริ่มต้นจากเมื่อช่วงปี 2566 ตำรวจไซเบอร์ได้ทำการสืบสวนคดี Hybrid Scam ที่รับแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ thaipoliceonline โดยเริ่มต้นจากมีผู้เสียหายรายหนึ่งถูกติดต่อจากบุคคลใช้ภาพโปรไฟล์หน้าตาดีผ่านโซเชียล จากนั้นได้ชวนผู้เสียหายพูดคุยกันจนเกิดความสนิทสนมและชอบพอกัน

ต่อมาจึงหลอกให้โอนเงิน โดยอ้างว่านำไปลงทุนคริปโตเคอเรนซี ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป จำนวน 147 ครั้ง ไปยังบัญชีม้าจำนวน 79 บัญชี เกิดความเสียหายรวมเป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท จึงได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องที่กระทำผิดในขบวนการจำนวน 76 ราย ติดตามจับกุมตัวได้แล้ว จำนวน 46 ราย

จากกรณีดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ เจ้าหน้าที่พบพยานหลักฐานว่า ผู้ต้องหาตามหมายจับกลุ่มดังกล่าว เป็นผู้ร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีผู้ร่วมขบวนการกว่า 100 คน โดยมีชาวจีนเป็นหัวหน้า มีฐานที่ตั้งอยู่ที่คาสิโนแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งขบวนการดังกล่าว ทำหน้าที่หลอกลวงคนไทยหลากหลายรูปแบบ อาทิ หลอกลวงเป็นหน่วยงานรัฐ แล้วโทรศัพท์ข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงิน เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเงินของเหยื่อไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในคดีอาญา, หลอกให้ผู้สนใจลงทุนโอนเงินลงทุนรูปแบบต่างๆ, หลอกลวงให้รักแล้วชักชวนลงทุน (Hybrid Scam) เป็นต้น

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า ทางตำรวจไซเบอร์ ได้ขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับผู้ทำหน้าที่ต่างๆ รวม 44 ราย โดยแบ่งเป็น ผู้ทำหน้าที่ สาย 1 (ติดต่อผู้เสียหาย หลอกลวงตามบทที่ได้รับ) จำนวน 20 ราย (จับกุมได้แล้ว จำนวน 6 ราย) ทำหน้าที่ สาย 2 (สนทนาตอกย้ำ สร้างความมั่นใจให้ผู้เสียหายหลงเชื่อแบบสนิทใจต่อจากสาย 1) จำนวน 11 ราย ติดตามจับกุมได้แล้ว 2 ราย

ทำหน้าที่สาย 3 (ปิดเกม สั่งผู้เสียหายให้โอนเงิน) โดยอ้างตัวเป็นหัวหน้าของหน่วยงานที่แอบอ้างสถานีตำรวจของร้อยเวรในสาย 2 จำนวน 7 ราย ติดตามจับกุมได้แล้ว จำนวน 2 ราย และผู้ที่ทำหน้าที่สนับสนุนด้านอื่นๆ เช่น การทำหนังสือราชการปลอม ทำหมายปลอม จัดหาซิมผี และจัดหาบัญชีม้า จำนวน 6 ราย ติดตามจับกุมแล้ว 2 ราย

ต่อมา พ.ต.ต.ชัยโชติ ศรีวรขาน พ.ต.ท.รุ่งเรือง แสนโคตร สว.กก.2 บก.สอท.1 นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 2 ราย ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ ดาษพินิจ อายุ 37 ปี ชาว จ.นครนายก ซึ่งทำหน้าที่ หัวหน้าสาย 2 บุคคลตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4743/2567 โดยติดตามจับกุมได้ที่ ซอยเชิงทะเล 14 ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และนายวราเมธ สามารถกิจ อายุ 20 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ ทำหน้าที่หัวหน้าสาย 3 อ้างตัวเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรมุกดาหารบุคคลตามหมายจับศาลอาญา ที่ 3677/2567 โดยติดตามจับกุมตัวได้ในพื้นที่ ต.ดอนเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

ในความผิดฐาน "ร่วมกันอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง ร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน"

จากการสอบสวน นายวราเมธ ผู้ต้องหาทำหน้าที่สาย 3 เบื้องต้นยอมเปิดเผยข้อมูลว่า ตนเองได้ค่าตอบแทน 25,000 บาทต่อเดือน และค่าคอมมิชชั่นอีกร้อยละ 3.5 เปอร์เซ็นต์ แต่หากไม่เอาเงินเดือน จะได้ค่าคอมมิชชั่นร้อยละ 6.5 เปอร์เซ็นต์ โดยเริ่มต้นจากเคยข้ามแดนอย่างถูกกฎหมาย ไปทำงานเป็นแอดมินของแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ในประเทศกัมพูชามาก่อน ต่อมาได้ถูกชักชวนผ่านเฟซบุ๊กให้ไปทำงานเป็นแอดมินขายของอีกครั้ง

โดยนายจ้างนัดหมายให้ไปพบที่คาสิโน เมื่อไปถึงกลับโดนยึดอุปกรณ์สื่อสาร และเอกสารประจำตัว แล้วโดนบังคับให้ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในสายที่ 1 แต่ตนเองพูดไม่ได้ จึงได้ทำงานเป็นสาย 2 โดยแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งความ ภายหลังจึงได้เลื่อนมาทำงานเป็นสายที่ 3 คอยแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง เพื่อพูดจาข่มขู่หลอกลวงให้เหยื่อโอนเงิน ที่ผ่านมาเคยหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินได้มากสุดถึง 12 ล้านบาท ซึ่งขณะนั้นได้ค่าคอมตอบแทน 3.5 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ นายวราเมธ ยังให้การอ้างว่า ตนเองถูกหลอกลวงมาและโดนบังคับให้ทำงาน หากไม่ทำงาน จะโดนทำร้ายร่างกาย เนื่องจากเคยเห็นเพื่อนร่วมงานขัดคำสั่ง ถูกทำร้ายร่างกายในออฟฟิศของคาสิโนมาแล้ว ทำให้ต้องยอมทำงานหลอกลวงผู้อื่น

ส่วน นายสมศักดิ์ ผู้ต้องหารายสำคัญอีกรายที่ทำหน้าที่สายที่ 2 ให้การยอมรับว่าตนถูกหลอกลวงให้ไปทำงาน แล้วโดนบังคับเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาเคยรับหน้าที่อ้างตัวเป็น "ร้อยตำรวจโทพีระ" สังกัด สภ.เมืองมุกดาหาร ในการหลอกเหยื่อ ต่อมาได้หลบหนีออกจากคาสิโน แล้วโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศกัมพูชาจับกุมตัวได้ ติดคุกอยู่ที่ประเทศกัมพูชา 14 วัน จึงถูกส่งกลับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างการเร่งสืบสวนขยายผล และติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้องในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ในส่วนที่เหลือ มาดำเนินคดีตามกฎหมายเพิ่มเติมต่อไป

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...