"เสรีพิศุทธ์" โว "บิ๊กโจ๊ก" ชนะแน่!
"เสรีพิศุทธ์" โว "บิ๊กโจ๊ก" ชนะแน่! ชี้ ถึงทูลเกล้าก็ไม่ได้แปลว่าจะออกจากราชการ ลั่น คนเราเกิดมาก็ต้องสู้ สู้ให้ชนะ
เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2567 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE ROOM EXCLUSIVE ถึงความเห็นที่มีมติ ก.พ.ค.ตร. วินิจฉัยว่าคําสั่งให้บิ๊กโจ๊กออกจากราชการไว้ก่อนนั้นชอบด้วยกฎหมาย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า ตนมองว่ามันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมติ 6:0 น่าจะมีใบสั่งด้วยซ้ำ ไม่งั้นผลคงไม่ออกมาอย่างที่เห็น โดยเฉพาะทางข้อเท็จจริงข้อกฎหมายที่ตนเคยไปพูดในทุกรายการ ตามหลักแล้วมติ 6:0 ต้องมาในฝั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ไปในทางที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ตนมองว่าก็ไม่เป็นไรเพราะมันคืออำนาจในการพิจารณาไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ทางนายกรัฐมนตรี ก็ต้องนำความกราบบังคมทูล เพื่อให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. พ้นจากตำแหน่ง หากโปรดเกล้าออกมาแล้วทางพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ก็ยังไม่พ้นซะทีเดียวเพราะกรรมการวินัยยังไม่สรุปผล ซึ่งขณะนี้ต้องรอผลการสอบสวนจากวินัยว่ามาเป็นคุณหรือไม่เป็นคุณกับทาง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์
ส่วนตอนนี้ ก.พ.ค.ตร. วินิจฉัยว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมาย เหมือนเป็นการเปิดทางให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบได้อย่างเต็มที่ซึ่งการดำเนินการทางวินัยทุกคดีจะมี 3 แนวทางด้วยกัน คือ 1.สอบแล้วไม่ผิดเลย 2.ผิดแต่เป็นเรื่องไม่ร้ายแรง 3.ผิดและเป็นเรื่องร้ายแรง ในสามแนวทางนี้การลงโทษจะแตกต่างกัน หากไม่ผิดก็ไม่สามารถลงโทษได้ แต่ถ้าผิดวินัยไม่ร้ายแรงก็มีการลงโทษตามความเหมาะสม และถ้าผิดแบบร้ายแรงก็คือออกสถานเดียว
นอกจากที่พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว ทางพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก็ต้องมาชี้แจง ต่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยด้วยเช่นเดียวกัน
โดยตนอยากแนะนำ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และคณะกรรมการสอบสวนวินัยว่า ให้ทั้ง 2 ฝ่าย ไปดูพระราชบัญญัติพิธีการทางปกครองพ.ศ. 2539 มาตรา 13 เขาบอกไว้ว่า เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาปกครองไม่ได้หากเป็นคู่กรณี ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนวินัยต้องพิจารณาว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ขณะนั้น เซ็นคำสั่ง “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นคู่กรณีพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์หรือไม่ และมาตรา 16 ในกรณีอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือกรรมการคนใดในคณะ ซึ่งคำว่าเจ้าหน้าที่ก็คือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กรรมการก็คือคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ทั้งสองฝ่ายจะทำให้การพิจารณาวินิจฉัยไม่เป็นกลางหรือไม่ เพราะพล.ต.อ.กิตติ์รัฐเป็นคู่กรณีกับพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ซึ่งตนไม่ทราบว่าคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงมีคู่กรณีของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์อยู่หรือไม่ หากหนึ่งในคณะกรรมการสอบสวนวินัยแรงมีความขัดแย้งกับพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ก็อาจทำให้การวินิจฉัยย่อมเกิดความไม่เป็นธรรมได้ ดังนั้นผู้บังคับบัญชาเมื่อเห็นว่าจะเกิดความไม่เป็นกลางในการพิจารณาสอบสวน ก็สามารถสั่งให้ผู้นั้นหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ก่อนได้
เมื่อถามว่าตามกรอบระยะเวลาของคณะกรรมการวินัย ในการสอบสวนข้อเท็จจริง มีระยะเวลา 240 วัน หากนับย้อนไปในวันที่แต่งตั้งคณะกรรมการวินัย วันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็อาจจะครบช่วงธันวานี้ใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า ไม่จำเป็น ตามกฏหมายสามารถขยายระยะเวลาได้
ทั้งนี้ เมื่อถามอีกว่าในใจของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์คิดว่าอนาคตของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ อาจจะได้กลับเข้ามาราชการอีกหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า ตนมองว่าได้กลับ และคิดว่าในชั้นศาลปกครองสูงสุด พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ อาจจะชนะ อีกทั้งยังกล่าอีกว่า คนเราเกิดมาก็ต้องสู้ ที่มาตนสู้ตนยังชนะเลย