โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัญลักษณ์พระปรางค์วัดอรุณ ในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 28 ก.พ. 2567 เวลา 02.21 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2567 เวลา 02.21 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

สัญลักษณ์พระปรางค์วัดอรุณ

ในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 (2)

พระปรางค์วัดอรุณฯ มีการออกแบบชั้นฐานรองรับเรือนธาตุค่อนข้างสูงและซ้อนชั้นกันมากถึง 4 ชั้นภายใต้กรอบโครงของเส้นสายภายนอกที่เรียกกันว่า “ทรงจอมแห” ซึ่งโดยภาพรวมของรูปทรงที่ปรากฏให้ความรู้สึกที่สอดรับกันอย่างดีของการเป็นภาพแทนสัญลักษณ์เขาพระสุเมรุ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าคิดต่อ คือ ฐาน 4 ชั้นที่รองรับเรือนธาตุ (ฐานไพที 1 ชั้น และฐานประทักษิณ 3 ชั้น) ของพระปรางค์ประธานเป็นเพียงการออกแบบที่คำนึงถึงสัดส่วนและความงามของรูปทรงจอมแหหรือมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่มากไปกว่านั้น

แต่เดิม การตีความในส่วนฐานดังกล่าว นักวิชาการบางท่านเสนอว่าเป็นสัญลักษณ์ของเทวโลก (ชั้นเทวดาแบก), มนุษยโลก (ชั้นกระบี่แบก), และนรกภูมิ (ชั้นยักษ์แบก) หรือไม่ก็ตีความเฉพาะบางชั้นฐาน เช่น ในส่วนของชั้นยักษ์แบก คือ สัญลักษณ์ของพิภพอสูร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การตีความทั้ง 2 แบบเมื่อพิจารณาเทียบเคียงกับคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉัย (รวมถึงสมุดภาพไตรภูมิบางฉบับที่เป็นเอกสารร่วมอายุสมัยใกล้เคียงกัน) พบว่าไม่มีความสอดคล้องกับเนื้อความที่ปรากฏในคัมภีร์เท่าที่ควร

การตีความที่เสนอว่าชั้นฐานยักษ์แบกคือพิภพอสูรนั้น เนื้อความในคัมภีร์ระบุเอาไว้ชัดว่า ตำแหน่งพิภพอสูรจะเป็นส่วนที่อยู่ลึกลงไปใต้เขาพระสุเมรุ ซึ่ง ณ ตำแหน่งที่ปรากฏรูปฐานยักษ์แบกดังกล่าวของพระปรางค์วัดอรุณฯ ไม่น่าจะเป็นตำแหน่งที่แสดงพื้นที่ใต้เขาพระสุเมรุแต่อย่างใด

เนื่องจากศิลปกรรมอื่นๆ ที่ประกอบอยู่ในชั้นฐานบริเวณนี้แสดงให้เห็นว่า ชั้นฐานยักษ์แบกควรจะเป็นตำแหน่งของป่าหิมพานต์ และ “สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา” (สวรรค์ชั้นที่ 1 ตามความเชื่อทางพุทธศาสนา) มากกว่า

ส่วนการตีความที่เสนอว่า ชั้นฐานกระบี่แบกแทนสัญลักษณ์มนุษยโลกนั้น จากการพิจารณางานช่างในอดีตก็พบว่า ช่างไทยไม่เคยแทนค่าความหมายในเชิงสัญลักษณ์แบบนี้มาก่อน

หรือในส่วนความหมายของนรกภูมิที่มีการเสนอว่าแทนค่าด้วยฐานยักษ์แบกก็ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้เช่นกัน เพราะไม่มีความสอดคล้องในเชิงรูปแบบศิลปกรรมที่ปรากฏกับเนื้อหาของการเป็นนรกภูมิ

ยิ่งไปกว่านั้น นรกภูมิในการแสดงออกทางสถาปัตยกรรมยุคต้นรัตนโกสินทร์จะนิยมแทนค่าด้วยการเขียนเป็นภาพจิตรกรรมภายในอาคารหลังหนึ่งหลังใดในผังเขตพุทธาวาสมากกว่า (ประเด็นนี้จะกล่าวถึงต่อไปข้างหน้า)

ดังนั้น ชั้นฐาน 4 ชั้นนี้ ควรจะมีความหมายอย่างไร

ซึ่งจากการศึกษาของผม โดยพิจารณารายละเอียดเขาพระสุเมรุตามที่เขียนไว้ในคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉัย เราจะพบคำอธิบายที่น่าสนใจและสอดรับกับการออกแบบฐานพระปรางค์วัดอรุณฯ ในส่วนนี้มากกว่า

นั่นก็คือ ตัวคัมภีร์มีการระบุลักษณะทางกายภาพที่เชิงเขาพระสุเมรุเอาไว้อย่างน่าสนใจว่าประกอบด้วย “ชานเขาพระสุเมรุ 4 ชั้น” ซึ่งข้อความนี้สอดคล้องกับการออกแบบชั้นฐานของพระปรางค์ประธานที่ประกอบไปด้วยฐานซ้อนกัน 4 ชั้นอย่างพอเหมาะพอดี

นอกจากนี้ การประดับตกแต่งฐานทั้ง 4 ชั้น ยังมีการประดับประติมากรรมรูปยักษ์แบก กระบี่แบก และเทวดาแบก ซึ่งสอดรับกับการอธิบายลักษณะการวางทัพเพื่อป้องกันการบุกรุกของอสูรที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉัยอีกด้วย ดังข้อความในคัมภีร์ที่ระบุว่า

“…กาลเมื่ออสูรยกทัพขึ้นไปรบพิภพดาวดึงส์นั้น นาคแลกุมภัณฑ์แลเทพยดาทั้งหลาย แต่บรรดาที่เป็นบริษัทแห่งสมเด็จพระอมรินทราธิราชประดิษฐานอยู่ในชานพระเมรุอันใดๆ แล้วกระทำศึกสงครามต่อสู้ด้วยมวลอสูรนั้น นักปราชญ์พึงรู้ว่าชานพระเมรุนั้นมีเป็น 4 ชั้น มีอยู่โดยรอบแห่งพระเมรุแต่ละชั้นๆ นั้นกว้างได้ 5,000 โยชน์ๆ โดยสูงนั้นสูงกว่ากันชั้นละ 5,000 โยชน์…”

อย่างไรก็ตาม ฐานกระบี่แบก ดูจะไม่สอดคล้องกับเนื้อความในคัมภีรืไตรโลกวินิจฉัย แต่เราอาจสันนิษฐานได้ว่า การสร้างฐานชั้นกระบี่แบกอาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่อง “พระราม” หรือ “รามเกียรติ์” ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยในงานช่างของสังคมไทยยุคต้นรัตนโกสินทร์ และปรากฏแทรกอยู่เสมอในงานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมในยุคดังกล่าว

ดังจะเห็นได้จากการเขียนภาพรามเกียรติ์ภายในผนังระเบียงคดพระอุโบสถวัดพระแก้ว หรือการทำลวดลายหน้าบันวิหารคดทั้งสี่หลังของวัดพระเชตุพนฯ ให้เป็นภาพเรื่องรามเกียรติ์ แม้กระทั่งที่ชั้นอัสดงของพระปรางค์ประธานวัดอรุณราชวราราม ก็ปรากฏประติมากรรมรูปนารายณ์ทรงครุฑโดยรอบ

ซึ่งสะท้อนถึงคติความเชื่อเกี่ยวกับ “คติพระนารายณ์” หรือ “พระราม” อย่างชัดเจน แม้ว่าโดยภาพรวมจะมีปริมาณและความสำคัญที่น้อยลงหากเทียบกับ “คติพระอินทร์”

ย้อนกลับมาที่ “ชานเขาพระสุเมรุ” เนื้อความในคัมภีร์แสดงอย่างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของป่าหิมพานต์ ซึ่งหากเราดูงานศิลปกรรมประกอบบริเวณฐานประทักษิณชั้นที่ 2 และ 3 จะมองเห็นการปั้นลวดลายเป็นรูปแจกันดอกไม้ กินนร และกินรีในส่วนต่างๆ โดยรอบ

ซึ่งตีความเป็นอื่นไม่ได้นอกจากการเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายของป่าหิมพานต์ ซึ่งสอดคล้องเป็นอย่างดีกับการเป็นสัญลักษณ์ของเชิงเขาพระสุเมรุ

จากรายละเอียดทั้งหมดที่กล่าวมา ผมจึงขอเสนอข้อสันนิษฐานใหม่ว่า ฐานทั้ง 4 ชั้นของพระปรางค์วัดอรุณฯ คือการออกแบบเพื่อสื่อถึงชานเขาพระสุเมรุ 4 ชั้น ที่ถูกระบุเอาไว้ในคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉัย

องค์ประกอบถัดไปที่จะตีความ คือ พระปรางค์บริวารทั้ง 4 มุม ซึ่งการศึกษาที่ผ่านมาได้มีนักวิชาการอธิบายความหมายเอาไว้ว่าเป็นสัญลักษณ์แทนค่า “ทวีปทั้ง 4” ที่ตั้งอยู่กลางมหานทีสีทันดร ในทิศทั้ง 4 ของเขาพระสุเมรุ

ในส่วนนี้ผมมีความเห็นแตกต่างออกไป เพราะหากดูการออกแบบสัญลักษณ์พระปรางค์ในบริบทสังคมไทยจะพบว่า มีขนบในเชิงความหมายที่มุ่งแสดงถึงสัญลักษณ์ของภูเขาอย่างชัดเจน มากกว่าที่จะสื่อความหมายในลักษณะอื่น

อีกทั้งทวีปทั้ง 4 ตามเนื้อหาในคัมภีร์โลกศาสตร์ฉบับต่างๆ ล้วนระบุตรงกันว่าจะต้องลอยอยู่กลางมหาสมุทร มิใช่เชื่อมติดเป็นส่วนหนึ่งกับตัวเขาพระสุเมรุ ดังที่ปรากฏในการออกแบบพระปรางค์วัดอรุณฯ

ฉะนั้น การตีความว่าพระปรางค์บริวารคือสัญลักษณ์ของทวีปทั้ง 4 ผมจึงคิดว่าไม่น่าจะสอดคล้องนัก

ที่สำคัญที่สุดคือ หากตีความว่าพระปรางค์บริวารคือทวีปทั้ง 4 ย่อมจะทำให้องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งตามโครงสร้างจักรวาลหายไป นั่นก็คือ “เขาสัตตบริภัณฑ์” (ภูเขา 7 ชั้นที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ)

ดังนั้น ส่วนตัวจึงมีความเห็นว่า พระปรางค์บริวารทั้ง 4 มุม น่าจะแทนความหมายของการเป็นเขาสัตตบริภัณฑ์ที่อยู่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุมากกว่า

ถึงแม้ว่า พระปรางค์บริวารจะมีจำนวนไม่ครบ 7 องค์ตามความเชื่อว่าเขาสัตตบริภัณฑ์คือภูเขา 7 ชั้น

แต่เมื่อพิจารณาถึงแบบแผนหรือการแสดงออกในเชิงช่างโบราณเพื่อสื่อความหมายของเขาสัตตบริภัณฑ์ในหลายกรณี ตัวช่างก็มิได้มีการเขียนจำนวนเขาสัตตบริภัณฑ์ที่ครบทั้ง 7 ชั้นอย่างสมบูรณ์

อีกทั้งสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ ข้อจำกัดในการแปลงความเชื่อมาสู่งานสถาปัตยกรรมที่จำเป็นจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยประกอบด้วย ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะแสดงสัญลักษณ์ของเขาสัตตบริภัณฑ์ได้ครบตามที่ปรากฏเนื้อหาในคัมภีร์

นอกจากนี้ หากพิจารณาการประดับประติมากรรมที่ฐานพระปรางค์บริวารที่ทำเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ต่างๆ ที่สะท้อนความหมายของการเป็นป่าหิมพานต์บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุที่เชื่อมต่อเนื่องไปยังฐานของพระปรางค์ประธานอย่างชัดเจน

ดังนั้น ย่อมทำให้การตีความพระปรางค์บริวารเป็นเขาสัตตบริภัณฑ์มีความเป็นไปได้มากกว่าการตีความว่าเป็นทวีปทั้ง 4 ที่สำคัญ หากพระปรางค์บริวารแทนความหมายเขาสัตตบริภัณฑ์จริงก็จะสอดรับกับสัญลักษณ์ของมณฑปทิศทั้ง 4 อีกด้วย (จะอธิบายต่อในสัปดาห์หน้า)

สัญลักษณ์ที่น่าสนใจต่อมาคือ ซุ้มจรนำบริเวณเรือนธาตุทั้ง 4 ทิศของพระปรางค์บริวารซึ่ง ประดับประติมากรรมรูปเทวดาทรงม้า ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ตีความสัญลักษณ์นี้ออกเป็น 2 แนวทาง คือ หนึ่ง หมายถึง “พระพายทรงม้า” และสอง หมายถึง “พระเจ้าจักรพรรดิราช” ที่ทรงม้าแก้วเสด็จปราบทุกทิศทั่วจักรวาล

เมื่อพิจารณาแล้ว ความหมายของพระพายทรงม้าไม่น่าจะเกี่ยวข้องนักกับการจำลองสัญลักษณ์จักรวาล

ในขณะที่อีกความหมายหนึ่ง คือ พระเจ้าจักรพรรดิราชทรงม้าแก้วเพื่อแสดงความเป็นราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลนั้น ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้และมีความสอดคล้องกับการจำลองโครงสร้างและแผนผังจักรวาลของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามมากกว่า

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สัญลักษณ์พระปรางค์วัดอรุณ ในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 (2)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...