โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Thai PBS Verify ร่วมเสวนากลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อลด “ความเข้าใจผิด-อคติ-การตีตรา” สู่การยอมรับตัวตนในพื้นที่สื่อ

Thai PBS

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS
Thai PBS Verify ร่วมเสวนาฟังเสียงสะท้อนของคนทำงานสื่อสารชนเผ่าพื้นเมือง และภาคประชาสังคม เพื่อสกัดวงจรเฟคนิวส์และการตีตราทางภาษา พร้อมเปิดทางสู่การสร้างระบบนิเวศสื่อใหม่ ที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

สังคมไทยในปัจจุบันถือว่าก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการยอมรับความหลากหลาย ไม่ว่าจะด้วยเพศสภาพ หรือความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งการพัฒนาของสื่อโซเชียลมีเดีย ถือเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญของ "คนชายขอบ" ในนามกลุ่มชาติพันธุ์ ที่สามารถสะท้องเสียงของตนเองได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการนำเสนอข่าวของสื่อ ที่มักนำข่าวในโซเชียลมีเดียมารายงานได้ง่ายดาย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จากการพัฒนาของเทคโนโลยีด้วยเช่นเดียวกัน

แต่ในทางกลับกันปริมาณที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ได้การันตีความเข้าใจที่ถูกต้องเสมอไป เพราะจากการสำรวจประสบการณ์กลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองในการเผชิญอคติ พบว่ากลุ่มชาติพันธุ์จากจำนวน 119 คน มีถึง ร้อยละ 45 ที่เคยมีประสบการณ์ของการเผชิญอคติ มาแล้วทั้งสิ้น

ข้อมูลดังกล่าว ทำให้ภาคีเครือข่าย นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน คนทำงานสื่อ และกลุ่มชาติพันธุ์ จึงได้เปิดวงสนทนาร่วมกัน เพื่อสะท้อนภาพสถานการณ์ที่เป็นจริง โดยมีหัวใจสำคัญคือการปรับจูน "เลนส์" ของการสื่อสารให้ตรงจุด เพื่อให้สังคมมองเห็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่ากันภายใต้ความต่างทางอัตลักษณ์

เสียงสะท้อนย้ำชัด กลุ่มชาติพันธุ์คือ "พลเมืองไทย"

คุณพนม ทะโน จากเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) ผู้ที่คลุกคลีและขับเคลื่อนประเด็นการสื่อสารเรื่องชนเผ่าพื้นเมืองมาอย่างยาวนาน ให้ข้อมูลกับ Thai PBS Verify ว่า ข้อมูลจากกระทรวงวัฒนธรรมและพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ระบุชัดเจนว่า บ้านเรามีกลุ่มชาติพันธุ์อย่างน้อย 60 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวัฒนธรรม วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ และรากเหง้าความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงต้องการที่จะสื่อสารให้ประชาชน สื่อสารให้สังคม โดยเฉพาะสังคมไทย เข้าใจว่า ความจริงแล้ว ภายใต้คำว่า "พลเมืองไทย" ก็มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์เยอะ เพื่อที่จะสร้างความรับรู้ ความมีตัวตนในสังคมไทย เพื่อที่จะทำให้คนเหล่านี้ไม่ถูกมองเป็นคนอื่น

[caption id="attachment_16056" align="aligncenter" width="1024"]

พนม ทะโน จากเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN)[/caption]

ประเด็นต่อมาคือหลาย ๆ กลุ่มมักเคยพบเจอกับข้อท้าทายในมิติของเรื่องเล่าในเชิงลบ ทั้งในเรื่องของวิถีชีวิต การมีตัวตนในทางลบ ซึ่งต้องยอมรับว่ายังคงมีอยู่ จึงเป็นเหตุผลหลักที่ต้องมีการพูดคุยกับสื่อมวลชน หรือองค์กรวิชาชีพสื่อ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้อยู่บนข้อเท็จจริง ปราศจากอคติ และยุติในเรื่องของการตีตราเหมารวม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะการเหมารวมเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย หากไม่พึงระวัง แต่ผลกระทบส่งผลกระทบที่ยาวนาน

"ภาพเดิมที่ระบุว่า ชาวเขาทำลายป่า ที่ถือเป็นมายาคติเดิม ๆ มักจะถูกผุดขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ ซึ่งล้วนมาจากการเหมารวมในอดีต หรือการที่เมื่อเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มักจะถูกนำมาโยงหรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยหากไปดูรายงานข่าว หรือคดีอาชญากรรม หากไปดูคดีอื่น ๆ จะเห็นว่ามักจะใช้คำอื่นในการเรียกผู้ต้องหา เช่น หนุ่มเหนือ แต่เมื่อเกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ มักจะถูกใช้ชื่อเฉพาะ เช่น ชาวม้ง ชาวกะเหรี่ยง ลีซอ ลีซู ซึ่งคำเหล่านี้ส่งผลกระทบกับชาติพันธุ์ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือผู้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่กลับต้องกลายเป็นผู้ที่มาแบกรับตราบาปเหล่านี้ไปด้วย จนกลายเป็นลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้ถูกปฏิบัติ หรือมีความเท่าเทียมกัน จนนำไปสู่การปิดบังตัวตน หรือการไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็นกลุ่มชนเผ่าใด ซึ่งในอดีตเคยเกิดเรื่องเหล่านี้กับตนเองในสมัยที่เรียน จึงเป็นที่มาในวันนี้ ที่อยากจะมาชวนให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มาสร้าง "ภูมินิเวศสื่อ" (Ecosystem) ที่มีการสร้างสรรค์ มากกว่าการ ตีตราเหมารวมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง"

ผลการศึกษาชี้ "สังคม-เทคโนโลยี AI" ทำกลุ่มชาติพันธุ์ถูกลืมได้มากยิ่งขึ้น

อาจารย์ ดร.วศิน ปั้นทอง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการเมือง การพัฒนา และระบบโครงสร้างสื่อไทย เปิดเผยถึงผลการศึกษาที่พบว่า บทบาทของสื่อในเรื่องการส่งเสริมความเป็นมนุษย์มีส่วนสำคัญ โดยยกตัวอย่างสื่อจำนวนมากในต่างประเทศ เช่น แคนาดา หรือออสเตรเลีย ที่มีชนพื้นเมืองที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อ และขณะเดียวกันก็มีการนำเสียงของผู้คนในพื้นที่ พยายามผลักออกมาสู่กระแสหลัก และที่สำคัญสามารถสร้างองค์ความรู้และการรับรู้ชุดใหม่ให้กับสังคมได้ ซึ่งตอบโจทย์เรื่องของ Visibility หรือ การถูกมองเห็น ของชนกลุ่มน้อย หรือชนพื้นเมืองได้

"อีกหนึ่งเรื่องที่ถือเป็นปัญหาที่พบ คือการเมืองในเรื่องของการนับ ไม่นับว่าใครจะเป็นผู้ที่ถูกยอมรับ หรือเป็นสมาชิกของสังคม ซึ่งจุดนี้สื่อมีบทบาทเป็นอย่างยิ่ง เพราะในหลายประเทศคนจำนวนหนึ่งถูกนับเพื่อที่จะไม่นับรวม หมายถึงกลุ่มคนเหล่านี้ถูกนับ แต่เป็นการถูกนับออกจากสังคม ซึ่งหน้าที่ของสื่อจึงมีหน้าที่สำคัญในการนำคนเหล่านี้กลับเข้ามา และไม่ได้จำเป็นเฉพาะคนกลุ่มน้อยหรือชนพื้นเมืองเท่านั้น แต่อาจจะรวมถึงกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ ประชากรผู้อพยพ หรือผู้ที่เป็นแรงงานข้ามชาติด้วย ซึ่งสื่อมีบทบาทสำคัญในการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือยืนยันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับคนกลุ่มนี้"

นอกจากนี้ยังได้ให้ความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Online Harassment หรือ การคุกคามทางออนไลน์เอาไว้ว่า จากการศึกษาจำนวนหนึ่งถูกชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่านักเคลื่อนไหว หรือคนในระบบสื่อโซเชียลมีเดีย คนกลุ่มนี้พยายามที่จะสื่อสารเพื่อที่จะต่อต้านกับการถูกมองด้วยอคติ แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มคนกลุ่มนี้กลับถูกการคุกคามทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์

[caption id="attachment_16057" align="aligncenter" width="1024"]

อาจารย์ ดร.วศิน ปั้นทอง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์[/caption]

อีกปัญหาก็คือ visibility and Invisibility หรือ การถูกมองเห็น และการทำให้มองไม่เห็น ในระบบสื่อผ่านเทคโนโลยี AI ที่มีอยู่ หรือทางสังคมออฟไลน์ที่มีอยู่ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้ทำให้เห็น 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ การมองว่าเราเป็นใคร เขาเป็นใคร ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่เราจะต้องพิจารณา โดยงานวิจัยจำนวนหนึ่งก็พยายามที่จะจัดการกับเรื่องนี้ โดยผลการวิจัยพบว่า วิธีการจัดการนั้น เราสามารถที่จะขยายให้ต่างฝ่ายต่างเคารพซึ่งกันและกัน ผ่านการตระหนักในความแตกต่าง ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นฐานของพหุวัฒนธรรม ซึ่งแพลตฟอร์มต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นมาตรฐาน เพราะอย่างน้อยหากแพลตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้มีพื้นที่ให้กับเจ้าของความรู้จริง ๆ ในชุมชนนั้น ได้สื่อสารกับสังคมในวงกว้างขึ้น ซึ่งหากที่จะทำได้นั้นจำเป็นที่จะต้องอาศัยแพลตฟอร์มและภาควิชาการในการเสริมพลังของกันและกัน

ข่าวปลอม-อคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ แก้ไขได้ยากเพราะ "อัลกอริทึม"

นายณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส จาก Thai PBS Verify ให้ความคิดเห็นถึงปัญหาข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเชื่อมโยงกับอคติ ว่าแม้ข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์จะถือเป็นประเด็นที่ไม่ได้พบบ่อยนัก แต่หากมีข่าวเหล่านี้เกิดขึ้นมา เรามักจะพบว่าข่าวปลอมเหล่านี้จะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต เช่น การทำไร่เลื่อนลอย หรือ การเผาป่า ที่มักจะนำกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไปเชื่อมโยง หรือสร้างความเกี่ยวข้องกับข่าวเหล่านั้น

[caption id="attachment_16058" align="aligncenter" width="1024"]

ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS[/caption]

"การขาดความรู้เรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ของสื่อ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การสื่อสารตอบโต้ หรือการเผยแพร่ข่าว กลับกลายเป็นการขยายข่าวปลอม หรือความเข้าใจผิดเพิ่มได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะต้องยอมรับว่า การขาดผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่มชาติพันธุ์ และการตรวจสอบย้อนกลับของสื่อ ที่ทำได้เพียงการสอบถามไปยังหน่วยงานต้นทาง หรือนักข่าวในพื้นที่ที่เป็นผู้รายงานข่าวนั้น จึงเป็นข้อจำกัดของการตรวจสอบ และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องอยู่ในปัจจุบัน"

นอกจากนี้ยังสะท้อนว่า "อัลกอริทึม" ที่ส่งต่อแต่สิ่งที่ผู้คนสนใจ และไม่ได้ส่งเรื่องราวหรือข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านี้ไปถึงทุกคนได้มากเพียงพอ ทำให้ผู้ที่ได้รับข่าวสารส่วนใหญ่ มักได้รับข่าวสารจากความสนใจจากยอดไลก์ของข่าว หรือเรื่องราวที่มีการพูดถึงเพียงเท่านั้น แต่หากข่าวจริงหรือข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว แต่ไม่ได้รับความนิยมหรือความสนใจเพียงพอ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็จะไม่เผยแพร่เรื่องราวให้ไปสู่สาธารณะได้อย่างที่ควรจะเป็น

สื่อควรทำหน้าที่สร้างพื้นที่ให้ทุกคน

คุณปวีณ์วิสุทธิ พัชร์ธาราเดชา จากเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง Media For Change ให้ความคิดเห็นถึงการแก้ปัญหาจากมุมมองของภาคประชาสังคมว่า การส่งเสริมทางดิจิทัลของชนเผ่าพื้นเมือง จำเป็นที่จะต้องเริ่มจากการที่ทำให้ชุมชนสามารถที่จะเข้าถึงเทคโนโลยีได้ก่อน รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นให้ถูกต้อง เครือข่ายฯ อยากให้สนับสนุนให้ชุมชนในพื้นที่ออนไลน์ ไม่ใช่เพียงแค่นำเสนอโดยคนนอก แต่หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจากผู้ที่สื่อสาร ให้เป็นการสื่อสารด้วยตนเองด้วย

[caption id="attachment_16059" align="aligncenter" width="1024"]

ปวีณ์วิสุทธิ พัชร์ธาราเดชา เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง Media For Change[/caption]

นอกจากนี้มองว่า การส่งเสริมอัตลักษณ์ ข้อเท็จจริง และสิทธิพลเมืองในยุคดิจิทัล สื่อสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้สังคมที่มีความหลากหลายของชนเผ่าพื้นเมือง ผ่านเรื่องราวที่มาจากเจ้าของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นภาษา ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ความเชื่อ ศิลปะวัฒนธรรม หรือประเด็นสิทธิ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ข้อย่อย ได้แก่

  • การสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนของชุมชนเปิดโอกาสให้ชนในชุมชนเป็นผู้เล่าเรื่องและกำหนดประเด็นที่จะสื่อสารด้วยตนเอง
  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงลดการนำเสนอข้อมูลแบบเหมารวม เช่น การมองชนเผ่าพื้นเมืองเป็นคนชายขอบ หรือเชื่อมโยงกับภาพจำบางอย่างโดยไม่มีบริบท เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถตั้งอคติในการเลือกปฏิบัติ และควรสื่อสารเรื่องสิทธิต่าง ๆ มาสื่อสารในรูปแบบที่คนทั่วไปเข้าถึงได้
  • บทบาทการทำงานและแนวทางปฏิบัติของแต่ละคน สำหรับการทำงานของเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่สามารถทำได้ในทุก ๆ วันนี้มีตั้งแต่เรื่องเล็ก ไปจนถึงเรื่องการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม

"ข้อเสนอคือไม่ควรคิดว่าสื่อเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่สื่อควรทำหน้าที่สร้างพื้นที่ให้ทุกคนได้พูด ได้รับฟัง และมีส่วนร่วมในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงของสังคม และควรมีเวทีให้ทุกหน่วยงานได้มีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนาร่วมกัน"

"สื่อสารเชิงรุก" ความต้องการของตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่

นายทินภัทร ภัทรเกียรติทวี สื่อท้องถิ่นชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ และเจ้าของเพจโพควา โปรดักชั่น ให้ความคิดเห็นถึงข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาด้านอคติของกลุ่มชาติพันธุ์ของสื่อว่า จากประเด็นที่มีการพูดคุยในครั้งนี้ โดยระบุว่า มีข้อเสนอ 2 ข้อคือ เนื่องจากปีที่ผ่านมาประเทศไทยเพิ่งจะผ่านการมี พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นส่วนของการกำหนดในเรื่องของกฎหมายของบ้านเมือง แต่ในส่วนของนิเทศศาสตร์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวาระที่ต้องการการผลักดันให้เกิดวาระร่วม หรือการสื่อสารเชิงรุกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือกำกับดูแลสื่อในประเทศ โดยเฉพาะการสร้างหลักสูตรการสื่อสารกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อที่จะให้สังคมได้ทราบว่ามีศัพย์หรือคำใดบ้าง ที่สื่อควรหรือไม่ควรจะใช้ รวมถึงใช้โอกาสนี้ในการสร้างหลักสูตรร่วม และขยายไปสู่มวลชนอื่น ๆ ต่อไป

[caption id="attachment_16060" align="aligncenter" width="1024"]

ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี สื่อท้องถิ่นชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ และเจ้าของเพจโพควา โปรดักชั่น[/caption]

อีกข้อเสนอคือการบูรณาการการสื่อสารเชิงรับ ให้เห็นว่าสิ่งที่ดำเนินการอยู่นี้ ไม่ได้เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ แต่เป็นสิ่งเดิม หรือผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นมรดกบาปที่กดทับชีวิตและความเป็นมนุษย์ จึงเป็นสิ่งที่จะต้องสื่อสารต่อรอง ซึ่งในการสื่อสารเชิงรับมีประเด็นที่จะต้องสื่อสารให้เข้าใจถึงความถี่ และตนเชื่อว่าข้อเสนอในเรื่องการบูรณาการการสื่อสารเชิงรับนี้จะลดน้อยลง หากสามารถพัฒนาการสื่อสารเชิงรุกได้ดีมากยิ่งขึ้น

ปัญหาแก้ไม่ได้ หาก "แพลตฟอร์ม" ไม่ร่วมมือ

คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Cofact (ประเทศไทย) ให้มุมมองถึงการแก้ไขปัญหาดังกล่าวว่า ประเด็นของชนเผ่าพื้นเมืองมักจะพบในรูปแบบของ Misinformation หรือข่าวที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเกลียดชังอยู่เสมอ แม้จำนวนอาจจะไม่เท่าเรื่องอื่น ๆ แต่เมื่อประกอบกับยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนสามารถสะท้อนความคิดเห็นและแชร์มุมมองกันได้อย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์ เมื่อทำงานร่วมกับธรรมชาติของแพลตฟอร์ม จึงทำให้ข้อมูลเหล่านี้ไปได้รวดเร็วและหยุดยั้งได้ยากยิ่งขึ้น

[caption id="attachment_16061" align="aligncenter" width="1024"]

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Cofact (ประเทศไทย)[/caption]

"การแก้ปัญหาด้วยการตรวจสอบข้อมูลหักล้างหรือส่งเสริมความเข้าใจแล้ว ท้ายที่สุดจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ซึ่งเห็นได้จากบางเรื่องที่เป็นข่าวลวง ที่มาเป็นรูปแบบของแพตเทิร์น หรือมาเป็นระบบ หรือใช้อารมณ์สอดแทรก ใช้ภาษาที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง จึงจำเป็นที่จะต้องมีการกำกับดูแล"

หลังจากนี้คาดว่าอาจจะต้องมีข้อเสนอให้กับแพลตฟอร์มอีกครั้ง แต่การที่จะเสนอคนเดียวในระดับประเทศนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาข้ามประเทศ จึงจะทำโครงการระดมข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทยและองค์กรสื่อไทย เพื่อที่จะเรียกร้องการแก้ปัญหาข่าวลวงเชิงระบบ เพื่อที่จะนำไปรวบรวมกับภาคีระดับอาเซียนที่พบปัญหาเหล่านี้ด้วยเช่นเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ดินเค็ม น้ำเค็ม บ้านพัง 1 ทศวรรษเหมืองแร่โปแตชโคราช

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อดีตผู้สมัคร สว.ยื่นศาลฎีกา ฟ้องคัดค้านมติ กกต. (16 ก.ย.69) ตรงประเด็น

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...