โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กลุ่ม ปตท. พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐ ”ไฮโดรเจน” เป็นพลังงานแห่งอนาคต

BRIGHTTV.CO.TH

อัพเดต 06 พ.ย. 2567 เวลา 09.06 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2567 เวลา 10.26 น. • Bright Today

กลุ่ม ปตท. พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐ มุ่งส่งเสริม ”ไฮโดรเจน” เป็นพลังงานแห่งอนาคต

“ไฮโดรเจน” เป็นพลังงานสะอาดที่ถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะช่วยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สามารถใช้งานภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจ ทำให้มีหลากหลายประเทศที่ได้ออกนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮโดรเจน

โดยในปัจจุบันมีการใช้งานเทคโนโลยีไฮโดรเจนมากกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง เนื่องจากความได้เปรียบเชิงพื้นที่ในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ส่วนในประเทศไทยเอง ก็ได้มีการใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนใน 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่

ภาคอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานความร้อนสูง เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ การกลั่นนํ้ามัน

ภาคการผลิตไฟฟ้า ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง หรือนําไปผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันก๊าซไฮโดรเจน ผ่านกระบวนการเผาไหม้โดยตรง หรือผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง

ภาคการขนส่ง สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันปิโตรเลียมสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในหรือใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงในรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงรวมถึงรถโดยสารและรถบรรทุก

โดยแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนของประเทศไทย จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ซึ่งประกอบด้วย

  • พัฒนาตลาดและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ใช้
  • ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรม
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐาน

ซึ่งการดําเนินการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจนของไทยจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน คือ

ระยะสั้น (ค.ศ. 2020-2030) เตรียมความพร้อม จะมีการดําเนินโครงการนำร่อง จัดทําแผนและศึกษารูปแบบของธุรกิจใหม่ มีการทดสอบและปรับปรุงระบบกักเก็บและขนส่ง รวมไปถึงมีการจัดทํามาตรฐาน ความปลอดภัยในการผลิตและการใช้ไฮโดรเจน

ระยะกลาง (ค.ศ. 2031-2040) การพัฒนาไฮโดรเจนในเชิงพาณิชย์ในภาคพลังงาน จะมีการใช้ไฮโดรเจนผสม 10-20% ในระบบท่อ และรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle, FCEV) มีการส่งเสริมการลงทุนและการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี พร้อมทั้งได้จัดทำการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และขยายสถานีไฮโดรเจน นอกจากนี้ ยังมีการจัดทํากฎระเบียบ และมาตรฐานของคุณภาพก๊าซธรรมชาติที่ผสมไฮโดรเจน รวมไปถึงสถานีกักเก็บไฮโดรเจน

ระยะยาว (ค.ศ. 2041-2050) มุ่งสู่ Carbon Neutrality และ Net zero emission โดยจะมีการเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนมากขึ้นเป็น 25-75% ในระบบท่อ และรถยนต์ FCEV มีการกําหนดโครงสร้าง ราคา พัฒนาแพลตฟอร์มของการตลาดและการซื้อขายคาร์บอน มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขยายสถานีไฮโดรเจน การสร้างโครงข่าย RE-power เพื่อรองรับไฮโดจเจนสีเขียว นอกจากนี้ยังมีการกำหนดมาตรฐานของการขนส่ง FCEV และสถานีเติมไฮโดรเจน

โดยทาง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการประยุกต์ใช้งานไฮโดรเจนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมถึงโอกาสในการสร้างธุรกิจไฮโดรเจน โดยที่ผ่านมา ปตท. ได้มีการติดตามการเคลื่อนไหวพร้อมทั้งมีการดำเนินการทางด้านไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่อง เช่น

ปี พ.ศ. 2562 กลุ่ม ปตท. ได้มีการจัดตั้ง Hydrogen Thailand Club ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมและผลักดันเทคโนโลยีไฮโดรเจนให้กับประเทศไทยโดยปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 54 บริษัท

ปี พ.ศ. 2565 PTT-OR-TOYOTA-BIG ได้ทำการติดตั้งสถานีนำร่อง Hydrogen Station สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงแห่งแรกของประเทศไทย ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาการไฮโดรเจนในภาคขนส่งของประเทศ

ปี พ.ศ. 2566 PTT-OR-TOYOTA-BIG ได้มีการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ Hydrogen Station ให้สามารถรองรับการใช้งานของรถบรรทุกขนส่งและรถหัวลาก และในส่วนของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้ชนะการประมูลเพื่อการพัฒนาโครงการไฮโดรเจนสีเขียวในประเทศโอมาน

ดังนั้น จากการดำเนินงานของปตท. ดังกล่าว จึงเป็นแรงสำคัญที่จะช่วยผลักดันเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจนให้เกิดขึ้นในประเทศ และยังเป็นการส่งเสริมการเติบโตในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions ของกลุ่มปตท. และประเทศไทยที่วางไว้ได้

EP3-Hydrogen-infographic
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...