โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เรียนภาษาไทยให้ไม่น่าเบื่อฉบับครูไพ ด้วย ‘วรรณกรรมไทยสมัยใหม่’

Dek-D.com

อัพเดต 30 มิ.ย. 2565 เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2565 เวลา 04.31 น. • DEK-D.com
ทำความรู้จักกับ ‘ครูไพ’ จากเพจ ‘การสอนภาษาไทย : ครูไพ’

Spoil

  • 'ครูไพ'เจ้าของเพจ 'การสอนภาษาไทย : ครูไพ'และคุณครูผู้ก่อตั้งชุมนุมวรรณกรรมวายศึกษา
  • วัฒนธรรมการอ่านของเด็กเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เด็กไม่ได้อ่านวรรณคดีเป็นเล่มอีกต่อไป เพราะเขาจะเลือกอ่าน 'สิ่งที่เขาสนใจและใกล้ตัว'
  • การเรียนการสอนภาษาไทย ควรเป็นการสอนที่เด็กสามารถดึงองค์ความรู้ที่อยู่ในชั้นเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

คำถามนี้คงเคยเกิดในใจของหลายคนว่า “ทำไมคนไทยถึงต้องเรียนวิชาภาษาไทย ในเมื่อเราก็พูดภาษาไทยได้อยู่แล้ว แถมการเรียนในห้องเรียน โดยเฉพาะอย่างวรรณคดีก็น่าเบื่อมากอีกต่างหาก” ซึ่งแท้จริงแล้ว การเรียนภาษาไทยไม่ใช่เพื่อให้เราพูดได้เท่านั้น แต่การเรียนภาษาไทยและวรรณคดีไทยมีจุดประสงค์หลัก คือการเรียนรู้เรื่องราวทางสังคมผ่านตัวของภาษา และเพื่อให้เราสามารถนำภาษาไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมนั่นเองค่ะ

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ ‘ครูไพโรจน์ ก้านอินทร์’เจ้าของเพจ ‘การสอนภาษาไทย : ครูไพ’คุณครูประจำรายวิชาภาษาไทย ผู้ซึ่งจะมาเปลี่ยนความคิดที่ว่า ‘ภาษาไทยเป็นเรื่องน่าเบื่อ’ ให้กลายเป็นเรื่องสนุกที่ไม่ว่าใครก็เข้าถึงได้ ในแบบฉบับของครูไพด้วย ‘วรรณกรรมไทยสมัยใหม่’กันค่ะ

จุดเริ่มต้นของการทำเพจ ‘การสอนภาษาไทย : ครูไพ’

เริ่มต้นจากการเข้าไปหาไอเดียในการสอน แต่เพจที่เจอส่วนใหญ่เป็นเพจที่นำเสนอองค์ความรู้จากตัวครูมากกว่า ซึ่งสิ่งที่เราสนใจและอยากเห็น คือ วิธีการสอน และการสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เรียน จึงสร้างเพจนี้ขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานของนักเรียนเพราะคิดว่าเพจลักษณะนี้ยังมีน้อย และที่สำคัญคือ อยากแชร์ไอเดียในการสอนของตัวเองให้กับเพื่อนครูและผู้สนใจด้วย

บรรยากาศห้องเรียนในคลาสภาษาไทยของครูไพเป็นแบบไหน?

นักเรียนชอบบอกว่าครูเป็นครูที่ ‘ทันสมัยและเข้าถึงได้’แถมยังสอนเข้าใจอีกด้วย ครูก็เลยถามกลับไปว่า “ที่บอกว่าเข้าใจคือเข้าใจแบบไหน ครูสอนเป็นยังไงบ้าง”นักเรียนก็บอกว่า ครูอธิบายด้วยคำที่เข้าใจได้ง่าย ความเฟรนด์ลี่และการสร้างความมั่นใจของครูทำให้นักเรียนกล้าตอบ และกล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น

ประโยคที่ครูประทับใจมากคือตอนที่นักเรียนพูดว่า “ในวันที่ครูชื่นชมหนู หนูรู้สึกดีใจและประทับใจมาก” คาบครั้งต่อ ๆ มาครูจึงชื่นชมนักเรียนมากขึ้น สร้างความมั่นใจและให้กำลังใจเขาว่า การตอบคำถามในห้องเรียนคือที่ ๆ เราสามารถลองผิดลองถูกได้ สามารถตอบผิดได้อย่างปลอดภัย และคำถามที่ครูถามส่วนใหญ่คำตอบไม่มีถูก ไม่มีผิด เพราะครูเน้นการถามเพื่อให้นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็น และนักเรียนก็ชอบคลาสเรียนที่เขาได้แสดงความคิดเห็นมาก

‘ซีรีส์วาย ละครและเพลง’ คือวรรณกรรมสมัยใหม่ที่ครูไพนำมาสอน

ด้วยความที่วัฒนธรรมการอ่านและการรับสารผ่านสื่อของเด็กเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านวรรณคดีเป็นเล่ม ๆ เหมือนเมื่อก่อน ซึ่งวรรณคดีเหล่านั้น มีเด็กน้อยมากที่เข้าถึงได้ ครูจึงสำรวจดูและก็พบว่า จริง ๆ แล้วเด็กเขาอ่านหนังสือนะ อย่างวรรณกรรมวายที่เรื่องหนึ่งมี 3-4 เล่มเขาก็อ่านจบ ซึ่งครูรู้สึกอึ้งมาก และเปลี่ยนความคิดเราใหม่ ทั้ง ๆ ที่วรรณคดีอย่างขุนช้างขุนแผนหรือรามเกียรติ์ก็เป็นเล่มหนา ๆ เหมือนกัน แต่เขาไม่ได้เลือกอ่าน

ครูเลยออกแบบการสอนใหม่ ยังคงยึดเนื้อหาตามตัวชี้วัดแต่เราเลือกใช้สื่อสมัยใหม่ที่เขาเข้าถึงได้ ซึ่งแบบเรียนที่เด็กใช้ก็เป็นสื่ออย่างหนึ่ง พอลองเปลี่ยนสื่อดูก็พบว่า เด็กเข้าถึงเนื้อหาหรือสิ่งที่เราต้องการให้เขาเกิดได้มากขึ้น เขาสามารถวิเคราะห์วรรณกรรมเพลงได้มากกว่าวรรณคดีแบบฉบับอย่างซีรีส์เขาก็วิเคราะห์ได้ลึกและมาจากความคิดเห็นของเขาจริง ๆ จุดนี้ทำให้มุมมองจากที่คิดว่าเด็กไม่ชอบอ่านหนังสือของครูเปลี่ยนไป เพราะจริง ๆ แล้ว ‘เด็กเขาอ่านแต่เขาอ่านสิ่งที่เขาสนใจและใกล้ตัวเขามากกว่า’

ฟีดแบคจากนักเรียนต่อกิจกรรมต่าง ๆ

เพลงนี้ที่ฉันฟัง…ถอดบทเรียนเขียนข้อคิด

กิจกรรมนี้ครูให้เด็กเลือกเพลงได้ตามอิสระของเขาเลยว่าเขาชอบฟังเพลงไหน จากนั้นก็ให้สังเคราะห์ข้อคิดที่ได้จากเพลง แล้วเด็ก ๆ ก็สังเคราะห์ออกมาได้อย่างดีมาก เพราะเขารู้สึกอินและอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด นักเรียนบอกว่า “จากที่เขาเคยฟังเพลงหรือดูหนังแบบไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอมาเรียนกับครูก็สามารถนำสิ่งที่ครูสอนไปคิดต่อและเห็นประโยชน์จากการดูหนัง ฟังเพลงมากขึ้น”

ความเชื่อที่ปรากฏในบทเพลงลูกทุ่งอีสาน

กิจกรรมนี้สืบเนื่องจากการที่เด็กต้องเรียนเกี่ยวกับการวิเคราะห์วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม จากภาษา ครูจึงเลือกนำเอาเพลงมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการสอน โดยครูก็ถามนักเรียนว่าเขาชอบฟังเพลงอะไร และ ‘เพลงลูกทุ่ง’ คือเพลงที่เด็กชอบมาก เนื้อหามีประเด็นที่น่าสนใจและใกล้เคียงกับวัฒนธรรมเขา ผลที่ได้เด็กก็สามารถวิเคราะห์ออกมาได้เป็นอย่างดีและสอดคล้องกับงานวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อในเพลงลูกทุ่งที่ครูไปทำรีเสิร์ชมาเลย

Time Machine ย้อนอดีต

การที่เด็กสามารถวิเคราะห์ภาษาอย่างกว้างได้ เป็นจุดประสงค์สำคัญในบทนี้ ครูเลยเลือกละครเรื่อง ‘บุพเพสันนิวาส’ มาใช้เป็นสื่อการสอน และตั้งคำถามให้เด็กว่า “ทำไมการะเกดถึงใช้ภาษาไม่เหมือนกับตัวละครอื่นที่อยู่ในยุคนั้น ?”ปรากฏว่าเด็กก็วิเคราะห์ภาษาผ่านตัวละครและประยุกต์องค์ความรู้ที่เขาใช้ได้เป็นอย่างดี

หากเราได้บอกเขา : ซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

ด้วยความที่ครูก็ดูซีรีส์เรื่องนี้อยู่แล้ว เด็ก ๆ เขาก็ดูเหมือนกัน ครูจึงนำไปใช้จัดกิจกรรมให้กับเด็กใน ‘ชุมนุมวรรณกรรมวายศึกษา’ที่ครูจัดตั้งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตั้งประเด็นคำถามให้เด็ก ๆ คิด และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน นักเรียนก็นำเสนอหน้าชั้นเรียนและวิเคราะห์ได้ลึกมาก เด็กได้เห็นถึงมุมมองความรักที่แตกต่างและหลากหลาย โดยเฉพาะในด้านของสังคมแสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจในตัวละคร และแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจผู้คนในสังคม ความประทับใจของครูต่อกิจกรรมนี้ คือนักเรียนของครูทุกคนไม่ว่าจะเพศไหน เขาให้การยอมรับและเข้าใจในพลวัตทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

วรรณกรรมในตำราเรียนกับวรรณกรรมสมัยใหม่มีความแตกต่างกันยังไง?

ทั้งสองแบบมีความน่าสนใจเหมือนกันแต่วรรณกรรมในตำราเรียนส่วนใหญ่เด็กยุคใหม่ยังเข้าไม่ถึง ซึ่งก็มีกลุ่มที่ชอบและสนใจ แต่เป็นจำนวนน้อย ความแตกต่างคือ เด็กส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงวรรณกรรมสมัยใหม่ได้มากกว่า จากการที่ครูไปถามและหาข้อมูลมาก็พบว่า ‘เด็กไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เรียนอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะศัพท์ยาก ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกรอบนึง แต่วรรณกรรมสมัยใหม่เด็กเขาเข้าใจได้เลยโดยไม่ต้องแปล’ยิ่งคำศัพท์ยาก แปลยาก เข้าใจยาก เขาก็ยิ่งไม่ชอบ

วิชาภาษาไทยสอน ‘วรรณคดี’ ไปเพื่ออะไร?

เพราะวรรณกรรมเป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสังคม ข้อคิดในการใช้ชีวิตบางอย่างของเราก็ได้จากวรรณกรรม ครูเคยมานั่งคิดว่า ‘เป้าหมายในการสอนวรรณคดีของเราคืออะไร?’คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่ว่าสื่อการสอนจะเป็นวรรณคดีหรือวรรณกรรมสมัยใหม่ ครูต้องสามารถทำให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องราวของมนุษย์ ช่วยให้เด็กสามารถสังเคราะห์เรื่องราว ข้อคิด หรือสิ่งที่ได้จากการอ่านไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ นั่นคือเป้าหมายหลักของครูและคุณค่าของวรรณกรรมทั้งสองแบบนี้ก็ให้ได้ไม่แตกต่างกัน

ครูไพสอนวรรณคดีประเภทกลอนที่มีคำศัพท์ยาก ๆ ยังไง?

ส่วนตัวครูไพจะไม่ได้เน้นการสอนให้ถอดความหรือแปลจากร้อยกรองเป็นร้อยแก้ว เราเลือกแปลแค่เฉพาะบางคำที่สำคัญเท่านั้น เราเน้นให้เด็กเข้าใจเนื้อหาหรือเรื่องราวของเรื่อง ซึ่งมันก็ง่ายต่อการเอาไปคิดต่อ ยกตัวอย่างกิจกรรมหนึ่งที่ครูสอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตอนนั้นครูแปลให้หมดทุกคำ แล้วครูเน้นไปที่การคิดหรือการประยุกต์ใช้มากกว่า เด็กเขาก็เข้าใจและสังเคราะห์ข้อคิดได้เป็นอย่างดีด้วย

ในมุมมองของครูไพ การเรียนการสอนภาษาไทยในห้องเรียนควรเป็นยังไง?

ภาพจำของคนทั่วไปจะมองว่าภาษาไทยเป็นเรื่องโบราณที่เราต้องไปนั่งเรียนกลอน นั่งอ่านทำนองเสนาะ ซึ่งส่วนตัวครูมองว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดนะ ตราบใดที่ภาษาคือคุณสมบัติของมนุษย์ โดยเฉพาะภาษาไทยที่สร้างขึ้นมาโดยคนไทย โลกเปลี่ยนแปลงไปยังไง ภาษาก็เปลี่ยนแปลงไปตามมนุษย์ หลายคนจะชอบจับผิด ‘ครับ ค่ะ คะ’ หรือแม้แต่คำว่า ‘ครัช’ซึ่งครูจะบอกกับเด็กเสมอว่า “บางครั้งภาษาไม่ได้อยู่ที่ถูกหรือผิดนะ แต่ภาษาอยู่ที่เหตุผลและความเหมาะสมในการใช้”

ครูอยากให้ห้องเรียนภาษาไทยของครูไปถึงเป้าหมายหลักจริง ๆ คือ การสอนการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันจริง ๆ ครูจึงเน้นการสอนเรื่องการใช้ภาษามากกว่าการเน้นที่ไวยากรณ์ถูกผิด แต่ไวยากรณ์ก็ยังคงจำเป็นในการเรียนภาษา แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก แม้แต่ครูเองก็ยังมีบางครั้งที่ไม่เข้าใจ การอยู่ในกรอบถูกผิดมากเกินไปทำให้การเรียนมันดูเครียด พอเด็กได้มาเรียนกับครูเขาก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น เพราะเราไม่ได้ตัดสินแค่ความถูกผิด แต่เรามองเรื่องเหตุผลและความเหมาะสมในการใช้ภาษาด้วย ครูจึงอยากฝากว่า “การเรียนการสอนภาษาไทย ควรเป็นการสอนที่ช่วยให้เด็กสามารถดึงองค์ความรู้ที่อยู่ในชั้นเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันและนำไปสร้างสรรค์ต่อได้”

ที่ครูบอกว่า “การสอนมันควรจะนำไปสู่การใช้งานจริง ๆ”ที่เห็นได้ชัดคือ ครูสอนในชั้นเรียนแล้ว เด็กเขาก็เอาไปเขียนนิยายออนไลน์และมีรายได้เสริมจากตรงนั้น แถมเขียนไปได้ถึง 5 เรื่องและ 1 ในนั้นก็มีคนติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว สิ่งนี้ทำให้ครูรู้สึกภูมิใจเป็นพิเศษ ที่เด็กเอาองค์ความรู้ที่อยู่ในชั้นเรียนไปใช้ประกอบอาชีพได้ถึงไม่ใช่อาชีพหลัก แต่อย่างน้อยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้แสดงออกถึงความคิดและจินตนาการของเขาได้

คลาสเรียนยุคใหม่ การเรียนการสอนต้องน่าสนใจมากขึ้น

คลาสเรียนของครูมีการนำเอาสถานการณ์จริงในการใช้ภาษามาให้เด็กวิเคราะห์ออกแบบสื่อให้น่าสนใจ เช่นใช้เทมเพลตของเฟซบุ๊กหรือเทมเพลตของการคุยแชทให้เด็กเขียนแสดงความคิดเห็น เด็กก็สนใจมาก แม้จะเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ แต่ทำให้ความรู้สึกเวลาเราพิมพ์ อย่างเรื่องคำกำกวม ครูก็จะยกสถานการณ์การใช้ภาษาที่อยู่บนเฟซบุ๊กมา เช่นประโยคว่า “หนูเข้ามาอยู่ในรถพอจะมีอะไรกันได้ไหม?”เด็ก ๆ ก็กรี๊ดกร๊าดกันมาก แล้วก็มีการอภิปรายกันในห้องว่า ภาษามันควรจะชัดเจน เขาก็ให้ข้อคิดว่า ถ้าภาษากำกวมก็จะทำให้การปฏิบัติไม่ถูกต้องด้วย การสอนลักษณะนี้ทำให้เด็กเห็นคุณค่าของภาษาไทยมากขึ้นว่า “การสื่อสารภาษาไทยบางครั้งต้องสื่อสารให้ตรงและชัดเจน”

อยากเอาซีรีส์เรื่องไหนมาใช้เป็นสื่อการสอนอีกไหม?

ตอนนี้มีหลายเรื่องมากที่น่าสนใจ แต่นักเรียนในชุมนุมวายศึกษารีเควสเรื่อง ‘ด้ายแดง’มา ซึ่งครูกำลังไล่อ่านและเห็นว่ามีเกร็ดความรู้อยู่ในนั้นเยอะแยะเลย อีกเรื่องที่อยากเอาไปแทรกมากก็คือ เรื่อง ‘นิทานพันดาว’และ ‘แปลรักฉันด้วยใจเธอ 2’รวมถึงเรื่องที่กำลังสนใจมาก ๆ คือเรื่องการเข้าใจคนอื่น การเข้าใจตัวเอง และพฤติกรรมบูลลี่ ที่ครูอยากเอามาสร้างสรรค์การสอนต่อไป

จบกันไปแล้วนะคะ หวังว่าบทสัมภาษณ์ครั้งนี้จะทำให้มุมมองที่ทุกคนมีต่อการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะภาษาไทยไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อเสมอไป เราสามารถดึงองค์ความรู้จากสาระวิชานี้มาปรับใช้ได้จริง ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เราสื่อสารและใช้ภาษาไทยได้ดียิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...