BEC ลดโฟกัสทีวีดิจิทัล รุกหาน่านน้ำใหม่หนัง-โฆษณาIMC-บริหารศิลปิน
บมจ.บีอีซี เวิลด์ หรือBEC เจ้าของสถานีโทรทัศน์ช่อง3 ภายใต้การนำของ“สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์” กรรมการผู้อำนวยการ สายธุรกิจโทรทัศน์ พลิกเกมช่อง3 ให้กลับมาทำกำไรตั้งแต่ไตรมาส3/2563 และเติบโตต่อเนื่อง ทว่าไตรมาส1/2566 การเมือง ความไม่แน่นอน ผลักกำไรร่วง98% เหลือ3.7 ล้านบาท
นายสุรินทร์ คีย์แมนช่อง3 ระบุว่า ไตรมาส1 ปี2566 ภาพรวมอุตสาหกรรมแย่กว่าปีก่อนชัดเจน ทั้งส่วนของบริษัทและคู่แข่ง ทำให้บริษัทต้องลดต้นทุนนำละครรีรันมาใช้ตลอดเดือนมกราคม
ส่วนละครไฮไลต์แห่งปีอย่าง“หมอหลวง” ที่เพิ่งลาจอไปด้วยเรตติ้งเฉลี่ยกลุ่มกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่6.7-6.8 ก็ถูกเลื่อนให้เริ่มฉายในปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้สอดรับกับการออนแอร์ของพาร์ตเนอร์สตรีมมิ่งที่ซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากช่อง3 ไป ทำให้รายได้ช่วงไตรมาส1/2566 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนในไตรมาส2 ปี2566 จะปรับตัวดีขึ้นจากละครหมอหลวงที่ได้นาทีโฆษณาเกือบเต็ม100% จากละครเรื่องอื่น ๆ เฉลี่ยอยู่ที่60-70% และรายการข่าวที่มีผู้ประกาศข่าวตัวตึงคอยสร้างเรตติ้ง อาทิ สรยุทธ สุทัศนะจินดา, กรรชัย กำเนิดพลอย, กิตติ สิงหาปัด เข้ามาเป็นส่วนเสริมสร้างรายได้สำคัญให้กับช่อง3 ช่วงเลือกตั้ง ผ่านการจัดเวทีดีเบต11 ครั้ง
อย่างไรก็ดี สัดส่วนรายได้ของช่อง3 หลัก ๆ แบ่งเป็นละคร51% จากปีก่อนมีสัดส่วน53-54% ส่วนข่าวมีสัดส่วน36% จากเดิม27-28% นอกนั้นเป็นวาไรตี้และอื่น ๆ จากตัวเลขรายได้จะเห็นว่าละครและข่าว มีสัดส่วนรวมเกิน80% หากจะเพิ่มรายได้ต้องโฟกัส2 คอนเทนต์ข้างต้น
ซึ่งปี2566 ยังขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้วยคอนเทนต์ละคร ซึ่งใช้งบประมาณ2,000 ล้านบาท สร้างละครมาสเตอร์พีซที่มีกิมมิกเท่าหมอหลวง บุพเพสันนิวาส มาสร้างรายได้ อาทิ พรหมลิขิต ภาคต่อจากบุพเพสันนิวาส และเกมรักทรยศ ดัดแปลงจากซีรีส์Doctor Foster หรือเป็นที่รู้จักจากการรีเมคของเกาหลีในชื่อA World Of Married Couple
หากละครได้รับความนิยมสูงอาจต่อยอดกลยุทธ์IMC บูรณาการโฆษณาลงไปในละคร ดึงนักแสดงเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า หรือคาแรกเตอร์ตัวละครดัง อาจมีการขายสิทธิ์การแต่งกายลักษณะของคาแรกเตอร์ให้ภาคธุรกิจนำไปใช้ เช่น คาแรกเตอร์ของตัวละครในบุพเพสันนิวาสเป็นต้น
โดยประเมินว่าปีนี้จะสร้างคอนเทนต์ละครได้25 เรื่อง และปรับเวลาการออนแอร์ลงเหลือวันละ1.30 ชม. จากเดิมอยู่ที่2 ชม. ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้10% ขณะเดียวกันได้ร่วมทุนสร้างภาพยนตร์อีก3-4 เรื่อง เตรียมเข้าโรงหนัง2 เรื่อง ช่วงไตรมาส3-4 ปี2566
“คาดว่าไตรมาส3-4 จะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยเราตั้งเป้ารายได้เติบโตระดับ2 ดิจิตแต่หากกรณีสถานการณ์การเมืองไม่คงที่คาดว่าอาจโต7-8% เพราะธุรกิจทีวีพึ่งพารายได้โฆษณาจากผู้ประกอบการ หากไม่มีความเชื่อมั่น ภาคธุรกิจคงชะลอการลงงบโฆษณากับสื่อทีวีดิจิทัล”
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าทำคอนเทนต์ลงหลายแพลตฟอร์มต่อเนื่อง โดยปีนี้จะรุกการขยายฐานสมาชิก3+premium แอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งของช่อง3 เพิ่มขึ้นอีก3 แสนคน ในจำนวนนี้2 แสนคนมาจากการร่วมมือกับเอไอเอส ส่วนอีก1 แสนคนมาจากการหาลูกค้าของบริษัทฯเอง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ชมแอปพลิเคชั่นของบริษัท10 ล้านคน/เดือน
“บริษัทฯ วางโพซิชั่นตนเองเป็นคอนเทนต์โพวายเดอร์ ไม่ใช่เทเลวิชั่นโพวายเดอร์แล้ว อนาคตอาจทำคอนเทนต์ลอนช์ในแพลตฟอร์มออนไลน์โดยเฉพาะ เนื้อหาจะมีความเข้มข้น ดุเดือดกว่าทีวีที่มีข้อจำกัดมาก”
ส่วนคอนเทนต์ข่าว โฟกัสการทำออนไลน์มากขึ้น เช่น รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา เพื่อเฟ้นรายได้มากขึ้น
เบื้องต้น ใน5 ปี ข้างหน้า บริษัทฯ วางเป้าขยายสัดส่วนรายได้จากดิจิทัลและการขายคอนเทนต์ไปต่างประเทศอยู่ที่25% และรายได้จากทีวี70% และรายได้อื่น ๆ อีก5%
เมื่อถามว่าจะต่อไลเซ่นต์ทีวีดิจิทัลที่เหลืออีก5 ปีหรือไม่ นายสุรินทร์ ยังไม่มีการยืนยันว่าจะต่อสัญญาทีวีดิจิทัล และเผยว่ามีโอกาสไม่ต่อสัญญา แต่ทั้งนี้ต้องดูสถานการณ์ในอนาคต