โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

เลี้ยงลูกแบบแพนด้า (Panda Parenting) คืออะไร มีข้อดีอย่างไรบ้าง

Mood of the Motherhood

เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2567 เวลา 01.59 น. • Features

การเลี้ยงลูกแบบแพนด้า (Panda Parenting) หมายถึง รูปแบบการเลี้ยงลูกแบบปล่อยวางและยึดหลักการไว้วางใจให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง คำว่า Panda Parenting หรือ เลี้ยงลูกแบบแพนด้า ถูกพบครั้งแรกในหนังสือ How to Raise Successful People: Simple Lessons for Radical Results โดย Esther Wojcicki—ผู้เขียน ได้อธิบายไว้ว่า “การปล่อยวางและให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ขี้เกียจเลี้ยงลูก แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้มีอิสระ แทนที่จะคอยช่วยเหลือตลอดเวลา และพ่อแม่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือก็ต่อเมื่อลูกๆ ต้องการเท่านั้น” ดังนั้น หัวใจสำคัญของการ เลี้ยงลูกแบบแพนด้า คือหมายถึงการเลี้ยงลูกที่เน้นให้ลูกรู้สึกมั่นใจในตัวเอง และมีความเชื่อมั่นว่าแม้ทำผิดพลาด ก็ยังมีคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจ ให้อภัย และพร้อมที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ จึงทำให้ลูกรู้สึกเป็นอิสระ แต่ไม่โดดเดี่ยวทางใจ และแน่นอนว่าการที่เราจะได้เด็กที่เติบโตอย่างมีคุณภาพเช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอนหลักการ เลี้ยงลูกแบบแพนด้า 1. สนับสนุนแต่ไม่ทำแทนทุกอย่าง

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็นลูกประสบปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่น ผูกเชือกรองเท้าเองไม่ได้ ไม่ควรและไม่จำเป็นต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือหรือทำให้ลูกทันที แต่ควรที่จะเปิดโอกาสให้ลูกลองคิดและแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อนและคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยเฉพาะจุดที่จำเป็น เช่น การอธิบายแนวทางที่ง่ายขึ้น หรือการยกตัวอย่างเพื่อให้ลูกเข้าใจมากขึ้น โดยที่ลูกยังคงเป็นผู้ดำเนินการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะช่วยฝึกฝนให้ลูกมีทักษะความมั่นใจและความสามารถในการพึ่งพาตัวเองต่อไปได้2. ให้ลูกลองเผชิญความท้าทายบ้าง

เพราะการเลี้ยงลูกแบบแพนด้า ไม่ได้หมายถึงการปล่อยลูกตามลำพัง แต่คือการหาสมดุลระหว่างการสนับสนุนและการให้อิสระ เพื่อปลูกฝังให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบและมั่นใจในตัวเอง เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เผชิญกับความท้าทายบ้าง ไม่จำเป็นต้องกีดกันลูกจากสถานการณ์ที่ยากหรือน่ากลัวทุกครั้ง หากลูกอยากลองทำสิ่งใหม่ เช่น การเล่นเสี่ยง ปีนต้นไม้ หรือทำอาหาร โดยมีคุณพ่อคุณแม่ดูแลอยู่ห่างๆ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นDr. Lilit Ayrapetyan นักจิตวิทยา กล่าวว่า การส่งเสริมความเป็นอิสระตามธรรมชาติ เด็กๆ จะเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง และรู้ว่าพ่อแม่จะอยู่เคียงข้างเพื่อคอยสนับสนุนพวกเขา ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร3. ส่งเสริมความรับผิดชอบในตัวลูก

การฝึกให้ลูกมีหน้าที่และความรับผิดชอบ เป็นการสร้างระเบียบวินัยในระยะยาว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกฝนให้ลูกได้ตั้งแต่ยังเล็กด้วยการมอบหมายหน้าที่เล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกทำ เช่น การเก็บของเล่น การทำการบ้านให้เสร็จตามเวลา หรือการช่วยงานบ้าน4. เชื่อมั่นในศักยภาพของลูกเข้าไว้

แม้ว่าลูกอาจจะยังเด็กและมีความสามารถจำกัดในบางเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่มองว่าเขาอ่อนแอหรือทำไม่ได้ เพราะลูกจะเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ ได้ หากได้รับโอกาสที่เหมาะสมเพราะฉะนั้น เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ลูกต้องตัดสินใจ เช่น เลือกว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนหรือไม่ คุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจและถามความคิดเห็นของลูก เช่น “ลูกคิดว่าอยากลองไหม หรือถ้าไม่ลอง ลูกจะรู้สึกเสียดายทีหลังหรือเปล่า” แทนที่จะตัดสินใจแทนลูก สิ่งนี้ช่วยให้ลูกได้ฝึกการตัดสินใจและยอมรับผลจากสิ่งที่เลือกอีกด้วย5. คุณพ่อคุณแม่เป็นที่ปรึกษาไม่ใช่ผู้ควบคุม

แทนที่คุณพ่อคุณแม่จะสั่งหรือบังคับให้ลูกทำตามที่คุณต้องการ ลองเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของลูกก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยให้คำแนะนำในฐานะผู้ให้คำปรึกษา เช่น หากลูกมีปัญหากับเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ก็ควรที่จะฟังสิ่งที่ลูกเล่าโดยไม่ตัดสิน และถามว่าเขาคิดว่าควรทำอย่างไร นอกจากนี้ยังควรพูดให้กำลังใจ เช่น “แม่เชื่อว่าลูกจัดการได้” หรือ “ลูกลองแบบนี้ไหม แล้วถ้าไม่ได้ผล เราค่อยหาวิธีใหม่ด้วยกัน” การเป็นกำลังใจให้ลูกแบบนี้ จะช่วยให้ลูกมั่นใจในตัวเองและรู้สึกว่าพ่อแม่พร้อมอยู่เคียงข้างเสมอเลี้ยงลูกแบบซาเทียร์ (Satir’s Model) : 5 รูปแบบการเลี้ยงลูกฉบับนักจิตบำบัด ที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอ้างอิงparents

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...