โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

BEC ลดโฟกัสทีวีดิจิทัล รุกหาน่านน้ำใหม่หนัง-โฆษณาIMC-บริหารศิลปิน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 มิ.ย. 2566 เวลา 21.35 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2566 เวลา 13.19 น.

บมจ.บีอีซี เวิลด์ หรือBEC เจ้าของสถานีโทรทัศน์ช่อง3 ภายใต้การนำของ“สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์” กรรมการผู้อำนวยการ สายธุรกิจโทรทัศน์ พลิกเกมช่อง3 ให้กลับมาทำกำไรตั้งแต่ไตรมาส3/2563 และเติบโตต่อเนื่อง ทว่าไตรมาส1/2566 การเมือง ความไม่แน่นอน ผลักกำไรร่วง98% เหลือ3.7 ล้านบาท

นายสุรินทร์ คีย์แมนช่อง3 ระบุว่า ไตรมาส1 ปี2566 ภาพรวมอุตสาหกรรมแย่กว่าปีก่อนชัดเจน ทั้งส่วนของบริษัทและคู่แข่ง ทำให้บริษัทต้องลดต้นทุนนำละครรีรันมาใช้ตลอดเดือนมกราคม

ส่วนละครไฮไลต์แห่งปีอย่าง“หมอหลวง” ที่เพิ่งลาจอไปด้วยเรตติ้งเฉลี่ยกลุ่มกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่6.7-6.8 ก็ถูกเลื่อนให้เริ่มฉายในปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้สอดรับกับการออนแอร์ของพาร์ตเนอร์สตรีมมิ่งที่ซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากช่อง3 ไป ทำให้รายได้ช่วงไตรมาส1/2566 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนในไตรมาส2 ปี2566 จะปรับตัวดีขึ้นจากละครหมอหลวงที่ได้นาทีโฆษณาเกือบเต็ม100% จากละครเรื่องอื่น ๆ เฉลี่ยอยู่ที่60-70% และรายการข่าวที่มีผู้ประกาศข่าวตัวตึงคอยสร้างเรตติ้ง อาทิ สรยุทธ สุทัศนะจินดา, กรรชัย กำเนิดพลอย, กิตติ สิงหาปัด เข้ามาเป็นส่วนเสริมสร้างรายได้สำคัญให้กับช่อง3 ช่วงเลือกตั้ง ผ่านการจัดเวทีดีเบต11 ครั้ง

อย่างไรก็ดี สัดส่วนรายได้ของช่อง3 หลัก ๆ แบ่งเป็นละคร51% จากปีก่อนมีสัดส่วน53-54% ส่วนข่าวมีสัดส่วน36% จากเดิม27-28% นอกนั้นเป็นวาไรตี้และอื่น ๆ จากตัวเลขรายได้จะเห็นว่าละครและข่าว มีสัดส่วนรวมเกิน80% หากจะเพิ่มรายได้ต้องโฟกัส2 คอนเทนต์ข้างต้น

ซึ่งปี2566 ยังขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้วยคอนเทนต์ละคร ซึ่งใช้งบประมาณ2,000 ล้านบาท สร้างละครมาสเตอร์พีซที่มีกิมมิกเท่าหมอหลวง บุพเพสันนิวาส มาสร้างรายได้ อาทิ พรหมลิขิต ภาคต่อจากบุพเพสันนิวาส และเกมรักทรยศ ดัดแปลงจากซีรีส์Doctor Foster หรือเป็นที่รู้จักจากการรีเมคของเกาหลีในชื่อA World Of Married Couple

หากละครได้รับความนิยมสูงอาจต่อยอดกลยุทธ์IMC บูรณาการโฆษณาลงไปในละคร ดึงนักแสดงเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า หรือคาแรกเตอร์ตัวละครดัง อาจมีการขายสิทธิ์การแต่งกายลักษณะของคาแรกเตอร์ให้ภาคธุรกิจนำไปใช้ เช่น คาแรกเตอร์ของตัวละครในบุพเพสันนิวาสเป็นต้น

โดยประเมินว่าปีนี้จะสร้างคอนเทนต์ละครได้25 เรื่อง และปรับเวลาการออนแอร์ลงเหลือวันละ1.30 ชม. จากเดิมอยู่ที่2 ชม. ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้10% ขณะเดียวกันได้ร่วมทุนสร้างภาพยนตร์อีก3-4 เรื่อง เตรียมเข้าโรงหนัง2 เรื่อง ช่วงไตรมาส3-4 ปี2566

“คาดว่าไตรมาส3-4 จะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยเราตั้งเป้ารายได้เติบโตระดับ2 ดิจิตแต่หากกรณีสถานการณ์การเมืองไม่คงที่คาดว่าอาจโต7-8% เพราะธุรกิจทีวีพึ่งพารายได้โฆษณาจากผู้ประกอบการ หากไม่มีความเชื่อมั่น ภาคธุรกิจคงชะลอการลงงบโฆษณากับสื่อทีวีดิจิทัล”

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าทำคอนเทนต์ลงหลายแพลตฟอร์มต่อเนื่อง โดยปีนี้จะรุกการขยายฐานสมาชิก3+premium แอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งของช่อง3 เพิ่มขึ้นอีก3 แสนคน ในจำนวนนี้2 แสนคนมาจากการร่วมมือกับเอไอเอส ส่วนอีก1 แสนคนมาจากการหาลูกค้าของบริษัทฯเอง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ชมแอปพลิเคชั่นของบริษัท10 ล้านคน/เดือน

“บริษัทฯ วางโพซิชั่นตนเองเป็นคอนเทนต์โพวายเดอร์ ไม่ใช่เทเลวิชั่นโพวายเดอร์แล้ว อนาคตอาจทำคอนเทนต์ลอนช์ในแพลตฟอร์มออนไลน์โดยเฉพาะ เนื้อหาจะมีความเข้มข้น ดุเดือดกว่าทีวีที่มีข้อจำกัดมาก”

ส่วนคอนเทนต์ข่าว โฟกัสการทำออนไลน์มากขึ้น เช่น รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา เพื่อเฟ้นรายได้มากขึ้น

เบื้องต้น ใน5 ปี ข้างหน้า บริษัทฯ วางเป้าขยายสัดส่วนรายได้จากดิจิทัลและการขายคอนเทนต์ไปต่างประเทศอยู่ที่25% และรายได้จากทีวี70% และรายได้อื่น ๆ อีก5%

เมื่อถามว่าจะต่อไลเซ่นต์ทีวีดิจิทัลที่เหลืออีก5 ปีหรือไม่ นายสุรินทร์ ยังไม่มีการยืนยันว่าจะต่อสัญญาทีวีดิจิทัล และเผยว่ามีโอกาสไม่ต่อสัญญา แต่ทั้งนี้ต้องดูสถานการณ์ในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...