SCB EIC ชี้แนวโน้มธุรกิจโรงแรมในไทย อัตราเข้าพัก-ราคาห้องพักฟื้นตัวก้าวสู่การเติบโต
The Bangkok Insight
อัพเดต 12 ธ.ค. 2567 เวลา 09.14 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2567 เวลา 09.14 น. • The Bangkok InsightSCB EIC เผยแนวโน้มธุรกิจโรงแรมในไทย ฟื้นตัวตามการท่องเที่ยว ทั้งอัตราเข้าพัก-ราคาห้องพัก จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่กลับมาเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน
ธุรกิจโรงแรม เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวโดยตรง ด้วยรายได้หลักของธุรกิจมาจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จากการให้บริการด้านที่พักอาศัย การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม การจัดเลี้ยงและการประชุมสัมมนา รวมถึงการให้บริการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น บริการสปาเพื่อสุขภาพ และการให้เช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์
ธุรกิจโรงแรม ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ค่อนข้างสูงจากมาตรการจำกัดการเดินทางที่เข้มงวด แม้ทุกประเทศในโลกจะประกาศเปิดประเทศอย่างเป็นทางการแล้ว แต่การเดินทางระหว่างประเทศในหลายภูมิภาคยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากรัฐบาลจีนถือเป็นประเทศกลุ่มสุดท้ายที่ประกาศเปิดประเทศอนุญาตให้พลเมืองเดินทางระหว่างประเทศได้ในช่วงต้นปี 2566
ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศของจีนหลังประกาศเปิดประเทศ เติบโตแบบชะลอตัวจากปัญหาฟองสบู่ของภาคอสังหาริมทรัพย์ จึงทำให้การเดินทางระหว่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีนไม่เร่งตัวสูงมากนักในช่วงแรก และส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ที่มีกำลังซื้อสูง มากกว่ากลุ่มกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่อย่างเช่นแต่ก่อน
ทั้งนี้ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปี 2566 ฟื้นตัวมาอยู่ที่ราว 28 ล้านคนจากที่เคยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 40 ล้านคนในปี 2562 ด้วยเหตุนี้ธุรกิจโรงแรมจึงต้องพึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก ในระหว่างที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ขณะที่ภาครัฐเองได้ออกนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกันทั้ง 5 เฟส ที่สามารถจูงใจให้คนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศมากขึ้น จากตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนไทยในปี 2566 ที่สูงกว่าปี 2562 ราว 9% มาอยู่ที่ 248 ล้านคน ส่งผลบวกให้ธุรกิจโรงแรมในไทยยังสามารถฟื้นตัวได้สะท้อนจากตัวเลขอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 69% ของอุปทานห้องพักทั้งหมด ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2562 ที่ 70%
ขณะที่ราคาห้องพักเฉลี่ยยังฟื้นตัวอยู่ที่ราว 83% เมื่อเทียบกับปี 2562 จากการทำโปรโมชันแพ็กเกจราคาที่สามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักในช่วงการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรม
ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวของไทยกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 32 ล้านคน โดย 5 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซีย ซึ่งนักท่องเที่ยวจาก 5 ประเทศนี้เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่ถือสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทั้งหมด
อีกทั้ง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ยังมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะไกลอย่างนักท่องเที่ยวยุโรป และรัสเซีย ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2567 มีโอกาสแตะ 36.2 ล้านคน สร้างรายได้ให้ภาคการท่องเที่ยวราว 1.7 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ในปี 2568 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ราว 39.4 ล้านคนใกล้เคียงกับปี 2562 จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ ที่มีแนวโน้มเข้ามาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้น และการเติบโตของนักท่องเที่ยวชาติอื่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลาง รัสเซีย อิสราเอล และอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพที่เติบโตสูง ซึ่งการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเพิ่มขึ้นนี้คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ภาคการท่องเที่ยวได้ราว 2 ล้านล้านบาท
นักท่องเที่ยวไทยยังเติบโตได้ดี กระตุ้นเมืองน่าเที่ยวเห็นผล
จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว (เที่ยวเมืองรอง) ของภาครัฐทั้งมาตรการลดหย่อนภาษี รวมถึงโครงการ แอ่วเหนือคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภาคเหนือ หลังธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส่งผลให้ในปี 2567 นักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยมีแนวโน้มเติบโตราว 9% มาอยู่ที่ 270.2 ล้านคน และในปี 2568 คาดว่าจะเติบโตชะลอตัวเล็กน้อยที่ 2% มาอยู่ที่ 275.6 ล้านคน
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไทยเติบโตในอัตราที่ชะลอลง ได้แก่ ความเปราะบางของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการวางแผนท่องเที่ยวและการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว รวมถึงการเดินทางไปต่างประเทศของนักท่องเที่ยวไทย ที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการฟรีวีซ่า และแพ็กเกจเที่ยวต่างประเทศราคาประหยัดที่ออกมาดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง
อัตราเข้าพัก-ราคาห้องพักฟื้นตัวก้าวสู่การเติบโต
ภาพรวมของธุรกิจโรงแรมทั่วประเทศในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตได้ดีทั้งอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ย ตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการเติบโตของนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย
ทั้งนี้ อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งประเทศคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 72% ขณะที่ราคาห้องพักเฉลี่ยเติบโตสูงกว่าปี 2562 ราว 8% และ 31% เมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการปรับราคาขึ้นของผู้ประกอบการโรงแรมตามต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้นและการนำเสนอบริการที่มีคุณภาพสูงตามความต้องการของผู้เข้าพัก
ในปี 2568 อัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเล็กน้อยจากสถานการณ์การท่องเที่ยวในไทยที่กลับสู่ภาวะปกติ โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งประเทศจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 74% และราคาห้องพักเฉลี่ยปรับสูงขึ้นราว 5%
อย่างไรก็ดี ธุรกิจโรงแรมในไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากอุปทานห้องพักที่จะทยอยเปิดให้บริการ สะท้อนได้จากตัวเลขการออกใบอนุญาตก่อสร้างเพื่อการโรงแรมในช่วงปี 2564-2566 กว่า 5,600 อาคารทั่วประเทศ และส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ อย่าง ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และพังงา รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวในเมืองน่าเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทยอย่างน่าน เชียงราย และจันทบุรี
อีกทั้ง ตัวเลขการออกใบอนุญาตก่อสร้างเพื่อการโรงแรมทั่วประเทศ ในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ยังเพิ่มสูงถึงกว่า 1,200 อาคารหรือเพิ่มขึ้นกว่า 38% ส่งผลให้การแข่งขันมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกต่อเนื่อง และอาจเข้าสู่ภาวะอุปทานห้องพักส่วนเกินในบางพื้นที่ ซึ่งจะกดดันการเติบโตของอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในระยะข้างหน้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงแรมมีโอกาสหันมาใช้กลยุทธ์ด้านราคามากขึ้น ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว และจะกระทบต่อการเติบโตของราคาห้องพักเฉลี่ยตามไปด้วย
ธุรกิจโรงแรมในไทยที่มีศักยภาพในการฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้ค่อนข้างเร็ว และก้าวเข้าสู่ช่วงของการเติบโตแล้ว ได้แก่
1. กลุ่มโรงแรมและรีสอร์ตระดับบน (Upscale/Upper Upscale) และระดับลักชัวรี่ (Luxury) เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางออกไปท่องเที่ยวในต่างประเทศเป็นกลุ่มแรกหลังการเปิดประเทศคือกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง อีกทั้ง โรงแรมและรีสอร์ตในกลุ่มนี้ยังได้รับอานิสงส์ต่อเนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพที่มีการเติบโตสูงอย่างกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่ใช้จ่ายในระหว่างท่องเที่ยวสูงอีกด้วย
2. กลุ่มโรงแรมที่ตั้งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างภูเก็ตและกรุงเทพฯ ที่รายได้ของธุรกิจโรงแรมโดยรวมสูงกว่าปี 2562 แล้ว รวมถึงกลุ่มโรงแรมและที่พักที่ตั้งในเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) ที่ภาครัฐออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนเมืองน่าเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเที่ยวเกิน 1 ล้านคนในช่วงมกราคม-ตุลาคม 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 33 จังหวัดจาก 27 จังหวัดในปี 2562 โดยเมืองน่าเที่ยวที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวไทย ได้แก่ สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี และเชียงราย
3. กลุ่มโรงแรมที่สามารถปรับตัวให้สอดรับกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ และเมกะเทรนด์ต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อเทรนด์การท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น นักท่องเที่ยวรัสเซียและอิสราเอลมีโอกาสเดินทางมาไทยมากขึ้นจากผลกระทบของภาวะสงครามและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, Wellness tourism จากกระแสการใส่ใจสุขภาพและการเติบโตของสังคมสูงวัย, Workation จากการขยายตัวของ Gig economy และการเพิ่มขึ้นของกลุ่ม Digital nomad เป็นต้น
อย่างไรก็ดี แม้ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ภาคการท่องเที่ยวของไทยมีแนวโน้มเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น จากการออกนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐในหลายประเทศ ที่หันมาใช้นโยบายฟรีวีซ่าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายสำคัญที่มีกำลังซื้อสูง ไม่ว่าจะเป็นในฝั่งเอเชีย อย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย รวมถึงฝั่งยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี
ดังนั้น ภาครัฐและภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทย จึงต้องโปรโมตการท่องเที่ยวไทยในทุกช่องทางอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเป็นกระแสและยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอีกปัจจัยกดดันสำคัญของการดำเนินธุรกิจโรงแรมในปัจจุบัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ใส่ใจด้านความยั่งยืนมากขึ้น อีกทั้ง ธุรกิจโรงแรมชั้นนำของโลกต่างออกมาตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero target) ภายในปี 2593 โดยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจโรงแรมราว 40% เกิดจากการใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก (Scope 2)
ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมหลายแห่งทั่วโลก ต่างนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้มากขึ้น เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า เช่น การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน การนำระบบอัจฉริยะมาใช้ และการเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานสะอาดอย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เป็นต้น ซึ่งแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังรวมถึงการส่งเสริมให้ผู้เข้าพักและ Suppliers ของโรงแรมมีส่วนร่วมในการก้าวสู่เป้าหมายแห่งความยั่งยืนร่วมกันอีกด้วย
บทวิเคราะห์โดย ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ไทยพาณิชย์ ขานรับ 'คุณสู้ เราช่วย' สร้างวินัย แก้หนี้ครัวเรือนยั่งยืน
- SCB EIC ส่องธุรกิจค้าปลีกปี 68 หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันโต 5.1%
- ส่องสินค้าเกษตรไทย 10 เดือน ส่งออกกว่า 1.5 ล้านล้าน เกินดุล 9 แสนล้าน
ติดตามเราได้ที่