โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สถาบันขงจื่อ DPU ดัน 'หลักสูตรมวยไท้เก็ก' ปรับใช้โลกสมัยใหม่

VoiceTV

อัพเดต 19 มี.ค. 2567 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2567 เวลา 09.23 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

มวยไท้เก็ก มีที่มาจากวิชาการออกกำลังของนักพรตในลัทธิเต๋า ที่เคยได้รับเชิญไปสอนให้แก่เหล่าองครักษ์ในวังของท่านอ๋องสมัยปลายราชวงศ์ชิง จนกลายเป็นการออกกำลังที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก โดยมีคุณประโยชน์ที่เป็นที่ประจักษ์จนทำให้ในยุคสมัยที่ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเสื่อมความนิยมลงไปมาก มวยไท้เก็กยังเป็นวิชาที่มีคนสนใจฝึกฝนกันทุกเพศทุกวันมาอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากหลักสูตรมวยไท้เก็ก นอกเวลาของสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเลของ DPU ที่นอกจากจะเป็นศูนย์สอนภาษาอันเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กับ มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เทียนจิน (TNU)

สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดของสถาบันขงจื่อ DPU คือความเป็นเลิศด้านกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น หมากล้อม , ดนตรี , ศิลปะ และวิทยายุทธจีน ซึ่งสำหรับกิจกรรมวิทยายุทธ ทางสถาบันขงจื่อ DPU ก็ได้จัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปีที่ผ่านมา จนมีผู้เข้าร่วมการฝึกฝนไปแล้วมากกว่า 5,000 คน จนสำนักข่าวของทางการจีนได้รายงานข่าวนี้ไปทั่วประเทศจีนเมื่อปีที่ผ่านมา

ในวันนี้ (18 มีนาคม 2567) สถาบันขงจื่อ DPU ได้จัดหลักสูตร ไท่จี๋สหวิทยาการ(Interdisciplinary Taiji 101) ขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่หลักสูตรนี้ได้เคยจัดจนเป็นที่นิยมในสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศไทย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ

โดยในการจัดที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในครั้งนี้ได้มีนักศึกษาไทยจีน บุคคลภายนอกชาวไทย และชาวต่างประเทศให้ความสนใจ โดยผู้เรียนจะได้เรียนผ่านการนำเสนอที่ทันสมัย นำหลักการของมวยไท่จี๋ มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันทั้งในแง่มุมของ กายวิภาคศาสตร์ , ปรัชญา , จิตศาสตร์ , ศิลปกรรมศาสตร์ ทำให้มวยไท้เก็กได้กลับไปอยู่ในความนิยมของคนที่แสวงหาความลึกซึ้งในวัฒนธรรมโบราณนี้อีกครั้ง

พ.ต.ท. พงศธร รักษาทิพย์ รอง ผกก.ตม.พระนครศรีอยุธยา ที่ได้เดินทางมาเรียนจากจังหวัดอยุธยา กล่าวว่า “ได้มีโอกาสเรียนมวยไท่จี๋กับผู้สอนของสถาบันขงจื่อ DPU มาก่อน โดยหลังจากที่ได้ฝึกไท้เก็กแล้ว พบว่าได้ประโยชน์ในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิด จากเดิมที่คิดเพียงว่าฝึกมวยไท้เก็กเพียงเพื่อสุขภาพและออกกำลังกาย แต่หลังจากอาจารย์ได้อธิบายหลักการหลายอย่างซึ่งเชื่อมโยงกับสิ่งที่ผมเคยศึกษามาก่อน ทั้ง เต๋า และ พุทธ ทำให้ยิ่งเรียนยิ่งได้คำตอบในเรื่องของจิตใจ ทำให้ผมสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเข้าใจ และความเครียดก็ลดน้อยลงไปตามลำดับ เหตุใดต้องมาไกลขนาดนี้? คำตอบก็คือว่า เมื่อเรียนแล้วก็อยากไปให้สุดจนไม่ไหว ถ้ายังมาได้ก็ยังอยากเรียน จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยทำให้มาไม่ได้”

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ตลอดปีที่ผ่านมาที่หลักสูตร Interdisciplinary Taiji 101 ได้เปิดสอนให้กับสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยมีชาวต่างชาติได้แวะเวียนมาลงเรียนวิชานี้กับสถาบันขงจื่อ DPU อย่างต่อเนื่องทั้งชาว อเมริกา ออสเตรเลีย เยอรมัน โดยในคลาสนี้ Mr.Tom Soerevik ชาวนอร์เวย์ อายุ 65 ปี ผู้ซึ่งฝึกฝนมวยไท้เก็กมากว่า 20 ปี ได้ตัดสินใจเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อตั้งใจใช้เวลาตลอดหนึ่งสัปดาห์เรียนมวยไท้เก็กที่สถาบันขงจื่อ DPU เพียงอย่างเดียว Mr.Tom ได้กล่าวว่า “หลังจากดูวิดีโอของอาจารย์บนเฟซบุ๊ก ผมมีแรงบันดาลใจในการเดินทางมาประเทศไทย ปรัชญาและสไตล์การฝึกมวยไท้เก็กของอาจารย์นั้นน่าสนใจมาก ซึ่งเป็นเหตุผลในการตัดสินใจมาที่นี่ ความตั้งใจของผมคือการเสริมสร้างความรู้เพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจของตนเอง ความรู้แบบนี้ไม่ได้รับการรู้จักอย่างแพร่หลายในยุโรป และผมจะศึกษาเพิ่มเติมอย่างตั้งใจในระหว่างการอยู่ที่นี่”

และที่ขาดไปไม่ได้คือ นักเรียนนักศึกษาไทย-จีนที่สนใจลงเรียนหลักสูตรนี้ ทั้งที่ในภาพจำของคนส่วนมาก มวยไท้เก็กคือมวยคนแก่ เชย ช้า และน่าเบื่อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เยาวชนคนรุ่นใหม่กลับให้ความสนใจด้วยความคิดที่ต่างกัน

ดังเช่น นายเจิ้งจื้อฮ่าว นักศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวว่า “ ผมสนใจในมวยไท้เก็กมานาน พอได้ยินว่าอาจารย์ผู้สอนเป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการของวิชานี้ก็รู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก วันนี้ผมและเพื่อนๆได้เรียนถึงเรื่องหลักการของอินหยาง รู้จักเรื่องการจมชี่ลงไปที่ท้องน้อย ที่สำคัญคือได้สัมผัสประสบการณ์ของหลักการใช้อ่อนสยบแข็งอันเป็นลักษณะเด่นของวิชานี้“

อาจารย์เอกรัตน์ จันทร์รัฐิติกาล ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อ DPU ฝ่ายไทย ผู้สอนและผู้พัฒนาหลักสูตรนี้ ได้กล่าวปิดท้ายว่า “มวยไท้เก็กนั้น มีความเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง โดยใช้หลักการของธรรมชาตินิยม (Naturalism) คือ ปรัชญาของอินและหยางซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับทุกสิ่งที่อยู่แวดล้อมเราได้หมด การเรียนการสอนของเราจึงเน้นย้ำไปที่การทำอย่างไรให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการเหล่านี้ และนำไปต่อยอดกับประสบการณ์เดิม เพื่อปรับแต่งการใช้ชีวิต วิธีคิด และในการทำงาน ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งความเหมาะสมและสมดุลของทุกคนนั้นไม่เท่ากัน แต่ทุกคนสามารถนำปรับใช้จนถึงจุดที่ตนเองพอใจได้ การเรียนการสอนของเราจึงไม่เน้นย้ำไปที่การลอกเลียนแบบให้เกิดความเหมือน แต่เน้นการพัฒนาไปตามจุดเด่นและความสนใจของผู้เรียน โดยไม่เสียหลักการเดิม อันเป็นแก่นของศาสตร์และศิลป์ทุกชนิด”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...