โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ตร.ไซเบอร์ จับพนง.แบงก์ ขายเบอร์ลูกค้า ให้คอลเซ็นเตอร์

INN News

เผยแพร่ 15 ก.พ. 2567 เวลา 07.52 น. • INN News

ตร.ไซเบอร์ จับหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อธนาคารลอบขายข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า พบหลุดไปถึงมือคอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (15 ก.พ. 67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. หรือตำรวจไซเบอร์ แถลงผลปฏิบัติการจับกุมคดีอาชญากรรมออนไลน์ถึง 4 คดี ประกอบไปด้วย คดีจับเจ้าหน้าที่ธนาคารด้านสินเชื่อ นำข้อมูลส่วนบุคคลไปขาย, คดีจับกุมผู้ต้องหาเป็นธุระจัดหาพาคนไปเปิดบัญชีม้าที่ประเทศเพื่อนบ้าน, และคดีจับกุมเครือข่ายการพนันออนไลน์

ในคดีแรก คดีการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ตำรวจไซเบอร์สามารถจับกุมผู้ต้องหาลักลอบขายข้อมูลส่วนบุคคลได้กว่า 9 ราย จากปฏิบัติการณ์ 7 ครั้งที่ผ่านมา ต่อมาได้ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPC

จนพบว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อของสถาบันการเงินเอกชนแห่งหนึ่ง คือนายสุวรรณ (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ชาว จ.นนทบุรี มีพฤติการณ์ลักลอบนำข้อมูลของลูกค้าในสถาบันการเงินของตนเองมาดัดแปลง แก้ไขและจำหน่ายไปยังกลุ่มคนที่สนใจข้อมูล อาทิ ตัวแทนสินเชื่อ ตัวแทนประกัน และมีข้อมูลบางส่วนตกไปยังมือของกลุ่มมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางตำรวจไซเบอร์จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออำนาจศาลออกหมายจับนายสุวรรณในข้อหาล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น เนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคลไปเปิดเผยแก่ผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และ ทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ตำรวจไซเบอร์ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นบ้านพักของนายสุวรรณ ในพื้นที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พบตัวนายสุวรรณพร้อมของกลางได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือที่เก็บไฟล์ภาพข้อมูลของลูกค้า

จากการสอบปากคำ นายสุวรรณยอมรับสารภาพว่า ตนเองเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อในการประสานงานกับลูกค้า จึงเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ส่วนหนึ่ง ก่อนที่ทำการจดบันทึกและจัดทำเป็นไฟล์เอกสาร นำข้อมูลลูกค้าไปจำหน่ายให้แก่กลุ่มนายหน้าประกันหรือนายหน้าสินเชื่อของสถาบันการเงินอื่น ๆ โดยไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จากนั้นนายสุวรรณจะทยอยนำรายชื่อลูกค้าเครดิตดีและมีชื่อเสียง ครั้งละ 3,000 ถึง 5,000 รายชื่อ ไปจำหน่ายต่อในราคาที่ละ 1 บาท ทำให้นายสุวรรณมีรายได้เพิ่มเติมในเดือนละหลายหมื่นบาท กระทำแบบนี้มาแล้วต่อเนื่อง 1-2 ปี หลังจากนั้นจึงได้ส่งตัว นายสุวรรณไปส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่สอง คนไทยไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน โดยสืบเนื่องจากตำรวจไซเบอร์ได้รับการประสานข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ AOC และตำรวจ สภ.กุยบุรี สืบทราบว่า มีกลุ่มอดีตบัญชีม้า 6 ราย แจ้งความร้องทุกข์ว่า ถูก น.ส.กัญญานี หรือตุ้ง ชักชวนไปทำงานขายของออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่ง น.ส.ตุ้ง อ้างว่า จะอาสาออกค่าทำพาสปอร์ตและค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมดให้ ทำให้กลุ่มผู้เสียหาย หลงเชื่อ ก่อนที่จะเดินทางไปยังบ้านเช่าแห่งหนึ่งใน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งห่างจากชายแดนประมาณ 7-8 กิโลเมตรในวันที่ 6 มกราคม

จากนั้นนางสาวตุ้งก็เดินทางมาพบผู้เสียหายและพาข้ามชายแดนในวันที่ 7 มกราคม ไปยังอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในเมืองปอยเปต ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 2 กิโลเมตร โดยอาคารพาณิชย์หลังดังกล่าวนั้นมี 3 ชั้น ชั้น 2 เป็นสถานที่ทำงาน ส่วนชั้นอื่นเป็นที่พัก มีคนไทยอยู่รวมกันประมาณ 30-40 คน มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถือกระบองไฟฟ้าดูแลความเรียบร้อย โดยมีชาวจีนเป็นนายจ้างและเป็นหัวหน้าผู้ดูแล

ต่อมานายจ้างชาวจีนได้ยึดโทรศัพท์และสมุดบัญชีธนาคารของกลุ่มผู้เสียหายทั้งหมด แล้วให้โทรศัพท์มือถือใช้คนละ 1 เครื่อง บังคับให้เปิดบัญชีธนาคาร พร้อมสแกนใบหน้าคนละประมาณ 8-10 บัญชี และบังคับให้ทุกคนถ่ายโอนข้อมูล Application ธนาคารกับข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ไปยังโทรศัพท์ของนายจ้างชาวจีนทั้งหมดและถูกบังคับให้เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เรื่อยมา

ผ่านไปประมาณ 7-13 วัน ก็ทยอยปล่อยตัวกลุ่มผู้เสียหายกลับเมืองประเทศไทย ภายหลังกลุ่มผู้เสียหายทราบว่า ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเป็นบัญชีม้าเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 35 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 33 ล้านบาท จึงรวมตัวกันไปแจ้งความดำเนินคดีกับนางสาวตุ้ง จนกระทั่งวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ตำรวจไซเบอร์ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสระแก้ว สามารถจับกุมนางสาวตุ้ง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในข้อหาเป็นธุระจัดหาให้มีการซื้อขายบัญชีเงินฝาก เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ที่บริเวณด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก่อนนำตัวส่งตำรวจ สภ.กุยบุรี ดำเนินคดีต่อไป

ส่วนคดีที่ 3 นั้น ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับขบวนการลักลอบเล่นการพนันออนไลน์ โดยพบว่ามี 2 เครือข่ายรายใหญ่ ที่มีเงินหมุนเวียนรวมเดือนละกว่า 300 ล้านบาท มีพฤติการณ์เปิดให้เล่นการพนันออนไลน์ รวมทั้งชักชวนให้เล่นหวยของต่างประเทศ ได้แก่

เครือข่ายที่ 1 เครือข่าย ramruay.net เครือข่ายนี้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ทำความผิดได้ 7 ราย แบ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์ 1 ราย, ผู้จัดการเรื่องการเงิน 3 ราย, และบัญชีม้า 3 ราย เครือข่ายนี้มีสมาชิกผู้เล่นมากกว่า 88,000 คน มียอดเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งเครือข่ายนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย เป็นกลุ่มผู้รับผลประโยชน์และผู้จัดการเรื่องเงินทั้งหมด จับกุมได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และปทุมธานี พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นเงินสด 10 ล้านบาท, Notebook และคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง, รถยนต์ 2 คัน, โทรศัพท์มือถือ 199 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 34 เล่ม, ตู้เซฟ 1 ตู้, และทรัพย์สินมีมูลค่าอีกหลายรายการ

เครือข่ายที่ 2 เครือข่าย pok9.com เครือข่ายนี้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานจนออกหมายจับผู้กระทำความผิดจำนวน 6 ราย ได้แก่ ผู้จัดการและดูแลการเงิน 1 ราย และผู้ทำหน้าที่บัญชีมาอีก 5 ราย มีสมาชิกผู้เล่นกว่า 52,000 ราย พบยอดเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 100 ล้านบาท จนนำมาสู่การออกหมายค้นคอนโดจำนวน 5 แห่ง ได้ของกลางเป็นเงินสด 7 ล้านบาท, คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 4 เล่ม, บัตร ATM 13 ใบ, และทรัพย์สินอื่น ๆ อีกจำนวนมากรวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท อีกทั้งสามารถจับกุมผู้ต้องหาเป็นผู้จัดการการเงินได้ 1 ราย ส่วนผู้ต้องหาจำนวนที่เหลือทั้ง 2 เครือข่าย อยู่ในระหว่างการขยายผลเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการจับกุมต่อไป

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...