โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"เสรีพิศุทธ์" โว "บิ๊กโจ๊ก" ชนะแน่!

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 13 ส.ค. 2567 เวลา 09.20 น.

"เสรีพิศุทธ์" โว "บิ๊กโจ๊ก" ชนะแน่! ชี้ ถึงทูลเกล้าก็ไม่ได้แปลว่าจะออกจากราชการ ลั่น คนเราเกิดมาก็ต้องสู้ สู้ให้ชนะ

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2567 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE ROOM EXCLUSIVE ถึงความเห็นที่มีมติ ก.พ.ค.ตร. วินิจฉัยว่าคําสั่งให้บิ๊กโจ๊กออกจากราชการไว้ก่อนนั้นชอบด้วยกฎหมาย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า ตนมองว่ามันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมติ 6:0 น่าจะมีใบสั่งด้วยซ้ำ ไม่งั้นผลคงไม่ออกมาอย่างที่เห็น โดยเฉพาะทางข้อเท็จจริงข้อกฎหมายที่ตนเคยไปพูดในทุกรายการ ตามหลักแล้วมติ 6:0 ต้องมาในฝั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ไปในทางที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ตนมองว่าก็ไม่เป็นไรเพราะมันคืออำนาจในการพิจารณาไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ทางนายกรัฐมนตรี ก็ต้องนำความกราบบังคมทูล เพื่อให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. พ้นจากตำแหน่ง หากโปรดเกล้าออกมาแล้วทางพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ก็ยังไม่พ้นซะทีเดียวเพราะกรรมการวินัยยังไม่สรุปผล ซึ่งขณะนี้ต้องรอผลการสอบสวนจากวินัยว่ามาเป็นคุณหรือไม่เป็นคุณกับทาง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์

ส่วนตอนนี้ ก.พ.ค.ตร. วินิจฉัยว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมาย เหมือนเป็นการเปิดทางให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบได้อย่างเต็มที่ซึ่งการดำเนินการทางวินัยทุกคดีจะมี 3 แนวทางด้วยกัน คือ 1.สอบแล้วไม่ผิดเลย 2.ผิดแต่เป็นเรื่องไม่ร้ายแรง 3.ผิดและเป็นเรื่องร้ายแรง ในสามแนวทางนี้การลงโทษจะแตกต่างกัน หากไม่ผิดก็ไม่สามารถลงโทษได้ แต่ถ้าผิดวินัยไม่ร้ายแรงก็มีการลงโทษตามความเหมาะสม และถ้าผิดแบบร้ายแรงก็คือออกสถานเดียว

นอกจากที่พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว ทางพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก็ต้องมาชี้แจง ต่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยด้วยเช่นเดียวกัน

โดยตนอยากแนะนำ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และคณะกรรมการสอบสวนวินัยว่า ให้ทั้ง 2 ฝ่าย ไปดูพระราชบัญญัติพิธีการทางปกครองพ.ศ. 2539 มาตรา 13 เขาบอกไว้ว่า เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาปกครองไม่ได้หากเป็นคู่กรณี ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนวินัยต้องพิจารณาว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ขณะนั้น เซ็นคำสั่ง “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นคู่กรณีพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์หรือไม่ และมาตรา 16 ในกรณีอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือกรรมการคนใดในคณะ ซึ่งคำว่าเจ้าหน้าที่ก็คือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กรรมการก็คือคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ทั้งสองฝ่ายจะทำให้การพิจารณาวินิจฉัยไม่เป็นกลางหรือไม่ เพราะพล.ต.อ.กิตติ์รัฐเป็นคู่กรณีกับพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ซึ่งตนไม่ทราบว่าคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงมีคู่กรณีของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์อยู่หรือไม่ หากหนึ่งในคณะกรรมการสอบสวนวินัยแรงมีความขัดแย้งกับพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ก็อาจทำให้การวินิจฉัยย่อมเกิดความไม่เป็นธรรมได้ ดังนั้นผู้บังคับบัญชาเมื่อเห็นว่าจะเกิดความไม่เป็นกลางในการพิจารณาสอบสวน ก็สามารถสั่งให้ผู้นั้นหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ก่อนได้

เมื่อถามว่าตามกรอบระยะเวลาของคณะกรรมการวินัย ในการสอบสวนข้อเท็จจริง มีระยะเวลา 240 วัน หากนับย้อนไปในวันที่แต่งตั้งคณะกรรมการวินัย วันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็อาจจะครบช่วงธันวานี้ใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า ไม่จำเป็น ตามกฏหมายสามารถขยายระยะเวลาได้

ทั้งนี้ เมื่อถามอีกว่าในใจของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์คิดว่าอนาคตของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ อาจจะได้กลับเข้ามาราชการอีกหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า ตนมองว่าได้กลับ และคิดว่าในชั้นศาลปกครองสูงสุด พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ อาจจะชนะ อีกทั้งยังกล่าอีกว่า คนเราเกิดมาก็ต้องสู้ ที่มาตนสู้ตนยังชนะเลย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...