รัฐระดมเครื่องมือ แก้วิกฤตสารปนเปื้อน ปลดล็อกส่งออก ‘ทุเรียนไทย’
สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หรือ สศช. รายงานภาพรวมสถานการณ์จีดีพีภาคเกษตรไทยในปี 2567 มีแนวโน้มหดตัว 1.1%
สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้จีดีพีลดลงมาจากสภาพอากาศ รวมไปถึงปัจจัยที่ทำให้สินค้าเกษตรเสียหาย คือ การพบสารปนเปื้อน ที่เป็นปัญหาของภาคการเกษตรอย่างไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะการพบสารปนเปื้อนของราชาผลไม้ ที่เป็นผลไม้เศรษฐกิจส่งออกของประเทศไทยอย่าง “ทุเรียน” ช่วงเดือนสิงหาคม 2567 ที่จะต้องเร่งแก้ปัญหาก่อนที่จะเสียหายจนกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย
⦁รู้จักสารปนเปื้อนตัวร้ายส่งออกทุเรียนไทย
โดยสารปนเปื้อนอันตรายที่เป็นอุปสรรคใหญ่ ส่งผลกระทบต่อการส่งออกทุเรียนไทยถึงแสนล้านบาท มี 2 ชนิดคือ 1.แคดเมียม เป็นแร่โลหะหนักชนิดหนึ่ง ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลากหลายด้าน เช่น ใช้ฉาบและเคลือบเงาผิวโลหะต่างๆ เพื่อความเงางาม ทนต่อการกัดกร่อน สารเพิ่มความคงตัวของพลาสติกจำพวกพีวีซี ผลิตเม็ดสี ผลิตแบตเตอรี่ขนาดเล็ก
สามารถพบแร่แคดเมียมได้ในอาหาร น้ำ เหมือง และส่วนน้ำทิ้ง น้ำเสีย หรือกลุ่มผู้สูบบุหรี่ และยังสามารถพบกากแร่แคดเมียมในสีที่ผสมใช้กับบ้าน หรืออาคาร การพบแคดเมียมในประเทศไทยนั้นเป็นผลมาจากการผลิตของโรงงานสังกะสี และพบการปนเปื้อนสารแคดเมียมมากในตะกอนดิน หากร่างกายสูดดม หรือบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อ ปวดท้อง ปอด ไต และตับ จะถูกทำลายจนถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด
การลักลอบจัดเก็บซึ่งมิได้เป็นกิจการที่มีการใช้สารแคดเมียมเป็นวัตถุดิบ ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ
2.สาร Basic Yellow 2 หรือ BY2 สารประกอบอินทรีย์ที่ใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้านเป็นสารย้อมสีชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นสีเหลืองสด สามารถละลายน้ำได้ดี ทนแสง ทนร้อนได้ มักถูกใช้ในการย้อมสีในอุตสาหกรรมกระดาษและสิ่งทอ รวมถึงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้สารนี้เป็นสารก่อมะเร็ง และกระทรวงสาธารณสุขของจีนจัดให้สารนี้เป็นสารที่กินไม่ได้เมื่อปี 2551
สารชนิดนี้มีกลุ่มผู้ค้าทุเรียนที่แอบลักไก่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตทุเรียนเพื่อเพิ่มความสวยงาม สีเหลืองสด ดูใหม่ น่ารับประทาน ดึงดูดผู้บริโภค แต่การใช้สารประกอบอินทรีย์ที่ใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้านนี้ในทุเรียนถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อันตรายต่อผู้บริโภคอย่างมาก และอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ทำลายระบบประสาท และนำไปสู่การก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้
ตามกฎหมายไทย ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 “Basic Yellow 2 หรือสารประกอบอินทรีย์ที่ใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้าน” จัดเป็นสารต้องห้ามตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข มีคุณสมบัติเป็นสารเคมี ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค การใช้สารนี้กับทุเรียนถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำ ทั้งปรับ
ทั้งนี้ 2 สารปนเปื้อนดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งแก้ไขและป้องกัน เนื่องจากสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่าแสนล้าน และผลกระทบต่อชื่อเสียงทุเรียนไทย มีผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน
⦁เดือดร้อนทั่ววงการทุเรียนไทย
ภายหลังประเทศจีนพบทุเรียนจากไทยมีการปนเปื้อนสารแคดเมียมและสารชุบสีทุเรียนในปี 2567 ลามถึงเดือนมกราคมของปีนี้ จนต้องระงับการนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทยนั้น ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการกิจการสวนทุเรียนต่างเดือดร้อนกันทั่ววงการทุเรียน ส่งผลให้ต่อมาสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด (DMA) และสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ (MAFTA) ออกประกาศขอความร่วมมือสมาชิกงดการใช้สารชุบสีทุเรียน
โดย นายภาณุวัชร์ ไหมแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด (DMA) และ นายกมล ภูมิพงษ์ไทย นายกสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ (MAFTA) ต้องออกประกาศขอความร่วมมือสมาชิกงดการใช้สารชุบเติมแต่งสีในกระบวนการผลิตทุเรียนเพื่อการส่งออกไปประเทศจีน มีใจความดังนี้
ตามที่หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนได้ตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหารของทุเรียนไทยที่นำเข้ามาประเทศจีน พบปัญหาการใช้สารย้อมสีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “Basic Yellow 2” ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ลักษณะเป็นผงสีเหลือง ใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้าน ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้สารนี้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2B
วันที่ 8 มกราคม 2568 จีนกำหนดให้ทุเรียนทุกล็อตสินค้าที่ส่งออกจีนต้องแนบผลวิเคราะห์สารย้อมสีเหลือง หรือ Basic Yellow 2 และผลต้องไม่พบ โดยจีนจะสุ่มที่ด่านนำเข้าสินค้าทุกล็อต หากพบจะระงับทันที มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ก่อนการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยพืช ในสินค้าทุเรียนทุกตู้ต้องมีเอกสารผลทดสอบ ทั้งสารย้อมสีเหลือง และแคดเมียมแนบไปทุกครั้ง
ทางสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด (DMA) และสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ (MAFTA) ขอความร่วมมืองดการใช้สารชุบเติมแต่งสีในกระบวนการผลิตทุเรียนเพื่อการส่งออกไปประเทศจีน ตามเงื่อนไขที่ทางการจีนกำหนดมาเรื่องการตรวจสารย้อมสีเหลือง หรือ Basic Yellow 2 (BY2) มิให้ปนเปื้อนตกค้างในสินค้าทุเรียน หากมีการพบสารย้อมสีเหลือง หรือ Basic Yellow 2 (BY2) จะส่งผลให้ถูกระงับการนำเข้าสินค้าที่ตรวจพบทันที
ทั้งนี้ การตรวจพบสารดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร และชุดเฉพาะกิจพญานาคราช ลงตรวจโรงคัดบรรจุ หรือล้ง ที่ จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 พบผู้ประกอบการ (บางราย)ใช้สารที่มีการนำเข้ามาจากประเทศจีนโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน และไม่ผ่านมาตรฐานของ อย.จำนวนมาก เข้ามาผสมและชุบทุเรียน จึงได้แจ้งให้หยุดใช้และตักเตือน แต่พบว่าคล้อยหลังไปอีก 1 เดือน มีการลงไปตรวจพบยังมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวโดยกลุ่มทุนจีนเดิม และได้มีการทำหนังสือเตือนผู้ประกอบการที่ตรวจพบ
เมื่อสอบถามคนงานพบว่า นายทุนชาวจีนเป็นผู้ดำเนินการสั่งสารเข้ามา และสั่งให้คนไทยผสมตามคำสั่งนายทุนจีนอย่างเดียว
ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและค่อนข้างกังวลเป็นอย่างมาก เนื่องจากในปี 2567 จีนมีการแจ้งเตือนพบทุเรียนที่ส่งออกจากไทยปนเปื้อนแคดเมียมมาแล้วถึง 6 ครั้ง จำนวน 16 ชิปเมนต์ จากโรงคัดบรรจุ 12 ราย แหล่งผลิต จำนวน 15 สวน ถึงแม้ว่ากรมวิชาการเกษตรจะสั่งระงับการส่งออกทุเรียนและมีการสอบสาเหตุเบื้องต้นแล้วนั้น แต่ดูเหมือนว่ากระทรวงเกษตรฯจะต้องเข้มงวดในการปราบปัญหานี้ให้เด็ดขาด
ดังนั้น เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจัดประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 1/2568 โดย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข้อมูลภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ว่า ตามที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีการระงับการนำเข้าทุเรียนของประเทศไทยภายหลังตรวจพบการใช้สารประกอบอินทรีย์ลักษณะเป็นผงสีเหลือง ใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้าน (Basic Yellow 2) ในทุเรียนนั้น
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่นิ่งนอนใจ เพราะเป็นนโยบายที่รัฐมนตรีนฤมลได้เน้นย้ำความสำคัญในการควบคุมมาตรฐานสินค้าผักและผลไม้ จึงได้จัดประชุมพิจารณาวาระเร่งด่วนเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผัก ผลไม้ไทย ต่อมาที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบเพิ่มมาตรการตรวจเข้มข้น โดยตรวจทุกตู้ที่มีการส่งออก 100% รวมไปถึงการตรวจสารแคดเมียม หนอนทุเรียน และสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยด้วย หากตรวจพบจะดำเนินการตามบทลงโทษตามประกาศกรมวิชาการเกษตร
รัฐมนตรีนฤมลระบุต่อว่า กระทรวงเกษตรฯได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปตรวจตามล้งต่างๆ โดยพื้นที่ภาคใต้ที่ จ.ชุมพร และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ที่จะต้องดำเนินการก่อนเนื่องจากผลผลิตทุเรียนกำลังจะทยอยออกสู่ตลาด
ขณะเดียวกันในระหว่างการเตรียมความพร้อม รัฐมนตรีนฤมลย้ำอยากให้ความมั่นใจกับพี่น้องเกษตรกรว่า กระทรวงเกษตรฯพร้อมวางมาตรการใหม่ภายใน 10 วันและจะดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อยกระดับคุณภาพและความเชื่อมั่นในทุเรียนไทย พร้อมประสานกับกรมการค้าภายในช่วยดูแลเรื่องราคาทุเรียน ขอความร่วมมือผู้รับซื้อทุเรียนไม่ให้มีการกดราคา
นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2568 รัฐมนตรีนฤมลจะเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ และจะนำเรื่องดังกล่าวหารือกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of the People’s Republic China) : GACC ถึงการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในสินค้าผัก ผลไม้ของไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งออกสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร
ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรได้ออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง มาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ.2568 โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 10 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
ดังนี้ 1.กรณีที่มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ต้องใช้ทั้งชนิดและปริมาณที่ถูกต้อง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 หรือข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า 2.กรณีตรวจพบโรงคัดบรรจุใช้สารห้ามใช้ หรือมีสารห้ามใช้ไว้ในครอบครองจะถูกระงับการส่งออกและนำไปสู่การยกเลิกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืชก็ได้ และ 3.กรณีเจ้าหน้าที่สงสัยว่าทุเรียนมีการใช้สารห้ามใช้ ให้มีอำนาจสั่งให้โรงคัดบรรจุนำผลทุเรียนนั้นไปตรวจวิเคราะห์กับห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกใบรับรองสุขอนามัยพืช
โดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้สถิติการส่งออกผลไม้ไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ปี 2565-2567 พบว่าปริมาณการส่งออกทุเรียนลดลง แต่ไทยยังถือว่ายังไม่หมดหวัง เพราะปริมาณการส่งออกลำไยสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา จากภาพรวมปี 2567 ไทยส่งออกผลไม้ไปสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวนรวมทั้งสิ้น 101,884 ตู้/ชิปเมนต์ ปริมาณรวม 1,824,815 ตัน มูลค่ารวม 134,954 ล้านบาท มีปริมาณการส่งออกลดลงจากปี 2566
โดยปี 2567 ส่งออกทุเรียน จำนวน 52,960 ตู้/ชิปเมนต์ ปริมาณ 824,777 ตัน มูลค่า 88,806 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 ส่งออก 57,000 ตู้/ชิปเม้นต์ ปริมาณรวม 945,900 ตัน มูลค่ารวม 120,469 ล้านบาท
⦁จีนไฟเขียวส่งออกทุเรียนไทย
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการประชุมและเริ่มดำเนินการตามแผนงานการตรวจสอบอย่างเข้มงวดนั้น ล่าสุดกรมวิชาการเกษตรแจ้งข่าวดี โดยสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) อนุมัติการส่งออกทุเรียนไทยไปยังจีนได้แล้ว แต่ต้องมีเอกสารรับรองตรวจวิเคราะห์สารประกอบอินทรีย์ลักษณะเป็นผงสีเหลือง ใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้าน (Basic Yellow 2) และแคดเมียม พร้อมเปิดเผยศักยภาพห้องปฏิบัติห้องวิเคราะห์
โดยนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ภายหลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปยังประเทศจีน ขณะนี้สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ได้พิจารณาและรับทราบถึงรายละเอียดของวิธีการตรวจ และเอกสารรับรองผลการตรวจสอบ (Test Report) ของห้องปฏิบัติการในประเทศไทย ในการตรวจสอบสารประกอบอินทรีย์ลักษณะเป็นผงสีเหลือง ใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้าน (Basic Yellow 2) หรือ BY2 และแคดเมียมในทุเรียนไทย พร้อมยอมรับการส่งออกทุเรียนจากประเทศที่มีเอกสารการรับรองผลการตรวจสารประกอบอินทรีย์ลักษณะเป็นผงสีเหลือง ใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้าน (Basic Yellow 2) หรือ BY2 และแคดเมียมจากห้องปฏิบัติการของประเทศไทยแล้ว
อธิบดีรพีภัทร์ยังระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองความสามารถในการทดสอบสารประกอบอินทรีย์ลักษณะเป็นผงสีเหลือง ใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้าน (Basic Yellow 2) BY2 และแคดเมียม ในทุเรียนผลสดส่งออกจากไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาเชียงใหม่, บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาสงขลา
บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขากรุงเทพฯ, บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาฉะเชิงเทรา, บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาสมุทรสาคร และบริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน) (AMARC)
โดยห้องปฏิบัติการ (Lab) ดังกล่าวจะมีศักยภาพในการตรวจวิเคราะห์รวมกันได้ 700 ตัวอย่าง/วัน ใช้เวลาตรวจวิเคราะห์ประมาณ 48 ชั่วโมง นอกจากนี้สัปดาห์หน้าจะมีห้องปฏิบัติการเพิ่มอีก 4 แห่ง ส่งผลให้ตรวจวิเคราะห์สารดังกล่าวได้กว่า 1,500 ตัวอย่าง/วัน กรมวิชาการเกษตรได้จัดตั้งจุดรับให้ผู้ประกอบการสามารถนำส่งตัวอย่างผลทุเรียนสดเพื่อตรวจวิเคราะห์สาร BY2 และแคดเมียม ณ ตลาดมรกต จ.ชุมพร และองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี จ.จันทบุรี
อธิบดีรพีภัทร์ยังทิ้งท้ายว่า กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดมาตรการ 4 ไม่ เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนไทย ปี 2568 ได้แก่ ไม่อ่อน/ไม่หนอน/ไม่สวมสิทธิ/และไม่มีสี ไม่มีสารเคมีต้องห้าม พร้อมมีเป้าหมายในการใช้สี การใช้สารเคมีเป็นศูนย์ในโรงคัดบรรจุทั้งหมด จึงเน้นย้ำต่อสารวัตรเกษตรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ และหากมีการตรวจพบสารผงสีเหลืองและสารเคมีที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน จะยกเลิกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืชทันที
จะปิดดีลทวงคืนชื่อเสียงทุเรียนไทยกลับมายั่งยืนหรือไม่ รอติดตาม!!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐระดมเครื่องมือ แก้วิกฤตสารปนเปื้อน ปลดล็อกส่งออก ‘ทุเรียนไทย’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th