โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

RED ZONE ทะเลอันตราย พื้นที่ทับซ้อนเรือรบเมียนมาไล่ยิงเรือไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ธ.ค. 2567 เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2567 เวลา 09.03 น.

เหตุการณ์เรือรบเมียนมาระดมยิงกองเรือประมงอวนลากไทย ในคืนวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีลูกเรือประมงไทยเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง และยังมีเรือประมงไทยอีก 1 ลำ คือ เรือ “ส.เจริญชัย 8” พร้อมลูกเรือ 31 คน (ไทย 4-เมียนมา 27 คน) ถูกเรือรบเมียนมาเข้าทำการยึดเรือและลากไปเกาะย่านเชือก ในเขตเมียนมานั้น

ล่าสุดเวลาได้ผ่านมา 2 สัปดาห์ ปรากฏว่าฝ่ายไทยยังไม่ได้ตัวลูกเรือ และเรือ ส.เจริญชัย 8 กลับมาเขตไทยอีกจนมีความกังวลกันว่า ความพยายามทางการทูตของรัฐบาลไทยที่จะให้เมียนมาปล่อยตัวลูกเรือ และเรือไทย “โดยปราศจากเงื่อนไข” ผ่านทางคณะกรรมการชายแดนท้องถิ่นไทย-เมียนมา (TBC) ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยออกข่าวมาโดยตลอดนั้น “แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” เนื่องจากผู้แทน TBC ฝ่ายเมียนมาได้แจ้งให้กับผู้แทน TBC ไทยถึงขั้นตอนการปล่อยตัวลูกเรือ ส.เจริญชัย 8 แต่เพียงว่า “ต้องรอคำสั่งจากเนย์ปิดอว์เพียงอย่างเดียว”

เหตุเกิด 12 ไมล์ทะเลห่างเกาะพยาม

สมาคมประมงอวนล้อมจับ (ประเทศไทย) ซึ่งเรือ ส.เจริญชัย 8 เป็นสมาชิกอยู่นั้นได้ให้รายละเอียดของเหตุการณ์ในคืนวันที่ 30 พ.ย.ว่า เรือประมงไทยถูกเรือรบเมียนมาทำการใช้อาวุธยิงขณะทำการประมงห่างจากเกาะพยาม 12 ไมล์ทะล โดยการระดมยิงของเรือรบเมียนมาไม่ใช่การยิงเตือน แต่เป็นการระดมยิงหวังผลต่อชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากตำแหน่งที่เรือส่วนใหญ่ถูกยิงนั้น อยู่บริเวณกระโจมเรือหรือหอบังคับการ การระดมยิงของเรือรบเมียนมาส่งผลให้ลูกเรือ 1 คน ของเรือดวงทวีผล 333 เสียชีวิต และเรือรบเมียนมาได้เข้าทำการจับกุมเรือประมงไทยอีก 1 ลำ คือ เรือ ส.เจริญชัย 8 พร้อมลูกเรืออีก 31 คน ถูกลากไปยังน่านน้ำเมียนมาบริเวณเกาะย่านเชือก

การดำเนินการของรัฐบาลไทยหลังทราบเหตุทางประธาน TBC จ.ระนอง ได้ทำหนังสือถึงประธาน TBC เกาะสอง แจ้งให้ฝ่ายเมียนมาทราบว่า เวลา 00.20 น. เรือดัดแปลงติดอาวุธเมียนมาจำนวน 3 ลำแล่นเข้าหากลุ่มเรือประมงไทยขณะกำลังวางอวนจับปลาในเขตน่านน้ำของประเทศไทย ห่างจากทิศตะวันตกของเกาะพยาม 12 ไมล์ทะเล ประมาณพิกัดละติจูด 09 องศา 45 ลิปดาเหนือ ลองติจูด 98 องศา 17 องศาตะวันออก และมีการใช้อาวุธต่อกลุ่มเรือประมงไทยจนเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และเรือ ส.เจริญชัย 8 ถูกทหารเมียนมาเข้าควบคุมไปไว้ที่เกาะย่านเชือกนั้น

คณะกรรมการชายแดนท้องถิ่นไทย-เมียนมา (TBC) จ.ระนอง ถือว่า เป็นการกระทำที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นการ “ละเมิด” อธิปไตยของฝ่ายไทยอย่างรุนแรง ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงในเรื่องการปฏิบัติในพื้นที่ทับซ้อนของทั้ง 2 ฝ่าย และขอให้ฝ่ายเมียนมาส่งตัวลูกเรือและเรือกลับประเทศไทยต่อไป ประกอบกับทางสำนักงานประมงจังหวัดระนองในนามของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดระนอง (ศรชล.จว.รน.) เองก็ได้ออกประกาศทันทีในวันที่ 30 พ.ย.เพื่อแจ้งเตือนชาวประมงและผู้ประกอบการเรือประมงและเรืออื่น ๆ ให้ “ระมัดระวังในการเดินเรือและทำการประมงบริเวณแนวชายแดนไทย-เมียนมาเพื่อความปลอดภัย”

ส่งผลให้บริเวณทะเลห่างจากเกาะพยาม 12 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็น “พื้นที่ทับซ้อน” ที่ไทยเองก็อ้างสิทธิว่า “อยู่ในเขตน่านน้ำไทย” เหมือน ๆ กับที่ฝ่ายเมียนมาเองก็อ้างสิทธินั้นเช่นกัน เพียงแต่ว่า เมียนมาไม่ได้อ้างสิทธิลอย ๆ แต่กลับส่งเรือรบดัดแปลงเข้ามาปฏิบัติการในน่านน้ำดังกล่าว จนพื้นที่ที่ว่านี้ได้กลายเป็นพื้นที่อันตรายที่เรือไทยจะต้องระมัดระวังในการเดินเรือเพื่อความปลอดภัยไปแล้ว

ปูมหลัง พท.ทับซ้อน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เรือรบดัดแปลงเมียนมาไล่ยิงเรือประมงไทยในคืนวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา ยังไม่มีหน่วยงานไทยออกมาให้ความกระจ่างชัด ๆ ว่า “พื้นที่ห่างจากทิศตะวันตกของเกาะพยาม 12 ไมล์ทะเลประมาณพิกัดละติจูด 09 องศา 45 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 98 องศา 17 องศาตะวันออก” ที่กองเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงนั้น อาณาเขตทะเลบริเวณนั้นอยู่ในสถานะใดกันแน่ แต่จากเอกสารปัญหาเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-เมียนมามีข้อสรุป 3 ประการสำคัญก็คือ

1) ประเทศไทยและเมียนมามีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกัน เริ่มตั้งแต่น่านน้ำที่อยู่นอกสุดคือ จุดร่วม 3 ประเทศ (ไทย-อินเดีย-เมียนมา) มายังด้านเหนือของหมู่เกาะสุรินทร์ และผ่านขึ้นไปทางเหนือจนถึงบริเวณ เกาะโคม และไปจนถึงปากน้ำกระบุรี คิดเป็นระยะทาง 195 ไมล์ทะเล ปัจจุบันไทย-เมียนมาสามารถเจรจาเส้นเขตแดนทางทะเลจนได้ข้อยุติแล้ว 140 ไมล์ทะเล คือ ตั้งแต่จุดร่วม 3 ประเทศมาจนถึงด้านเหนือของ เกาะสุรินทร์เหนือเท่านั้น ส่วนเขตแดนทางทะเลที่เหลือยังไม่สามารถเจรจาเพื่อทำความตกลงกันได้จนเกิดพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในที่สุด 2) ปัญหาเส้นเขตแดนตั้งแต่เกาะสุรินทร์เหนือ มาจนถึงด้านเหนือของเกาะโคม เป็นระยะทางประมาณ 50 ไมล์ทะเล ยังมีปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ 3 เกาะ ได้แก่ เกาะหลาม (พื้นที่มากสุดประมาณ 150 ตารางกิโลเมตร), เกาะคัน, เกาะขี้นก และเขตแดนส่วนที่เป็นร่องน้ำต่อจาก เกาะหลาม เกาะคัน เกาะขี้นก ไปจนถึงปากน้ำกระบุรี

และ 3) ปัญหาเขตแดนทางทะเลตั้งแต่เกาะสุรินทร์ด้านเหนือเกาะโคม เกิดจากทั้ง 2 ประเทศไม่มีการประกาศแนวเขตแดนของตนเองอย่างเป็นทางการ กล่าวคือ ทั้งไทยและเมียนมาไม่ได้ประกาศเส้น Claim ของตนเองอย่างชัดเจน ส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศมีแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันกล่าวคือ ฝ่ายเมียนมายึดถือแนวเขตแดนตามเส้นที่ปรากฏอยู่ในแผนที่เดินเรืออังกฤษหมายเลข 3052 กับ 216 ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับเมียนมา แต่ฝ่ายไทยมีแผนที่เดินเรือบริเวณนี้ 2 หมายเลข ได้แก่ หมายเลข 307 กับ 331 ทั้ง 2 ประเทศไม่มีการประกาศเส้น Claim จึงทำให้เกิดความสับสนและไม่มีความชัดเจนในการทำประมง และการเดินเรือจนกลายเป็นบริเวณอ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่ในขณะนี้

การอ้างกรรมสิทธิ์ 3 เกาะ

นอกจากปัญหาเขตแดนทางทะเลตั้งแต่เกาะสุรินทร์ด้านเหนือขึ้นไปแล้ว ยังเกิดปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะหลาม เกาะคัน และเกาะขี้นก โดยการอ้างสิทธิของทั้ง 3 เกาะดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่การปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอังกฤษ ในช่วงปี 1867-1868 (พ.ศ. 2410-2411) ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิเกาะต่าง ๆ จนเจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ สมุหกลาโหม-เจ้าพระยาภูธราภัย สมุหนายก ฝ่ายสยาม กับ Lt.A.H.Bagge ข้าหลวงปักปันเขตแดนฝ่ายอังกฤษ “ไม่อาจตกลงกันได้”

map

ขณะทำการปักปันสำรวจและในการทำอนุสัญญาสยาม-อังกฤษ 1868 เซอร์จอห์น ลอเรนซ์ ข้าหลวงใหญ่อินเดียได้มีหนังสือมาถามฝ่ายสยามถึงกรรมสิทธิ์ในเกาะ 5 เกาะด้วยการยื่นข้อเสนอให้เกาะช้างกับเกาะพยาม เป็นของสยาม ส่วนเกาะวิกตอเรีย เกาะเซนต์แมททิวกับหมู่เกาะรังนก เป็นของอังกฤษ

ทว่าข้อเสนอในการครองกรรมสิทธิ์เกาะดังกล่าว กลับไม่มีการกล่าวถึง เกาะหลาม เกาะคัน และเกาะขึ้นนก แต่อย่างใด ดังนั้นการกำหนดอาณาเขตทางทะเลในบริเวณนี้จึงยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องอาศัยเกาะ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐชายฝั่งเป็นฐานในการกำหนด จากการตรวจสอบของฝ่ายไทยในขณะนี้เชื่อว่า เกาะหลาม เกาะคัน เกาะขี้นก จะไม่มีผลกระทบหรือส่งอิทธิพลต่อเส้นเขตแดนทางด้านใต้ตั้งแต่เกาะสุรินทร์เหนือมายังด้านเหนือของเกาะโคม นั้นหมายความว่า อาณาเขตพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดขึ้นควรแยกพื้นที่ออกจากกันได้ เนื่องจากการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะทั้ง 3 ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไทยหรือฝ่ายเมียนมา “จำเป็น” ต้องอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อพิสูจน์ให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับเสียก่อน

ล่าสุดได้มีข้อเสนอให้มีการเจรจาระดับสูงเพื่อกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมา ในบริเวณทะเลอันดามันส่วนที่เหลือให้เสร็จสิ้นด้วยการ “ยกเว้น” เขตพื้นที่บริเวณเกาะทั้ง 3 ไว้ก่อนและให้ฝ่ายไทยเสนอเส้นมัธยะ เป็นเส้นแบ่งเขตทางทะเลในบริเวณนั้น โดยในระหว่างที่รอผลการเจรจาเขตแดนทางทะเลให้ใช้เส้นมัธยะ เป็นแนวเส้นปฏิบัติไม่ให้มีการเดินเรือล้ำเข้าไป เว้นแต่จะเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎการเดินเรือสากล หรือเรือที่ได้รับอนุญาตจากทั้ง 2 ประเทศ

การแจ้งเตือนครั้งสุดท้าย

การไม่มีเส้นเขตแดนทางทะเลที่ชัดเจนทำให้ยากต่อการปฏิบัติของกองทัพเรือ ในการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ทางทะเลเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับกรณีกองเรือประมงไทยถูกเรือรบดัดแปลงเข้ามาระดมยิงและจับกุมในพื้นที่ที่ไม่มีความชัดเจนว่า เป็นน่านน้ำของประเทศใดหรือพื้นที่ทับซ้อนอ้างสิทธิ ในทางปฏิบัติกองทัพเรือจะยึดถือตามหลักกฎหมายทะเลตามข้อ 15 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 1982 ในกรณีที่รัฐชายฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกัน (ไทย-เมียนมา) ยังไม่ได้ทำความตกลงในการกำหนดเขตแดนทางทะเลที่แน่นอน ฝ่ายไทยจึงได้ลากเส้นมัธยะ ในบริเวณพื้นที่ตั้งแต่ด้านเหนือของเกาะสุรินทร์ไปจนถึงบริเวณเกาะหลาม เกาะคัน เกาะขี้นก เพื่อใช้เป็นแนวเส้นเขตปฏิบัติการของเรือในพื้นที่

ซึ่งในกรณีของการจับกุมเรือ ส.เจริญชัย 8 พร้อมลูกเรืออีก 31 คน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่า ณ เวลาที่เรือประมงไทยทำการประมงอยู่ในขณะนั้น กองเรือประมงไทยอยู่ ณ บริเวณใด มีการ “ล้ำเส้น” เขตแดนทางทะเลของประเทศไทยออกไปจนถึงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลหรือไม่

เนื่องจากก่อนที่กองเรืออวนล้อมไทยจะถูกเรือรบดัดแปลงเมียนมาระดมยิงและเข้าทำการจับกุมนั้น ได้มีการแจ้งเตือนด้วยข้อความที่ว่า “เรือไทย…มีเส้นทางเดินเรือเข้าใกล้เขตประเทศเพื่อนบ้าน โปรดเดินเรือด้วยความระมัดระวัง” จากระบบติดตามเรือ (VMS) ที่ถูกควบคุมโดยศูนย์ FMC อยู่แล้ว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : RED ZONE ทะเลอันตราย พื้นที่ทับซ้อนเรือรบเมียนมาไล่ยิงเรือไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...