“Brand Collab” ลูกเล่นการตลาดมัดใจลูกค้า 2025
SF - LINE แชร์กลเม็ดมองขาดการตลาดยุคใหม่เอาชนะใจลูกค้าด้วย “Brand Collab” ทางออกแบรนด์งบการตลาดน้อย ทลายขีดจำกัด เติมความแกร่ง สร้างแต้มต่อธุรกิจ 2025 ในงาน MONEY EXPO 2024 BANGKOK YEAR-END
นางสาวพิมสิริ ทองร่มโพธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แชร์ประสบการณ์การทำ“Brand Collab” ว่า “เอส เอฟ ” อยู่ในธุรกิจโรงภาพยนตร์ซึ่งให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้าเป็นสำคัญจึงมีโอกาสคอลแลบส์ กับแบรนด์อื่น ๆ เยอะมาก
“เราฟังเสียงของลูกค้าเสมอ ว่าลูกค้าสนใจอะไร ต้องการอะไร อยากทำอะไร เพราะฉะนั้นหลาย ๆ แคมเปญ หลาย ๆ แบรนด์ คอลแลบส์ ของเราเกิดจากการฟังลูกค้าเป็นหลัก เช่นการนำ “เตียงนอน Omazz” เข้ามาอยู่ในโรงภาพยนตร์ หลังจากช่วงโควิดโรงหนังหยุดบริการ คนเริ่มชินกับการนอนดูหนังอยู่บ้าน เมื่อโรงหนังกลับมาเปิดบริการจึงต้องหาประสบการณ์ที่จะทำให้ลูกค้าอยากกลับมาดูที่โรงหนังอีกครั้ง”
“เมื่อเราต้องทำ“แบรนด์ คอลแลบส์” เรามีความเชื่อว่าถ้าเอาที่สุดของที่สุดมาเจอกัน มันจะเกิดอะไรที่ดีกว่าเดิม เราถนัดเรื่องระบบภาพและเสียง เพราะฉะนั้นเราดูแลเรื่องโรงภาพยนตร์ ขณะที่ Omazz เลือกที่สุดของเตียงนอนมาให้เรา จึงเกิดเป็น “โรงภาพยนตร์ THE BED CINEMA BY OMAZZ” ซึ่งเป็นครั้งแรกของโรงภาพยนตร์ใช้เตียงนอนจริงๆ”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า หัวใจสำคัญของการทำ “แบรนด์ คอลแลบส์” ของ เอส เอฟ คือ Win-Win-Win ไม่ใช่แค่แบรนด์กับแบรนด์ที่ Win แต่ลูกค้าต้อง Win ด้วย ไม่อย่างนั้นการคอลแลบส์นี้จะไม่มีประโยชน์เลย
“เพราะลูกค้าคือเซ็นเตอร์ของพวกเราเสมอ ลูกค้าอยากได้อะไร หรือสิ่งที่เราทำตอบโจทย์ลูกค้าไหม เป็นหลักของแบรนด์ในการทำงาน ในการทำ คอลแลบส์ เราต้องสวมหมวกเป็นลูกค้าก่อนว่าลูกค้าคิดยังไง ลูกค้าจะได้อะไร และจะแฮปปี้ไหม เราเป็นนักการตลาดที่คุยกับลูกค้าเยอะมาก นอกจากอ่านฟีดแบ็คทางโซเชียลมีเดียแล้ว เรายังไปยืนดูพฤติกรรมลูกค้าที่สาขา คุยกับลูกค้าว่าอยากได้อะไรซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยในการทำการตลาดได้ดี”
ทั้งนี้ เอส เอฟ มีเกณฑ์ในการคัดเลือกแบรนด์ที่จะมาทำคอลแลบส์ คือ “ดูใจ” เมื่อต้องทำการร่วมกับแบรนด์อื่นต้องใส่ “ใจ” ลงไปในงานและแบรนด์พาร์ทเนอร์สนุก เอส เอฟ จะเลือกทำงานกับแบรนด์นั้น เพราะผู้บริหารให้เหตุผลว่า
“ถ้าเราและแบรนด์พาร์ทเนอร์ไม่ได้ใส่ใจลงมาด้วยกัน มันจะเป็นโปรเจกต์ที่ไม่สนุกและไม่สามารถครีเอทอะไรใหม่ ๆ ได้ เพราะฉะนั้นเราจะดูว่าแบรนด์พาร์ทเนอร์ทำงานกับลูกค้าของเขาอย่างไร ถ้าเขาดูแลลูกค้าไม่ได้เราไม่ควรไปทำงานกับเขา เพราะเขาจะดูแลลูกค้าเราไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นแบรนด์ที่เอส เอฟมีโอกาสทำงานด้วยจะเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างเฟรนด์ลี่และรักลูกค้า เวลาทำงานด้วยกันจะง่ายและสนุก”
ผู้บริหารยังยกเคส โปรเจกต์ Omazz มาฉายภาพเพิ่มเติมว่า Omazz เลือกเตียงนอนที่เป็น The best ของ Omazz มา และ เอส เอฟ ก็เลือกระบบภาพและเสียงที่ดีที่สุดของ เอส เอฟ มาเช่นกัน ผลที่ได้คือ Omazz ได้โชว์รูมใหม่ที่ลูกค้าสามารถนอนเทสได้ 2 ชม.ขั้นต่ำ เพราะหนังหนึ่งเรื่องใช้เวลาฉายประมาณ 1.30 ชม. ช่วยสร้างการรับรู้รับและจดจำแบรนด์ว่า Omazz มีดีอย่างไร และทำให้ Omazz เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและกว้างขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ “โรงภาพยนตร์ THE BED CINEMA BY OMAZZ” ยอดซื้อตั๋วเต็มก่อนโรงฯ อื่น ๆ เมื่อมีหนังใหญ่เข้าฉาย ซึ่งทั้ง เอส เอฟ- Omazz และลูกค้าค่อนข้างแฮปปี้
“เราไม่ได้เชี่ยวชาญทุกอย่าง การทำงานกับผู้เชี่ยวชาญทำให้เราได้สิ่งที่เป็นที่สุดมา เรามองหาคนที่สนุก ใจ และเป็นที่สุดมาคอลแลบส์”
งบน้อยไม่ใช่ปัญหาสำหรับการทำ“ Brand collaboration”
อย่างไรก็ตามธุรกิจขนาดเล็กมักมองว่าการทำการตลาดหรือการทำ “Brand collaboration” ต้องใช้งบประมาณในการทำงานที่สูงมาก ประเด็นนี้ “พิมสิริ” ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ไม่ใช่แค่แบรนด์เล็กที่ไม่มีงบการตลาด แต่แบรนด์ใหญ่เองก็ไม่ได้รับการจัดสรรงบการตลาดเยอะเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวคิดของการทำการตลาดเปลี่ยนไป สุดท้ายสิ่งที่นักการตลาดต้องทำคือการตอบโจทย์แบรนด์และลูกค้าให้ได้มากที่สุดและตอบให้ได้ว่า “ทำไปทำไม”
“เอส เอฟ งบน้อยแต่โชคดีที่เรามีเพื่อนดี ๆ เยอะอยู่รอบตัว สิ่งหนึ่งที่เราใช้ในทีมคือ “ความคิดสร้างสรรค์” เมื่อไม่มีงบการตลาดให้ใช้ ความคิดสร้างสรรค์สำคัญมาก เราสามารถทำแคมเปญโดยไม่ใช้เงินได้ เช่น โคคา-โคล่า ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ชอบความสนุก เราทำงานตอบโจทย์ โคคา-โคล่า ในการทำให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์
ปีที่แล้วเราหยิบ Pain Point ของผู้บริโภค คือเดือนเมษายนเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด และคนจะนึกถึง โคคา-โคล่า เราจึงดึงเดือนเมษายนมาทำแคมเปญ "SF x COKE เมษาดับร้อน ปรอทแตก" วันที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 35 องศา โคคา-โคล่า จะมีแพกเกจพิเศษให้ลูกค้าสามารถดูหนังได้ในราคาพิเศษ
โดยทำรีพอร์ตผ่านเฟซบุ๊ก เอส เอฟ ทุกวัน ตลอดเดือนเมษายนสิ่งที่ตามมาคือ ลูกค้าเข้าเฟซบุ๊ก เอส เอฟ ทุกวัน ลูกค้าก็แฮปปี้กับแพคเกจ โคคา-โคล่า เองก็ได้ขาย เราได้เอนเกจและแฮบิทที่ลูกค้าเข้าเฟซบุ๊กเราสม่ำเสมอ”
นอกจากแบรนด์แล้ว เอส เอฟ ยังทำการ คอลแลบส์ กับ “บุคคล” ด้วย เช่น คอลแลบส์ รสชาติ ป๊อบคอร์น กับ “แต๋ง อาฟเตอร์ยำ” - “เชฟ” หรือแม้แต่ “หมูเด้ง” เพราะการ คอลแลบส์ หัวใจสำคัญคือ การครีเอทีฟ การมองรายทางและมองหาสิ่งที่ดีต่อลูกค้า
ทั้งนี้ เอส เอฟ มีทีม “Local Area Marketing” ดูแล 66 สาขาในการทำกิจกรรมร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นร้านเล็ก ๆ ในสาขานั้นหรือจังหวัดนั้นด้วย เพราะเชื่อว่าทุกที่มีอินฟลูเอนเซอร์เป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นเราค่อนข้างเปิดกว้างในการทำงานระดับหนึ่ง
“คอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่สำคัญของ เอส เอฟ คือลูกค้าและพนักงานของ เอส เอฟ ซึ่งคอยทำคอนเทนต์ให้เรา ดังนั้นเราเชื่อในพลังคนตัวเล็กเสมอ และเรายังมองว่าตัวเองเป็นแบรนด์เล็กเสมอ เราพร้อมที่จะทำงานซัพพอร์ตทุกคนเหมือนกัน เมื่อเราทำตัวเองให้แข็งแรงและเป็นแบรนด์ที่น่ารัก เฟรนด์ลี่ ก็จะมีโอกาสเข้ามาให้เราทำงานร่วมกับคนน่ารักเหมือนกัน”
แนวโน้ม “Brand Collab” ในอนาคตไร้ขีดจำกัดอุตสาหกรรม
สำหรับทิศทางการคอลแลบส์ในอนาคต “พิมสิริ” มองว่าจะสนุกขึ้นเพราะการคอลแลบส์ ทำให้แบรนด์ได้โอกาสขยายกลุ่มลูกค้า สำหรับ เอส เอฟ ปี2025 จะมีการทำโปรเจกต์ “ตั๋วหนังทองคำ” โดยทำงานร่วมกับ “พรีเมี่ยม โกลด์ เยาวราช” ในการครีเอททองคำเป็นรูปตั๋วภาพยนตร์ซึ่งการคอลแลบส์ครั้งนี้ พรีเมี่ยม โกลด์ เยาวราช จะได้ประโยชน์เรื่องของแบรนดิ้งในการ Custom-made ทอง
“ต่อจะไม่มีขีดจำกัดเรื่องแบรนด์ที่จะมาเจอกัน ถ้าหากันเจอว่าอะไรคือจุดอ่อนจุดแข็งของแบรนด์ และลูกค้าได้ประโยชน์อะไรที่มากขึ้น ดังนั้นในอนาคตเราจะเห็น “Brand Collab” ที่หลากหลายมากขึ้น”
เป้าหมาย และ Pain Point ต้องชัด ก้าวแรกในการทำคอลแลบส์
ด้าน“อาภา วสุวัฒนา” ที่ปรึกษาธุรกิจการเงินและประกันภัย LINE ประเทศไทย เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในการทำ “คอลแลบส์” แบรนด์ต้องมี เป้าหมาย และ Pain Point ชัดเจนว่า แบรนด์กำลังเจอปัญหาอะไรอยู่จึงต้องเริ่มมองหาการคอลแลบส์และสิ่งที่ต้องมีคือความพร้อม
LINE เป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ในช่วงโควิดพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการทำธุรกรรมการเงินที่สาขาธนาคารมาเป็นออนไลน์ ทำให้สถาบันการเงินต่าง ๆ เริ่มมาคอลแลบส์กับ LINE ในการนำบริการต่าง ๆ มาอยู่บน Official Account หรือ LINE OA เพื่อให้ลูกค้าทำธุรกรรมและเข้าถึงบริการของแบงก์ทุกที่ทุกเวลา
“เรามองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำ คอลแลบส์ คือจะต้องเป็นแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเงิน ซึ่งปัจจุบันมีการหลอกลวง มิจฉาชีพ เยอะเราค่อนข้างให้ความสำคัญโดยให้เครื่องหมายรับรองธุรกิจโล่สีเขียวและสีน้ำเงินสำหรับบริษัทที่ส่งเอกสารเข้ามายืนยันตัวตน
ปัจจุบันสถาบันการเงินขนาดใหญ่มีการ คอลแลบส์ กับ LINE ทั้งหมดแล้ว ในระยะถัดไปสิ่งที่เรามองเห็นคือธนาคารขนาดเล็ก บริษัทประกันและผู้ให้บริการสินเชื่อค่อนข้างแอคทีฟมากในการเข้ามาคอลแลบส์ กับ LINEเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน”
นอกจากอุตสาหกรรมการเงินแล้ว ธุรกิจทั่วไปอย่างร้านอาหาร เช่น “บาร์บีคิวพลาซ่า” มีการคอลแลบส์ กับ LINE ในการสั่งอาหารผ่าน LINE OA รวมทั้งระบบเมมเบอร์ชิพ และล่าสุด Dior คอลแลบส์ กับหมีบราวน์ ในการครีเอทสติ๊กเกอร์ต้อนรับการเปิดช้อปใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันแม้แต่แบรนด์ลักซ์ชัวรี่ ก็คอลแลบส์มากขึ้นเช่นกัน
“ไม่ว่าแบรนด์จะมีขนาดใหญ่แค่ไหน “งบประมาณ” เป็นข้อจำกัดในทุก ๆ โปรเจกต์หรือทุก ๆ คอลลาเบอเรชั่นอยู่แล้ว ในมุมของดิจิทัลแพลตฟอร์ม มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ขนาดไหนในการเริ่มต้นคือ การเรียงลำดับความสำคัญของ Pain Point ที่อยากได้มากที่สุดก่อน เพราะเราไม่สามารถแก้ทุกอย่างพร้อมกันได้
เช่น Pain Point ของประสบการณ์ลูกค้าสำคัญที่สุดก็เริ่มจากตรงนั้น ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจที่สุด Winกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นพาร์ทที่สำคัญที่สุดภายใต้งบประมาณที่จำกัด ดังนั้นไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหนสามารถเปิด Official Account เพื่อสามารถคุยตรงกับลูกค้าได้ เปิดฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
และหากแบรนด์มีความพร้อมในการบริหาร เราก็มีโอเพ่นแพลตฟอร์มที่แบรนด์สามารถพัฒนาเชื่อมต่อระบบ Official Account และระบบหลังบ้านของแบรนด์ได้เลยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย”
“อาภา” กล่าวปิดท้ายว่า “โอกาสมีอยู่ทุกที่ปัญหามันเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ก็อาจทำให้เจอหนทางใหม่ ๆ เสมอ คนทั่วไปก็สามารถโปรโมตตัวเองผ่านช่องทางของ LINE เช่น LINE OA ซึ่งทุกคนสามารถสร้างได้หรือการสร้างวิดีโอผ่าน LINE VOOM แม้แต่การเขียนบทความบน LINE TODAY ได้”