บันทึกการเอาชีวิตรอดของไอเดน#ผมเป็นแมวครับ
ข้อมูลเบื้องต้น
คำเตือนก่อนอ่าน
มีการพยายามฆ่าและการฆ่าตัวตาย/ มีการใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ / มีสัตว์ตาย/ มีการเหยียด ล้อเลียน ทำให้อับอายเพราะรูปร่างหน้าตา/ มีการทารุณกรรมเด็ก โดยการทำร้าย ทอดทิ้ง / การใช้ความรุนแรงในครอบครัว/ มีอาการป่วยทางจิต/ การค้ามนุษย์
………………………………………………………….
วันที่ x เดือน x ปี 2030
เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขึ้นทั่วมุมโลกเป็นเวลาสองวันเต็ม ไม่มีที่ไหนที่ปลอดภัย และไม่มีใครเคยพบเจอกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน
จากเหตุการณ์นั้น มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกเกินกว่าหนึ่งแสนคน และผู้สูญหายอีกนับไม่ถ้วน พวกเขาคิดว่ามันคงจบแล้ว แต่ความจริงทุกอย่างเพิ่มจะเริ่มต้น
3 วันต่อจากนั้น ซากศพจำนวนมากกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และไล่กัดกินทุกอย่างที่เคลื่อนไหว ใครก็ตามที่ถูกกัดจะต้องกลายเป็นพวกมัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์สัตว์หรือมนุษย์ธรรมดาก็ตาม
ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดจากอะไร หรือใครเป็นผู้เริ่มต้น สิ่งเดียวที่พวกเขารู้ก็คือ โลกกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
วันที่ x เดือน x ปี 2035
5 ปีนับจากวันที่ทุกอย่างล่มสลาย บัดนี้ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง แอเรียทั้ง 4 ทั่วโลกถูกจัดตั้งขึ้นด้วยฝีมือของผู้รอดชีวิต พลังพิเศษที่ถูกปลุกขึ้นมากลายเป็นเครื่องวัดฐานะ เงินทองเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าที่มีประโยชน์น้อยกว่ากระดาษชำระ
ซอมบี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่น่ากลัวสำหรับผู้รอดชีวิตที่เหลืออีกแล้ว แต่เป็นธรรมชาติอันโหดร้าย สภาพอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ รวมไปถึงเหล่าสัตว์กลายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งว่าภัยธรรมชาติ
…………………………………………………………..
"คุณจะบอกว่าเด็กคนนี้สามารถอยู่รอดได้ในพื้นที่ตกการสำรวจเป็นเวลา 5 ปีเต็ม โดนไร้ซึ่งพลังพิเศษงั้นเหรอครับ"เจ้าหน้าที่หนุ่ม มองมนุษย์สัตว์สายพันธุ์แมวชั้นสูงที่หาได้ยากในยุคปัจจุบันด้วยสายตาไม่เชื่อถือ ยิ่งเห็นว่าเขาสามารถกอดหางของคนอันตรายอย่างคุณคริสได้ เขาก็ไม่อยากเชื่อว่าเด็กคนนี้จะไม่มีพลังจริงๆ
หางของมนุษย์สัตว์เป็นจุดรวมเส้นประสาทที่มากพอๆ กับใบหู หรือก็คือมันไวต่อการสัมผัสมาก มนุษย์สัตว์ส่วนใหญ่ก็เลยไม่ค่อยอนุญาตให้ใครแตะต้องหางของตัวเอง การที่คุณคริสยอมเด็กคนนี้ทั้งกัด ทั้งกอด แถมยังเลียขนให้อีก แปลว่าเด็กนี่ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
"ฉันเองก็สงสัยเหมือนกัน…" ดวงตาคมตวัดมองแมวน้อยที่ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากหางของเขานิ่งๆ ถึงจะไม่ค่อยชอบใจ แต่เขาก็ไม่ได้สะบัดหางออก กลัวว่าเจ้าเหมียวแถวนี้จะงอแงไม่ยอมตามมาอีก
"คริส…" ดวงตากลมโตสีอำพันซ้อนมองคนที่ตัวสูงกว่า
"หือ?"
"ผมหิวแล้ว.." พูดจบก็อ้าปากงับหางเขาทันที
……………………………………………………………………………….
"ไอ…ไม่เอาสิ ไม่ดื้อนะ" เจ้าของดวงตาสีเทามองแมวน้อยที่กำลังนั่งหันหลังให้เขาด้วยสายตานิ่งๆ แต่หางขนาดใหญ่ที่ส่ายไปมาอย่างกระวนกระวายนั้น ก็ทำให้ลูกทีมที่มองอยู่ห่างๆ อดไม่ได้ที่จะกลั้นขำ
หัวหน้ากลายเป็นทาสแมวโดยสมบูรณ์จริงๆ
"……" ไอเดนยังคงไม่ยอมหันหน้ามามองอีกคน แต่ใบหูทรงสามเหลี่ยมสีขาวบนหัวที่ขยับไปมาๆ ก็เป็นตัวบอกได้อย่างดีว่าเขากำลังฟังอยู่
แต่ที่ไม่ยอมหันมาก็เพราะคำพูดที่ต้องการได้ยินยังไม่ออกมาจากปากคริส
"โอเค…ฉันจะพาเธอไปดูตลาดผลึกและสินค้าอื่นก็ได้" สุดท้ายคริสก็ต้องทำยอมตามใจแมวน้อยเหมือนเดิม
"ขอบคุณครับ.." ไอเดนยิ้มหวานพร้อมกับกระโดดเข้าไปกอดอีกคนแน่น ใบหูขนาดใหญ่บนหัวกระดิกไปมาอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับพวงหางยาวสีขาวด้านหลังก็อ้อมมาพันเข้ากับขาของครีสและถูไถไปมาไม่หยุด
อารมณ์ดีเร็วผิดกับท่าทางเมื่อกี้จริงๆ
"แต่ไอต้องสัญญาณมาก่อนว่าจะไม่ปล่อยมือจากฉัน เข้าใจไหม" หางขนาดใหญ่สีเทาและเต็มไปด้วยลวดลายสีดำของคริสพันเข้าที่เอวเล็กๆ ของแมวน้อยไว้หลวมๆ
ท่าทางสนิทชิดเชื่อนั้นทำให้ลูกทีมที่มองดูอดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความหมายให้กันและกัน
ในที่สุดหัวหน้าของพวกเขาก็จะขายออกแล้ว!
"ได้ครับ ไอจะไม่ปล่อยมือเลย" ไอเดนคว้ามือใหญ่ๆ ของคริสมากุมไว้แน่น
เข้าใจดีว่าอีกคนเป็นห่วงเขาขนาดไหน แถมครั้งก่อนที่ไปเขาก็หลงกับคริสจริงๆ
1 การกำเนิดและการสูญเสีย
บนโลกใบนี้ ประกอบไปด้วยมนุษย์สองประเภท หนึ่งคือ มนุษย์ธรรมดาที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ สามารถพบเห็นได้ทุกที่ และสอง เหล่ามนุษย์สัตว์หรือบีสต์ที่คนส่วนใหญ่เรียกกัน
ไม่มีใครรู้ว่ามันเริ่มจากตรงไหน แต่ที่รู้คือพวกมนุษย์สัตว์อยู่ร่วมกับมนุษย์ธรรมดามานานนับพันปีแล้ว มนุษย์สัตว์มีจำนวนประชากรที่น้อยกว่ามนุษย์ธรรมดาราวครึ่งหนึ่งเลย เพราะขอจำกัดในการสืบพันธุ์ของพวกเขา
มนุษย์สัตว์ผู้ชายสามารถมีลูกได้กับแค่มนุษย์สัตว์เพศหญิงด้วยกันเท่านั้น ไม่สามารถมีลูกกับมนุษย์ธรรมดาหรือมนุษย์สัตว์เพศชายด้วยกันได้ ไม่ว่าจะลองวิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบไหนก็ไม่สามารถทำได้
เหมือนมันเป็นการลดจำนวนประชากรไม่ให้มีมากจนเกินของธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นปัญหาทางเผ่าพันธุ์
สายพันธุ์ของเด็กที่เกิดมาก็มักจะเป็นการสุ่มระหว่างพ่อแม่หรือเครือญาติเสมอ ไม่ได้กำหนดด้วยสายพันธุ์ของพ่อแม่เพียงอย่างเดียว เช่น มีแม่เป็นสิงโต และมีพ่อเป็นเสือ ลูกที่ออกมาก็จะเป็นการสุ่มระหว่างสิงโตและเสือ ไม่มีทางออกมาเป็นพันธุ์ผสมอย่างไลเกอร์แน่นอน
แต่ถ้าหากมีคุณย่าเป็นหมาป่า ลูกที่ออกมาก็มีสิทธิ์เป็นหมาป่าด้วยเหมือนกัน
บีสต์จะมีความแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาตรงที่พวกเขาจะมีลักษณะของสัตว์ต่างๆ ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นเสือ สิงโต หมาป่า หรือแม้แต่สัตว์บ้านๆ อย่างแมวหลายสายพันธุ์ สามารถแยกได้จากหู หาง หรือแม้แต่เขี้ยวเล็บ
และด้วยอวัยวะพวกนั้นทำให้บีสต์ส่วนใหญ่จมูกเร็ว หูไว และมีข้อห้ามการสัมผัสตัวที่มากกว่ามนุษย์ธรรมดา
แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าทุกสายพันธุ์จะเห็นได้ชัดเจน อย่างพวกสัตว์เลื้อยคลานหรือไม่ก็พวกแมลงที่จะสังเกตเห็นยากเป็นพิเศษ แต่ไม่ว่าจะยากแค่ไหน บีสต์ก็สามารถแยกพวกเดียวกันออกจากมนุษย์ธรรมดาไว้อย่างสบายๆ เพราะเหล่ามนุษย์สัตว์มักจะมีกลิ่นที่แตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาเสมอ
ซึ่งกลิ่นจะเข้มหรือจางก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ในตอนนั้น บอกไว้ก่อนว่ามันไม่ใช่ฟีโรโมน แค่เป็นกลิ่นที่ติดตัวของเหล่าบิสต์เฉยๆ ไม่สามารถควบคุมบีสต์คนอื่นได้ มากสุดก็แค่ทำให้รู้สึกเหม็นจนบีสต์รอบข้างไม่อยากเข้าใกล้ก็เท่านั้น
มนุษย์สัตว์ส่วนใหญ่จะมีพละกำลังที่มากกว่ามนุษย์ กีฬาบางประเภทจึงมีการออกกฎไม่ให้บีสต์ลงแข่งหรือลงเล่น แต่ก็มีบางประเภทเหมือนกันที่ห้ามมนุษย์ธรรมดาเล่นด้วย เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย
กฎหมายบางข้อเอง ก็ไม่สามารถเอาผิดบีสต์ได้ เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอะไรที่ไม่สามารถควบคุมได้
เอาเป็นว่า ถึงแม้จะดูไม่ได้แบ่งแยกอย่างชัดเจนเหมือนในอดีต แต่เหล่ามนุษย์สัตว์และมนุษย์ธรรมดาก็ไม่ได้อยู่ร่วมกันได้ขนาดนั้น
ถึงแม้ประชากรน้อยกว่า แต่เหล่าบีสต์ก็ไม่ค่อยสนใจปัญหาพวกนั้นเท่าไหร่ เนื่องจากพวกเขามีอายุขัยที่ยืนยาวกว่ามนุษย์ธรรมดามาก
อายุของมนุษย์ธรรมดาจะอยู่ที่ 80-100 ปี แต่มนุษย์สัตว์นั้นจะอยู่ที่ 100- 150 ปี พวกเขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องการให้กำเนิดขนาดนั้น แถมด้วยประชากรที่น้อยและอายุที่ยืนยาว บีสต์ส่วนใหญ่จึงมักจะมีฐานะร่ำรวยกว่าคนธรรมดา
และไม่รู้เพราะขอกำหนดของการให้กำเนิดที่ค่อนข้างยุ่งยากรึเปล่า มนุษย์สัตว์บางคน….ไม่สิ บางตระกูล จึงมักจะมีชุดความคิดประหลาดที่ส่งผลต่อตัวเด็กที่เกิดมาอยู่บ่อยๆ
“ทำไมเด็กคนนี้มีตาสีทองแบบนี้!! นี่แกกล้ามีชู้กับผู้ชายคนอื่นที่ฉันไม่ได้เลือกให้เหรอ!! นังลูกไม่รักดี!” เสียงตลาดดังลั่นห้องคลอดทันที ที่คนเป็นยายเห็นหน้าของเด็กทารกผู้มีศักดิ์เป็นหลานชายของเธอ
เด็กน้อยแรกเกิดไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าเขากำลังถูกว่าร้ายด้วยคำพูดที่ไม่สมควรออกจากปากของคนในครอบครัว
ใบหูขนาดเล็กคล้ายกับลูกแมวแรกเกิดพับอยู่ข้างศีรษะ มือน้อยๆ ชูขึ้นสูงและกำที่ปลายผมสีขาวของผู้ให้กำเนิดไว้แน่น พร้อมกับแกว่งไปมาเบาๆ ริมฝีปากจิ้มลิ้มส่งยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกสีชมพูอ่อนให้คนที่กอดเขาอยู่
“เปล่านะคะแม่! เด็กคนนี้เป็นลูกของหนูกับไซมอนจริงๆ! ไม่ใช่ลูกของผู้ชายคนอื่น!” เธอกอดลูกน้อยเอาไว้แนบอก ดวงตาสีฟ้าอ่อนทอดมองลูกน้อยด้วยความเสียใจสุดชีวิต
เธอรู้ดีว่าต่อให้เด็กคนนี้จะไม่ใช่ลูกของคนอื่น แต่การที่เขาเกิดมาโดยไม่ได้มีดวงตาเป็นสีฟ้าตามที่แม่ต้องการ ชะตาชีวิตต่อจากนี้เขาก็ไม่มีทางจะโรยด้วยกลีบกุหลาบแน่ๆ
“แกเห็นสีตาของมันรึเปล่าฮะ! ครอบครัวเราไม่ต้อนรับพวกสายพันธุ์อื่น!! เอามันออกไปทิ้งซะ!! พรุ่งนี้อย่าให้ฉันเห็นว่ามันยังอยู่ที่นี่อีก!!” หญิงชราไม่ได้สนใจว่าเด็กทารกพึ่งคลอดคนนี้จะรอดหรือไม่ แค่การที่มันเกิดมาก็สร้างความเสื่อมเสียให้วงศ์ตระกูลของเธอมากพอแล้ว
ตระกูลของเธอเป็นตระกูลมนุษย์สัตว์สายพันธุ์แมวชั้นสูงอย่างแร็กดอลล์ ความงามที่ตกทอดกันมาตั้งแต่รุ่นสู่รุ่นนั้นคือสิ่งที่พวกเธอมองว่าสำคัญที่สุด มนุษย์สัตว์ทุกคนที่เป็นสายเลือดของตระกูลจะต้องมีดวงตาสีฟ้า ไม่ว่าจะเข้มหรืออ่อนก็ต้องเป็นสีฟ้า และต้องแต่งงานกับผู้ชายหรือผู้หญิงที่เจ้าตระกูลเลือกให้เท่านั้น
การมีเด็กทารกที่มีดวงตาสีทองแบบนี้เป็นเรื่องที่เธอรับไม่ได้ ต่อให้มันจะเป็นสายเลือดของลูกสาวของเธอ เธอก็จะไม่ขอเสียเวลาเลี้ยงดูมันหรอก และเธอจะไม่ยอมให้คนภายนอกรับรู้โดยเด็ดขาด
“เดี๋ยวก่อน! แม่คะ!! เด็กคนนี้ก็เป็นหลานของแม่นะ! แม่คะ!!” แผ่นหลังของมารดาที่เดินจากไป ทำให้เธอรู้ว่า ลูกของเธอไม่มีทางอยู่รอดในตระกูลได้จริงๆ
ดีไม่ดี ถ้าเธอยังดึงดันที่จะไม่ยอมปล่อยลูกไป ลูกของเธออาจจะถูกฆ่าจากพี่ๆ คนอื่นที่ไม่ชอบหน้าเธอด้วยซ้ำ
“ไอเดนของแม่….แม่ขอโทษจริงๆ นะลูกที่ไม่สามารถเลี้ยงดูหนูได้” โอลีเวียน้ำตานองหน้า ยิ่งเห็นสายตาอันแสนบริสุทธิ์ของลูกพร้อมกับกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวเขา เธอก็ยิ่งทำใจทิ้งลูกไม่ลง
ตอนที่รู้ว่าตัวเองตั้งท้อง โอลิเวียก็รอวันนี้มาโดยตลอด รอวันที่จะได้เจอลูก รอวันที่กอดเขาแบบนี้
แต่ทำไมกันล่ะ เวลานั้นถึงได้สั้นนัก
“โอลิเวีย…” บีสต์หนุ่มผู้เป็นพ่อเดินเข้ามาในห้อง ดวงตาสีฟ้าเข้มของเขาทอดมองภรรยาที่นั่งร้องไห้อยู่บนเตียงด้วยความเสียใจ
เขาได้ยินคำพูดของแม่ของโอลิเวียตั้งแต่แรก รู้ดีว่าปัญหานี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคนเดียวสามารถแก้ไขได้
ส่วนหนึ่งเขาก็รู้ดีว่าความลับที่เขาปิดไว้ มันไม่มีทางปิดไว้ได้ตลอด สักวันหนึ่งก็ต้องแดงออกมา
แต่ไม่คิดจริงๆ ว่าจะมาเกิดกับลูกชายคนแรกของเขาแบบนี้
ไซมอนก็เป็นหนึ่งในคนของตระกูลเหมือนกัน เพียงแต่เขาเป็นคนของสายรองที่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับสายหลัก เขาจึงได้รับเลือกให้แต่งงานกับโอลิเวียที่เป็นสายหลักยังไงล่ะ
“ไซมอน…ไหนนายบอกว่าในครอบครัวของตัวเองไม่มีใครเป็นสายพันธุ์อื่นไง ทำไม…ทำไมถึง…” โอลิเวียเสียงสั่น เธอไม่เคยนอกใจหรือมีความสัมผัสกับคนอื่นนอกจากไซมอน ในวงศ์ตระกูลของเธอก็ไม่มีสายพันธุ์อื่นนอกจากแร็กดอลล์เลย
การที่ไอเดนมีดวงดาวสีทองแบบนี้ ก็แปลว่าปัญหามันเกิดจากคนเป็นพ่ออย่างไซมอนแน่ๆ
“แม่ของฉัน…เป็นสายพันธุ์เปอร์เซีย” การแต่งงานของบีสต์ตระกูลใหญ่ๆ ไม่ได้มีแค่ความรักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการสืบไปถึงสายตระกูลถึงสามขั้นเพื่อให้แน่ใจว่าลูกที่ออกมาต้องเป็นสายพันธุ์ที่ต้องการเท่านั้น ห้ามมีญาติพี่น้องหรือพ่อแม่ที่เป็นสายพันธุ์อื่นโดยเด็ดขาด
แต่เหตุผลที่พวกสายหลักไม่รู้เรื่องของแม่เขา ก็เพราะพ่อไม่ได้ใส่ชื่อของแม่ลงในผังวงศ์ตระกูล แต่เป็นชื่อของผู้หญิงคนอื่นที่ทางครอบครัวหามาให้แทบ
ใช่แล้ว….ไซมอนเป็นลูกเมียน้อยนั่นแหละ
เรียกได้ว่าเป็นความโชคดีจริงๆ ที่แม่ของเขาคลอดออกมาในวันเดียวกับที่ภรรยาอีกคนของพ่อคลอดพอดี และเด็กคนนั้นก็เสียตั้งแต่เกิด การสวมรอยจึงไม่ได้ยากอะไร
แถมโชคดีอีกอย่างคือเขายังเป็นสายพันธุ์แร็กดอลล์เหมือนกับพ่อ ความลับนี้จึงมีแค่เขากับพ่อเท่านั้นที่รู้
“เหอะ…เพราะความเห็นแก่ตัวของนายคนเดียวทำให้ฉันต้องเสียลูกไปสินะ” ระหว่างที่พูดโอลิเวียก็ไม่ได้ละสายตาจากลูกเลย เธออยากจะจดจำเด็กคนนี้เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้
ไม่แน่ในสักวันหนึ่ง เธออาจจะได้เจอลูกอีกครั้ง
เธอไม่อยากเห็นหน้าไซมอนอีกแล้ว ถ้าเขาบอกเธอตั้งแต่แรกว่ามีโอกาสที่ลูกจะออกมาเป็นสายพันธุ์อื่น เธอคงสามารถรับมือและเตรียมการได้ดีกว่า อย่างน้อยเธอก็สามารถหาคนที่ไว้ใจมาดูแลลูกได้ แต่ตอนนี้…มันไม่ทันแล้ว
“ไอเดนของแม่ เด็กดีของแม่…แม่ขอโทษนะคะที่ต้องให้หนูเติบโตเพียงลำพัง ขอโทษที่ไม่สามารถเลี้ยงดูหนูได้ ขอโทษที่เป็นแม่ที่แย่ ขอโทษที่ไม่สามารถสอนลูกอ่านและเขียนได้ ขอโทษที่ไม่สามารถได้ยินคำพูดแรกของลูกได้ แม่ขอโทษจริงๆ นะคะ คนเก่งของแม่…ขอให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมีชีวิตรอดให้ได้นะคะ แม่รักหนูนะ รักมากๆ เลย” โอลิเวียรู้ดีว่าตอนนี้ลูกคงไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดหรอก แต่เธอก็ยังอยากพูดออกมาอยู่ดี
ก่อนที่เธอจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก
“แอ้…คิกๆ” ไอเดนตัวน้อยยิ้มหวาน หางเล็กๆ ขดเป็นทรงตะขอด้วยความอารมณ์ดี กลิ่นหอมหวานของวานิลลาแผ่กระจายออกไปทั่วห้อง
เขาไม่เข้าใจหรอกว่าแม่พูดอะไรกับเขา แต่ความรู้สึกรักที่สัมผัสได้ทำให้เด็กน้อยรู้สึกดีมาก
“คุณหนูครับ ส่งตัวเด็กมาให้ผมเถอะ” พ่อบ้านหนุ่มเดินเข้ามาให้หลังจากพระอาทิตย์ตกลงไปแล้ว หน้าที่ของเขาคือการเอาเด็กทารกคนที่ไม่ใช่สายพันธุ์เดียวกับคนในตระกูล ไปให้กับครอบครัวหรือสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ห่างไกล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
ส่วนตัวเด็กจะรอดรึไม่ มันไม่ใช่ปัญหาของเขาอีกแล้ว
“สักวันหนึ่ง แม่จะไปหาหนูนะลูก” โอลิเวียหอมแก้มลูกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเอาสร้อยคอโลหะที่สลักชื่อของลูกใส่ลงไปให้ผ้าที่ห่อตัวเขาไว้ เธอทำไว้ตั้งแต่ตอนที่รู้เพศของลูก คิดเอาไว้ว่าจะให้เป็นของขวัญวันเกิดปีแรกของเขา ไม่คิดจริงๆ ว่าจะต้องให้ในวันที่ลูกถูกพาออกจากอกแบบนี้
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากตามลูกไป แต่เธอไม่สามารถทำแบบนั้นได้ต่างหาก ดีร้ายยังไงเธอก็เป็นลูกสายตรงตระกูล คุณแม่ไม่มีทางยอมให้เธอออกจากตระกูล
โอริเวียเห็นมาแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ไม่ยอม
น้องสาวของเธอที่พยายามทำแบบนั้น ตอนนี้ถูกขัดอยู่ในห้องใต้ดินของบ้าน และลูกของเธอที่เกิดจากผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้ชายที่แม่เลือกให้…
ถูกฆ่าตายทันทีที่ออกจากห้องคลอด
เธอไม่ได้กลัวการถูกขัด เพราะชีวิตทุกวันนี้ของเธอก็ไม่ต่างอะไรกันอยู่ในกรงอยู่แล้ว
แต่ว่า…ไอเดนจะต้องรอด เธออยากให้ลูกได้เติบโต แม้จะไม่มีเธออยู่ด้วยก็ตาม
“เชิญพักผ่อนให้เต็มที่เถอะครับ อีกไม่นานคุณนายจะเข้ามาหา” พ่อบ้านหนุ่มก้มศีรษะให้คุณหนูของบ้าน ก่อนจะพาเด็กทารกในห่อผ้าออกไป
นั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้พบกับลูก
ส่วนผู้เป็นพ่ออย่างไซมอน เขาเลือกที่จะลืมว่าครั้งหนึ่งตัวเองเคยแต่งงาน เขาหย่ากับโอลิเวียพร้อมกับรับเงินจำนวนมากจากตระกูลของภรรยาเพื่อเป็นการปิดปาก เลือกที่จะมีชีวิตอย่างสุขสบายโดยลืมลูกแท้ๆ ของตัวเองไป
จนกระทั่ง 20 ปีต่อมา ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวอันรุนแรง โอลิเวียเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตที่ถูกซากตึกล้มทับ ขณะที่ไซมอนกลับสามารถหนีออกมาทันได้
ในตอนที่เจ้าหน้าที่นำศพของเธอออกมา ในมือของโอลิเวียยังกำภาพอัลตร้าซาวด์ของลูกคนแรกเอาแน่น แม้ในตอนหลังเธอจะถูกบังคับให้แต่งงานใหม่กับผู้ชายที่ตระกูลเลือกให้ และให้กำเนิดลูกชายอีกสองคนตามที่ผู้นำตระกูลสั่ง แต่ความรักที่เธอมีให้กับลูกคนแรกก็ไม่เคยลดน้อยลงเลย
………………………………………………………………………..
เปิดตอนแรกมาด้วยความรักเลย555555
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเอ็นดูน้องไอเดนนะคะ มาดูกันว่าน้องจะเอาชีวิตยังรอดไง และเจอกับคุณพระเอกตอนไหน
ปล.ยังไม่ตรวจคำผิดนะคะ
ไอเดน
เด็กทารกตัวน้อยถูกนำไปทิ้งยังหมู่บ้านแถบชนบทอันห่างใกล้ รอบๆ เต็มไปด้วยป่าไม้และภูเขาสูง ประชากรทั้งหมดของหมู่บ้านนี้เป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ได้รู้จักโลกภายนอกมากนัก
เมื่อมีเด็กทารกซึ่งเป็นมนุษย์สัตว์ถูกพบเจอที่หน้าหมู่บ้าน สิ่งแรกที่พวกเขาทำไม่ใช่การให้นมเพื่อต่อชีวิตเด็กน้อยอย่างที่ควรทำ แต่มันคือความหวาดกลัวต่อรูปร่างภายนอกของเด็กทารกคนนั้น
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในหมู่บ้านก็คือคนเฒ่าคนแก่ที่ลูกหลานออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน พวกเขาไม่ได้มีความรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์สัตว์มากนัก เรื่องส่วนใหญ่ที่รู้ก็แค่ข่าวลือที่เกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงและความอันตรายของบีสต์เท่านั้น
โชคยังดีที่สุดท้ายลูกแมวตัวน้อยก็ถูกรับเลี้ยงหัวหน้าหมู่บ้านที่พอจะมีความรู้อยู่บ้าง เขาเข้าใจดีว่าเด็กทารกคนนี้ไม่ได้เป็นตัวอันตรายเหมือนที่คนอื่นในหมู่บ้านคิด หรือต่อให้อันตรายจริงๆ ด้วยอายุแค่นี้เขาจะไปทำอะไรใครได้กัน
แต่ถึงแม้หัวหน้าหมู่บ้านจะเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าภรรยาและลูกของเขาจะเข้าใจไปด้วย
ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเป็นหญิงสาวจากเมืองหลวงที่เคยเห็นเหล่าบีสต์มาก่อน เธอรู้ดีว่าพวกนั้นมันป่าเถื่อนและน่าหวาดกลัวขนาดไหน และเธอก็ไม่ต้องการเด็กบีสต์คนนั้นเข้าไปอยู่ในบ้านของเธอ แม้จะเป็นแค่เด็กทารกก็ตาม
ส่วนลูกชายของเขานั้น ไม่ชอบเด็กทารกที่แปลกประหลาดตั้งแต่แรกเจอ เพราะคิดว่าพ่อจะรักคนอื่นนอกจากเขา จึงแสดงท่าทางต่อต้านอย่างเต็มที่ ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมให้เข้ามาในบ้านอย่างเด็ดขาด
สุดท้ายสิ่งเดียวที่หัวหน้าหมู่บ้านอย่างเขาทำได้ก็คือเอาเด็กทารกคนนี้ไปอยู่ในบ้านพักซึ่งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน และใช้เงินส่วนตัวจ้างพี่เลี้ยงคนหนึ่งที่ดูท่าทางจะรักเด็กให้ไปเลี้ยงดูเขา
สิ่งเดียวที่ติดตัวเด็กคนนี้ มีเพียงสร้อยคอที่ทำจากโลหะพร้อมกับชื่อที่ถูกสลักเอาไว้อย่างสวยงาม ข้างๆ ก็มีวันเดือนปีเกิดเขียนเอาไว้ ไม่มีนามสกุล หรืออย่างอื่นเขียนไว้เลย
หัวหน้าหมู่บ้านรู้ได้ทันทีว่านั้นคือชื่อของเด็กทารกคนนี้ ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าจะตั้งชื่อให้ทำไมในเมื่อจะทิ้งเขาอยู่แล้ว แต่ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจใช้ชื่อนั้นเป็นชื่อของเด็กน้อย
ไอเดน ก็นับเป็นชื่อที่ดี
………………………………………………….
ไอเดนเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูแบบผิดๆ ถูกๆ ของพี่เลี้ยง เพราะถึงเธอจะรักเด็ก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอรักเด็กที่เป็นบีตส์แบบนี้ แถมยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งเด็กคนนั้นโตขึ้น เธอก็ยิ่งรับรู้ว่าเขาแตกต่างจากคนอื่นในหมู่บ้านขนาดไหน
ช่วงแรกๆ มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก ไอเดนเป็นเด็กเลี้ยงง่ายแทบจะไม่ร้องเลยถ้าหากไม่หิวหรือต้องการขับถ่าย อาหารหลักที่เขาสามารถกินได้ ก็คือนมแพะและน้ำข้าวเท่านั้น เพราะในตอนนั้นไม่มีแม่ลูกอ่อนคนไหนที่เต็มใจจะมาเป็นแม่นมให้เด็กน้อยเลย และอย่างที่บอกว่าหมู่บ้านนี้อยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่มาก จึงไม่มีนมผงสำหรับเด็กทารกขายเลย
ต้องขอบคุณความเป็นบีสต์ในตัวเขาจริงๆ ที่ช่วยให้เด็กน้อยผ่านช่วงเวลานั้นมาได้แบบที่ไม่ขาดสารอาหารตายไปสักก่อน
ไอเดนสามารถลุกขึ้นเดินได้ตั้งแต่ 6 เดือนแรกโดยไม่จำเป็นต้องคลานด้วยซ้ำ ซึ่งแตกต่างจากเด็กทั่วไปที่ต้องใช้เวลาราว 9-12 เดือนกว่าจะลุกขึ้นเดินได้ ภายในเวลาแค่ 12 เดือน ไอเดนก็สามารถพูดได้คล่องและวิ่งได้ไปไหนมาไหนได้อย่างสบายๆ
ซึ่งพัฒนาการนี้ของเขาก็ทำให้พี่เลี้ยงสาวนั้นรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที เธอเริ่มที่จะไม่ต้องการเลี้ยงเด็กคนนี้อีก และไม่ต้องการมาที่บ้านพักแห่งนี้อีก ไม่ว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะพูดยังไงเธอก็ไม่สามารถทำใจมาเจอเด็กประหลาดแบบนั้นได้จริงๆ
ไปๆ มาๆ บ้านพักในป่าแห่งนี้ก็ไม่มีคนอื่นนอกจากไอเดนอีกแล้ว ยังดีหน่อยที่หัวหน้าหมู่บ้านยังคงให้คนเอาเสื้อผ้าเก่าๆ ของลูกชายตัวเองและอาหารแห้งบางตัวที่เด็กสามารถทานได้มาไว้ในบ้านพักแห่งนี้อยู่ ไอเดนก็เลยยังมีเสื้อผ้าใส่และอาหารกิน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น อาหารเพียงแค่นั้นเริ่มไม่เพียงพอสำหรับบีสต์ที่กำลังจะโตแบบเขา ไอเดนจึงเรียนรู้ที่จะล่าสัตว์และจุดไฟจากกิ่งไม้ที่มีอยู่เต็มป่า แรกๆ มันยากมาก เขาจำได้ว่าตัวเองเกือบต้องกินเนื้อแบบดิบๆ ไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะรสชาติของมันเกินจะรับไหว แต่พอจับจุดได้ทุกอย่างมันก็ง่ายสุดๆ
ชีวิตส่วนใหญ่ของไอเดนใช้สัญชาตญาณมากกว่าความคิด เพราะไม่มีใครสอน เขาจึงจำเป็นต้องลองทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ลองกินผลไม้ในชนิดในป่าเพื่อลองดูว่ามีอะไรที่เป็นพิษรึเปล่า แน่นอนว่าบางครั้งไอเดนก็ปวดท้องจากการกินผลไม้มีพิษเข้าไปเหมือนกัน แถมพอกินเข้าไปเยอะๆ ไอเดนก็ดันอาเจียนออกมาอีก
เดาได้ว่าแมวส่วนใหญ่ไม่ควรจะกินผลไม้มากเกินไปสินะ
เพราะงั้นอาหารส่วนใหญ่ของเขาจึงเป็นพวกหนูหรือไม่ก็ปลาที่หาได้ง่ายและอยู่ท้อง ถึงจะมีบางครั้งที่เขาย่างมันไหม้ไปหน่อยก็เถอะ (ไม่ใช่ว่าไอเดนไม่อยากล่าสัตว์อื่นนะ แต่อาการจุกจากการถูกหมูป่าขวิดยังไม่หายเลย)
ไอเดนอาบน้ำโดนใช้น้ำจากน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพักเท่าไหร่ ถึงเขาจะไม่ชอบเวลาที่หางเปียกก็เถอะ แต่จะทนตัวเหม็นก็ไม่ได้จริงๆ
ดูเหมือนน้ำตกแห่งนี้จะไม่ใช่ต้นน้ำหลักที่คนในหมู่บ้านใช้ ก็เลยไม่มีใครเคยขึ้นมาเลย อาจจะเป็นเพราะทางขึ้นมาค่อนข้างชันด้วย ถ้าไม่ชำนาญทางยังไงก็ต้องมีขาพลิกกันบ้างแหละ
เอาจริงๆ ไอเดนก็แปลกใจเหมือนกันนะที่ตัวเองโตมาได้ขนาดนี้
บางครั้งจะมีคนจากหมู่บ้านขึ้นมาที่นี่ ไอเดนไม่รู้ว่าพวกเขามาทำอะไร แต่เพราะไม่ค่อยชอบที่พวกเขาเสียงดัง ไอเดนก็เลยหลบอยู่บนต้นไม้ตลอด พอหาเขาไม่เจอคนพวกนั้นก็ดูหงุดหงิดมาก ทำร้ายข้าวของข้างในจนเละไปหมด ดีนะที่ช่วงนี้อากาศร้าย ไอเดนก็เลยไม่ได้เก็บอะไรไว้ในบ้านเลย
เมื่อรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ไอเดนจึงตัดสินใจหาที่อยู่ใหม่ในทันที มันเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางป่า ไม่มีสัตว์อันตรายหรือสัตว์เจ้าถิ่นอยู่ที่นี่ ด้านในมีบ่อน้ำจืดที่ไหลลงมาจากน้ำตกด้านบนด้วย แค่ทำความสะอาดนิดหน่อยก็สามารถอยู่ได้แล้ว
เรื่องแสงก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะนอกจากเวลากลางคืนแล้ว ไอเดนก็จะอาบแดดอยู่ด้านบนหรือไม่ก็ลับเล็บอยู่บนต้นไม้ตลอด
พอถึงเวลาไอเดนก็จะไปเอาชุดจากบ้านหลังเก่าก็ได้ จนถึงตอนนี้ก็ยังมีคนเอาชุดมาให้เขาอยู่ตลอด ถึงมันจะเก่าและมีขนาดใหญ่กว่าตัวเขา แต่ไอเดนก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถเลือกได้อยู่แล้ว
เรื่องการเรียนก็ไม่ต้องพูดถึงเลย เขาไม่เคยเรียนอยู่แล้ว แต่เคยแอบเข้าไปฟังเนื้อหาที่คนที่ชื่อว่าครูสอนพวกเด็กๆ ที่ดูจะอายุพอๆ กับเขาอยู่เหมือนกัน ฟังไปฟังมาไอเดนก็ค่อยเข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้แตกต่างจากมนุษย์คนอื่นในหมู่บ้านนัก ที่แท้เขาก็เป็นสิ่งที่เรียกว่าบีสต์นี่เอง
สิ่งที่ครูพวกนั้นสอนค่อนข้างน่าสนใจสำหรับไอเดนมาก ไปๆ มาๆ ตอนไหนที่มีเวลาว่าง เขาก็เลยชอบมาแอบฟังอยู่บ่อยๆ ยังไงสถานที่ที่เรียกว่าโรงเรียนก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่ห่างจากที่พักของเขาเท่าไหร่ ถึงจะมีกำแพงรอบๆ เพื่อกันพวกสัตว์ แต่ไอเดนปีนต้นไม้เก่งมาก กำแพงแค่นี้ไม่เกินมือเขาหรอก
อีกอย่างคือเขาก็ไม่ได้เข้าไปแอบใกล้ขนาดนั้น แต่เป็นการนั่งฟังอยู่บนต้นไม้สูงที่มีใบเยอะๆ ทำให้คนในโรงเรียนไม่เห็นเขา เห็นแบบนี้แต่ไอเดนหูดีมากเลยนะ สายตาก็ดีมากด้วย เขาเห็นและได้ยินทุกอย่างที่คนในโรงเรียนนี้เรียนกัน
จากการแอบฟังและแอบเข้าไปขโมยหนังสือที่พวกเด็กนักเรียนโยนทิ้ง ไอเดนก็สามารถระบุได้ว่าตัวเองน่าจะอายุประมาณ 10-11 ปีแล้ว คือเขาก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองเกิดวันไหน แค่คำนวณจากตัวเลขที่อยู่ในสร้อยเฉยๆ
ไอเดนสามารถอ่านและเขียนได้จากการแอบฟังเด็กๆ เรียนไปประมาณ 1 เดือนกว่าๆ ก็ถือว่าคุ้มอยู่เมื่อเทียบกับเวลานอนกลางวันที่เสียไป
ใบหูสีขาวทรงสามเหลี่ยมกระดิกไปมาเบาๆ เมื่อได้เสียงกริ่งที่คุ้นเคย ไอเดนลุกขึ้นจากต้นไม้ที่เขานั่งอยู่ สะบัดหางเล็กน้อยเพื่อคลายอาการเมื่อยจากการนั่งนานๆ ก่อนจะกระโดดไปที่ต้นไม้อีกต้นที่อยู่ไม่ไกลจากประตูโรงเรียนอย่างรวดเร็ว ใบไม้ข้างบนแทบจะไม่สั่นเลยเมื่อเขาลงจอด
ดวงตาสีอำพันมองภาพของแม่พ่อที่เข้ามารับเด็กๆ ด้วยสายตานิ่งๆ ปนสงสัยนิดๆ
ไอเดนสงสัยมาโดนตลอด ทำไมเขาถึงไม่มีพ่อแม่เหมือนเด็กคนอื่นกันนะ
…………………………………………………………………..
10 ปีต่อมา…
“ครือ!!!” พื้นดินที่สั่นไหวอย่างรุนแรงทำให้ไอเดนสะดุ้งตื่นจากการนอนกลางวัน
“แงววว…” เขาพยายามทรงตัวไว้อย่างสุดความสามารถ กรงเล็บคมๆ ยึดเกาะกับต้นไม้เอาไว้แน่น ขณะที่หางด้านหลังฟูฟ้องไปหมด
ไอเดนได้ยินเสียงพวกนกแตกตื่น ได้ยินเสียงกรี๊ดโวยวายจากทางโรงเรียน และเห็นพวกสัตว์มากมายวิ่งออกมาจากรัง
แต่น่าแปลกที่ต่อให้พื้นดินจะสั่นแรงขนาดไหน พวกต้นไม้ขนาดใหญ่กลับไม่ล้มลงมาเลย น่าจะเพราะต้นไม้พวกนี้อยู่มานานมาก รากของพวกมันก็แผ่ขยายไปไกลและยังเกาะพื้นดินได้แน่นมาก
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่กว่าที่พื้นดินจะหยุดสั่นไหว เขาก็แทบจะหมดแรงเกาะต้นไม้แล้ว เมื่อรอแน่ใจว่าแผ่นดินหมดสั่นไหวแล้ว ไอเดนจึงกระโดดลงจากต้นไม้ที่เขาขึ้นมาอาบแดด ก่อนจะวิ่งตรงไปที่ถ้ำซึ่งเป็นบ้านของเขาทันที
ในใจก็รู้สึกกังวลมากว่าถ้ำจะถล่มลงมาไหม เพราะอาหารเกือบสองอาทิตย์ของเขาอยู่ในนั้นหมดเลย แต่โชคดีที่สิ่งที่เขาหวาดกลัวนั้นไม่เกิดขึ้น ถ้ำของเขายังปกติดี ดูเหมือนภายในก็แข็งแรงกว่าที่เขาเห็นจากภายนอกเยอะเลย
หลังจากนั้นไอเดนก็คิดว่าทุกอย่างคงกลับมาเป็นปกติแล้ว คงไม่มีอะไรที่เหนือความคาดหมายของเขาเกิดขึ้นอีก
แต่ในวันต่อมา ไอเดนก็ไข้ขึ้นสูง ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ ที่เขาป่วยหนักขนาดนี้ ขนาดจะไปกินน้ำแต่ละครั้งยังยากที่จะขยับตัวไปกิน
ตอนแรกไอเดนก็คิดว่าคิดว่าตัวเองน่าจะใกล้ตายแล้วล่ะ แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกที อาการไข้สูงพวกนั้นก็หายเป็นปลิดทิ้ง แถมร่างกายเบาขึ้นมาก รู้สึกสบายตัวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขายังดีใจที่ไม่ถึงสองชั่วโมง ทันทีที่ออกมานอกถ้ำ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล
‘@#$%#%’ เสียงกระซิบบางอย่างดังขึ้นข้างหู น่าแปลกที่ต่อให้เขาจะฟังไม่ออกแต่กลับเข้าใจความหมายของประโยชน์นั้นทันที
แน่นอนว่าไอเดนที่เชื่อสัญชาตญาณมากกว่าสมองก็เลือกที่จะทำตามโดยไม่หยุดคิด
เขากระโดดขึ้นไปบนต้นไม้สูงข้างๆ ถ้ำทันที ในเวลาเดียวกันนั้น พื้นที่ที่เขายืนอยู่เมื่อกี้ก็ถูกหนูยักษ์ที่ตัวเท่าหมาป่ากระโจนขึ้นมาจากดิน ถ้าหากไอเดนช้ากว่านี้อีกนิดหนึ่ง ร่างของเขาคงถูกหนูยักษ์นั้นกัดไปแล้ว
“จี๊ด!!!” เจ้าหนูที่พึ่งจะกลายพันธุ์เสร็จคำรามด้วยความหงุดหงิดเมื่อไม่สามารถจัดการกับเหยื่อของมันได้ ดวงตาสีแดงสดจ้องมองเจ้าแมวที่มันจำได้ดีว่าล่าเผ่าพันธุ์ของมันไปมากแค่ไหน
วันนี้จะต้องเป็นวันตายของเจ้าแม่นั้น!!
“อย่าเลี้ยงดังได้ไหม มันแสบหูนะ” ถึงแม้สถานการณ์จะดูย่ำแย่แค่ไหน แต่ไอเดนก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะบ่นออกมา
เขาไม่ได้ไม่กลัวนะ เพียงแต่ชีวิตเขามันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว การเอาตัวรอดในแต่ละวันมันไม่ได้ง่ายเลย การสติต่างหากที่สำคัญที่สุด
ไอเดนกระโดดขึ้นไปบนต้นทันทีที่เจ้าหนูบ้านั้นทำท่าจะขึ้นมาจับเขา ระหว่างที่กำลังหนีก็กวาดสายตาหาสิ่งที่สามารถฆ่าเจ้าหนูยักษ์นี่ได้ จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับท่อนไม้หนาที่ปักอยู่กับพื้น ยอดแหลมของมันก็ชี้ขึ้นข้างบน
เดาว่าคงหักลงมาจากต้นไม้ในตอนที่แผ่นดินไหวครั้งนั้นสินะ
ไอเดนมองเจ้าหนูยักษ์ที่กำลังพยายามปีนต้นไม้ขึ้นมาตามเขา ก่อนจะมองท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่ปักอยู่กับพื้น และมองกิ่งไม้สูงที่ดูแข็งแรงบนนั้น
คิดออกแล้ว…
“จี๊ด!!” ทันทีที่ไอเดนลงมาจากต้นไม้ หนูกลายพันธุ์ก็รีบพุ่งเข้าไปหาเขาทันทีแบบไม่ต้องหยุดคิด
ไอเดนวิ่งไปข้างหน้า ชีวิตในป่านั้นมันไม่ได้ง่าย สมัยที่ยังเด็ก การวิ่งหนีคือทางเดียวที่จะรอดชีวิต ไอเดนก็ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองวิ่งเร็ว เพราะงั้นการหนีหนูยักษ์ที่ยังดูไม่ชินกับร่างใหญ่ๆ ของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
เขากระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ซึ่งไม่ได้อยู่ห่างจากพื้นมากนัก พอเจ้าหนูประหลาดเริ่มขึ้นมาได้เขาก็โดดขึ้นไปอีกกิ่ง ค่อยๆ ล่อมันขึ้นไปจนถึงกิ่งที่เขาเล็งเอาไว้
ไอเดนค่อยๆ ถอยไปช้าๆ จนหลังของตัวเองชิดกับลำต้นของต้นไม้ ม่านตาค่อยๆ หดลงขณะมองหนูยักษ์ที่ค่อยๆ ปีนขึ้นมาหาเขา จนกระทุ้งมันทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนกิ่งไม้ สิ่งที่ไอเดนคาดไว้ก็เกิดขึ้น
“แกรก!!”
กิ่งไม้ที่ดูแข็งแรงหักทันที พร้อมกับร่างของหนูกลายพันธุ์ที่ตกลงไป หัวของมันเสียบทะลุกับแท่งไม้แหลมที่อยู่ด้านล่างอย่างพอดิบพอดี
“กินได้รึเปล่าเนี่ย” ไอเดนกระโดดลงไปข้างล่าง หยิบกิ่งไม้ที่หักจิ้มซากของหนูยักษ์เบาๆ ด้วยความสงสัย
กิ่งไม้กิ่งนั้น ถึงภายนอกจะดูแข็งแรง แต่ความจริงด้านในมันค่อนข้างเปราะเลยล่ะ รับน้ำหนักมากๆ ไม่ได้ ทุกครั้งเวลาปีนต้นไม้เพื่อหาที่ลับเล็บ ไอเดนก็จะเหยียบอยู่ตรงแถมๆ ใกล้กับตัวต้นเท่านั้น เพราะกิ่งไม้ตรงนั้นมันแข็งแรงกว่าตรงปลายก้าน ไม่คิดจริงๆ ว่ามันสามารถเอามาใช้ประโยชน์ตอนนี้ได้
“ช่างเถอะ ล่าแล้วยังไงก็ต้องกินล่ะนะ” ไอเดนกระดิกหูเบาๆ มื้อนี้กินไปได้อีกนานเลยนะเนี่ย
……………………………………………………………..
น้องไอเดนเป็นเด็กน้อยบอบบางค่ะ ไม่รับความเห็นต่างใดๆ
หาง!!
5 ปีต่อมา
ดวงตาสีอำพันค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ แสงสลัวภายในถ้ำไม่ใช่อุปสรรคของแมวที่สามารถมองเห็นในที่มืดได้ ใบหูขนาดใหญ่กระดิกเบาๆ ก่อนที่ไอเดนจะค่อยๆ ลุกขึ้นจากฟูกที่ทำจากหนังสัตว์บางชนิดที่เขาสามารถล่าได้
ความสั่นไหวจากบนพื้นดินพร้อมกับเศษฝุ่นที่ร่วงลงมาทำให้เขารู้ว่าตัวอันตรายเดินผ่านไปแล้ว ตอนนี้รอบๆ ที่บ้านของเขาจะปลอดภัยไปชั่วขณะหนึ่ง ต้องใช้เวลานี้ในการหามื้อเช้าก่อน
ระยะเวลาปี 5 หลังจากเกินเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนั้นทำให้ชีวิตของไอเดนยากขึ้นมาก สัตว์ต่างๆ ที่เขาเคยเห็นและเคยรู้จักกลายพันธุ์เป็นสิ่งอื่นที่ไม่น่าจะมีในธรรมชาติ ต้นไม้บางต้นก็เริ่มออกล่าสัตว์เป็นอาหาร และแหล่งน้ำบางจุดก็ไม่สามารถดื่มได้อีกแล้ว
ความอยากรอดชีวิตทำให้ไอเดนจำเป็นรู้จักการสังเกตและมองหาจังหวะที่ดี ในป่านี้มีสัตว์อันตรายอยู่มากมาย เขาควรจะรู้ตอนไหนควรล่าและตอนไหนควรวิ่งหนี ผลไม้อะไรที่สามารถกินได้ ต้นไม้อะไรที่สามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บได้ และอะไรที่ไม่ควรเข้าใกล้
ยิ่งกับเจ้าตัวที่พึ่งผ่านหน้าถ้ำของเขาไปนั้น อย่าไปเจอเลยจะดีกว่า น่าจะเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดในป่านี้แล้วมั้ง
“อา…หูเปียกจนได้สิ…” ไอเดนพึมพำเสียงเบาด้วยความไม่พอใจ เผลอใจลอยในระหว่างที่กำลังล้างหน้าทีไร ก็มักจะทำน้ำเปียกไปจนถึงหูตลอด แถมแห้งยากสุดๆ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมขนบนหูของเขาถึงได้ทั้งเยอะ ทั้งหนาขนาดนี้
ไอเดนกระดิกใบหูข้างขวาไปมาเพื่อหวังจะจัดขนให้เข้าที ความจริงถ้าเขาเลียถึงมันจะง่ายกว่านี้มากนะ ลิ้นของเขามันสากเหมือนกันพวกแมว เลียขนแค่ไม่กี่รอบก็เข้าทีแล้ว
ถึงแม้อาศัยอยู่ในถ้ำ แต่ไอเดนก็ไม่เคยปล่อยตัวให้สกปรก ขนที่หางของเขาก็ไม่เคยยุ่งหรือพันกันเลย เพราะเขาทั้งอาบน้ำและเลียขนอย่างดี
แต่ประเด็นคือเขาไม่สามารถเลียไปถึงหูตัวเองได้ไง
ไอเดนใช้แก้วน้ำที่ทำจากเปลือกของผลไม้บางชนิดตัดน้ำออกจากบ่อในปริมาณที่เขาสามารถดื่มได้หมดในวันเดียว เทน้ำทั้งหมดลงไปในใบไม้ทรงถ้วยที่เขาบังเอิญไปเจอต้นของมันในป่า กองไฟถูกจุดด้วยชำนาญ ก่อนจะนำใบไม้นั้นขึ้นไปตั้งบนไฟทันที
ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมใบไม้ถึงสามารถใช้แทนหม้อต้มน้ำได้แบบนี้นะ เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน ไอเดนก็แค่ลองเด็ดมาทำดูเล่นๆ เพราะเห็นว่าไฟไม่สามารถทำอะไรกับต้นของมันได้เท่านั้น ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขาจะได้หม้อจากธรรมชาติมาแบบนี้
รอจนน้ำเดือดได้ที ไอเดนก็เทน้ำลงในแก้วที่เขาทำความสะอาดอย่างดี รอจนอุณหภูมิของน้ำต่ำจนได้ที่ ไอเดนก็ยกน้ำขึ้นดื่ม
ถึงน้ำในบ่อจะเป็นน้ำจืดแบบที่เขาสามารถดื่มได้ แต่ไอเดนก็เต็มใจที่จะเสียแรงต้มมันดีกว่าการจะมาป่วยเพราะอาหารเป็นพิษทีหลัง
เชื่อเถอะว่า 5 ปีที่เขาอยู่ในป่านี้มา ไอเดนเจอสัตว์ประหลาดหลายตัวที่ตายจากการดื่มน้ำแบบไม่ระวัง และเขาไม่อยากเป็นแบบนั้น
ถึงแม้เขาจะดื่มน้ำจากบ่อน้ำจืดในถ้ำตลอด แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาคิดว่าน้ำพวกนี้มันสะอาด เพราะเมื่อ 4 ปีก่อน อยู่ๆ ก็มีก้อนหินแปลกๆ ผุดขึ้นมาบนขอบบ่อเต็มไปหมด ก้นบ่อเองก็มี ก้อนหินพวกมีหลายสีและหลายขนาดนั้น
ไอเดนเคยพยายามเอามันขึ้นมาดูอยู่นะว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่พอขึ้นจากน้ำพวกมันก็ระเหยเป็นไอทันที เหมือนกับไม่สามารถสัมผัสกับอากาศตรงๆ ได้
ไอเดนก็เลยทำได้แค่ปล่อยมันไว้แบบนั้น มีบางครั้งเหมือนกันที่เขาเห็นว่าก้อนหินบางก้อนละลายไปกับน้ำเลยก็มี ถ้าเป็นไปได้ไอเดนก็ไม่ได้อยากดื่มน้ำที่ไม่รู้จะสร้างอันตรายอะไรในกับร่างกายในตอนหลักหรอก แต่เขาก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถเลือกได้อยู่แล้ว
เพราะงั้นเขาก็เลยพยายามต้มน้ำให้สุกก่อนจะดื่มทุกครั้งยังไงล่ะ
ไอเดนคว้ากระเป๋าที่เขาฉกมาจากหมู่บ้านด้านล่างขึ้นมาสะพายที่ไหล่ เขาเคยลงไปที่หมู่บ้านครั้งหนึ่งเมื่อประมาณสามปีก่อน เพราะบังเอิญได้ยินเสียงแปลกๆ ที่ฟังดูอันตราย ไม่คิดจริงๆ ว่าหมู่บ้านที่เคยมีชีวิตชีวาจะกลายเป็นหมู่บ้านร้างในเวลาแค่ไม่กี่ปี
ในหมู่บ้านมีแค่สิ่งที่ไอเดนคิดว่าน่าจะเป็นศพเดินได้อยู่เต็มไปหมด พวกมันไม่มีลมหายใจ ไม่มีเลือด ไม่มีเนื้อ เป็นแค่ร่างง่อยๆ ที่เดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย แต่เมื่อเห็นสิ่งมีชีวิต พวกมันก็จะพุ่งเข้าไปใส่ทันที แน่นอนว่าไอเดนก็เคยปะทะกับพวกนี้เหมือนกัน
บอกเลยว่าพวกนกยังฉลาดกว่า ศพเดินได้พวกนั้นไม่รู้จักการหลบ ไม่รู้จักการวางแผน มีดีแค่จำนวนก็เท่านั้น การจัดการพวกมันไม่ได้ยากเลยสำหรับไอเดน
ส่วนตัวอันตรายที่เขารู้สึกได้ มันคือดอกไม้ชนิดหนึ่งที่กำลังเติบโตอยู่บนกองซากศพของเด็กๆ ในหมู่บ้านที่เขาเห็นในโรงเรียน ไอเดนไม่ได้เข้าไปยุ่งกับเจ้าดอกไม้นั้น เพราะมีเสียงกระซิบบอกว่ามันอันตรายเกินไป เขาไม่สามารถสู้กับดอกไม้นั้นได้
แหม…ดูจากซากของสัตว์จำนวนมากที่อยู่รอบๆ นั้นก็รู้
แต่พอไอเดนลงไปที่หมู่บ้านในอีกหนึ่งเดือน เขาก็ไม่เห็นดอกไม้นั้นแล้วนะ ไม่รู้ว่ามันงอกขาออกมา หรือมีสัตว์ที่แข็งแกร่งกว่าไปกินมันกันแน่ (เชื่อเถอะว่าไอเดนเคยเห็นดอกไม้ที่งอกขาออกมาเพื่อเดินไปหาน้ำจริงๆ)
“วันนี้….ไปทางไหนดีนะ” ไอเดนเลิกม่านที่ทำมาจากเถาวัลย์ที่สามารถหาได้ตามป่าขึ้น ดวงตาสีอำพันหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อเมื่อเผชิญหน้ากับแสงอาทิตย์
อยากนอนอาบแดดจังเลย….
แมวเป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้กันดีว่าพวกมันใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไปกับการนอน ก่อนวันสิ้นโลกจะเกิดขึ้น ไอเดนก็ใช้ทั้งชีวิตไปกับการนอนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการนอนอาบแดดหรือนอนเพราะอยากนอน เวลาหิวก็แค่ออกไปล่าอาหารเท่านั้น ถูกแม้จะหายากบ้างในบางเวลา แต่ถ้ารู้จุดมันก็ไม่ได้ยากอะไร
แต่ในวันสิ้นโลก อย่าว่าแต่อาบแดดเลย แค่อยู่นอกถ้ำให้ได้เกิน 2 ชั่วโมงเขาก็จะตายแล้ว เขาต้องหาอาหารให้ได้มากพอกับเวลาที่เขาอยู่ในถ้ำ ขณะเดียวกันก็ต้องออกมารับแสงในบางเวลาและรีบกลับเข้าถ้ำทันที
กลางคืนคือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดในป่า ไอเดนได้ยินเสียงต่อสู้ของสัตว์ป่าบ่อยจนแทบกลายเป็นเพลงกล่องนอนของเขาอยู่แล้ว
“ทางไปตะวันตกแล้วกัน” เมื่อปีก่อนนี้ ไอเดนมักจะได้ยินเสียงกระซิบในหัวบ่อยๆ แต่พอเวลาผ่านไปแล้ว เสียงกระซิบพวกนั้นก็เงียบหายไป แต่ไม่รู้ไอเดนคิดไปเองรึเปล่า เพราะหลังจากนั้นเขามักจะรู้สึกแปลกเสมอเวลาจะมีเรื่องอันตรายหรือเรื่องดีๆ เกิดขึ้น
เขาเองก็อธิบายไม่ถูกหรอกว่ามันเป็นความรู้สึกแบบไหน แต่มันก็ทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้นมากเลย เพราะไม่เคยมีสักครั้ง ที่ความรู้สึกพวกนั้นจะบอกสิ่งที่ผิดกับเขา
……………………………
“อย่าฟาดเถาวัลย์ไปมาแบบนั้นสิ แค่ขอผลไม้นิดหน่อยเอง” ไอเดนกระโดดหลบเถาวัลย์เส้นใหญ่ที่ฟาดมาใส่เขา ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ต้นไม้กำลังดึงเถาวัลย์กลับมา กระโจนขึ้นที่กิ่งขนาดใหญ่และเด็ดเอาผลไม้ที่สุกได้ทีออกมาผลหนึ่ง จากนั้นก็วิ่งหนีออกมาทันที
ขนาดของผลไม้ใหญ่พอๆ กับลูกแตงโมเลย แต่รสชาติข้างในจะคล้ายๆ กับเมล่อนมากกว่า มันอร่อยนะ เพียงแต่ตัวต้นค่อนข้างดุเลย เสียงฟาดเถาวัลย์ที่ดังไม่หยุดทำให้รู้ได้เลยว่าลำต้นต้องกำลังโกรธขนาดไหน
ไอเดนเก็บผลไม้นั้นลงในกระเป๋า ก่อนจะเดินไปทางแหล่งน้ำเพื่อจับปลา ระหว่างทางก็เก็บพวกผักที่สามารถกินคู่กันได้ไปด้วย
ถึงเขาจะไม่ชอบเวลาที่หางตัวเองเปียก แต่การกินเนื้อแห้งๆ ของหนูติดกันเป็นอาทิตย์ก็ทำให้เขาอยากอาเจียนเหมือนกันนะ
“ฟุดฟิดๆ ..” ไอเดนเชิดหน้าขึ้นดมกลิ่นในอากาศ ใบหูขนาดใหญ่ขยับไปมาเพื่อฟังเสียงฝีเท้า เมื่อไม่รู้สึกถึงสัตว์อันตรายเขาจึงค่อยๆ เดินออกไปที่แม่น้ำ
แม่น้ำสายนี้เป็นที่เดียวที่ใกล้กับถ้ำของเขามากที่สุด ปลาส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำนี้ก็ไม่ได้ตัวใหญ่มาก เป็นขนาดกลายๆ แบบที่พอกินอิ่มเท่านั้น เนื้อก็ไม่ค่อยนุ่ม แต่ก็ดีกว่ากินเนื้อหนูล่ะนะ แต่ดีหน่อยที่พวกมันไม่กลัวคนเลย จับง่ายสุดๆ
ไอเดนถอดลงรองเท้าออก ก่อนจะถกขากางเกงขึ้น หางยาวถูกยกขึ้นมาพันรอบเอว ก่อนที่เขาจะเดินลงไปในน้ำ ยืนอยู่นิ่งๆ แค่ 1 นาที ปลามากมายก็พากันว่ายเข้ามารุมกัดขาของเขาแล้ว
มันไม่ได้เจ็บอะไรหรอก ออกจะรู้สึกรำคาญด้วยซ้ำไป แต่ถ้าปล่อยให้กัดนานๆ ก็อาจจะเป็นแผลได้
ไอเดนกางเล็บ ไม่รู้เพราะเขาเป็นรึเปล่า แต่เขาสามารถกางและเก็บเล็บตามร่างกายได้อย่างอิสระเลย เวลาปกติเล็บของเขาก็จะเป็นเล็บธรรมดาๆ ที่มีความคมนิดหน่อยเหมืิอนคนทั่วไป แต่พอกางเล็บออกมา ทั้งความคมและความยาวก็จะมากขึ้นประมาณ 3 นิ้ว แถมถ้าปล่อยไว้มันก็จะยาวขึ้นเรื่อยๆ จนเขาไม่สามารถเก็บได้อีก
นั้นคือเหตุผลที่ว่าทำไมไอเดนถึงต้องฝนเล็บกับต้นไม้บ่อยๆ
ม่านตาสีอำพันหดแคบลง ก่อนที่เขาจะตวัดกรงเล็บใส่ปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำอย่างแม่นยำ เพียงแค่ครั้งเดียวไอเดนก็ได้ปลาติดเล็บมาสองตัว เป็นประสมการณ์ที่การที่เกิดจากลองทำมาหลายรอบล่ะนะ
แต่ถ้าเลือกได้ไอเดนก็ไม่ค่อยอยากกินปลาเท่าไหร่นัก เพราะปลาไม่ใช่แค่ทำความสะอาดยาก กลิ่นคาวของมันยังแรงและติดอยู่บนมือเขาไปทั้งวัน ไม่ต้องพูดถึงก้างจำนวนมากที่อยู่ภายในเลย
แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่ได้อยู่ในจุดที่เลือกได้สักหน่อย
“เท่านี้ก็พอก็คงพอแล้วมั้ง” ไอเดนก้าวขึ้นจากน้ำ สะบัดหางไปมาแรงๆ เพื่อไล่น้ำที่เกาะแถมๆ ปลายหางออกไป หางจริงๆ ของไอเดนยาวแค่ถึงเข่าเท่านั้น แต่ขนที่ปกคลุมหางของเขากลับยาวเลยเข่าลงไปเยอะ มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ปลายหางมันจะเปียกบ่อยๆ ตอนที่เขาลงน้ำ
ไอเดนใช้ใบไม้ห่อตัวปลาทั้งหมดให้มิดชิด ก่อนจะเก็บพวกมันลงกระเป๋า และหันกลับ เตรียมกลับถ้ำไปทำความสะอาดปลาต่อ จริงๆ เขาก็อยากทำตรงนี้เลยนะ แต่กลิ่นคาวแรงๆ ของปลามักจะดึงดูดนักล่าที่น่ารำคาญมาเสมอ
ถ้ำของไอเดนอยู่ในจุดที่เจ้าตัวอันตรายเดินผ่านทุกวัน ทำให้นักล่าตัวเล็กๆ ไม่กล้าเข้าใกล้และพวกตัวใหญ่ก็ไม่ได้สนใจปลาเล็กๆ พวกนี้อยู่แล้ว เขาก็เลยสามารถทำความสะอาดมันที่ถ้ำได้แบบสบายๆ
ถึงจะต้องแลกมากับการที่ต้องนอนดมกลิ่นคาวปลาไปสักพักก็เถอะ
“ตูม!!!” แต่เสียงระเบิดที่ดังมาจากข้างหน้าก็ทำให้ไอเดนสะดุ้ง ใบหูของเขาพับลงข้างศีรษะอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงที่ดังเกินไป
“ทางนั้นมัน…” ไอเดนขมวดคิ้ม เขาแน่ใจว่าเสียงระเบิดนั้นต้องไม่ใช่ฝีมือของสัตว์ตัวไหนในป่าแน่ๆ เพราะมันรุนแรงเกินไป แถมทางที่เกิดเสียงนั้นก็….เป็นทางหมู่บ้านด้วย
ปลายหางขดเข้ามาเป็นทรงตะขอ ก่อนจะคล้ายออกและขดเข้ามาใหม่ เป็นท่าทางที่ไอเดนมักจะแสดงออกมาเมื่อเขากำลังรู้สึกสงสัย และอยากรู้คำถาม แต่ขณะเดียวกันไอเดนก็รู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไปหน่อย เสียงดังขนาดนั้น มันต้องดึงดูดความสนใจของสัตว์นักล่ามากแน่ๆ
แต่อีกใจหนึ่งเขาก็สงสัยสุดๆ อะไรที่ทำให้เกิดเสียงแบบนั้น
และแน่นอน ธรรมชาติของแมวนั้นเป็นสัตว์ขี้สงสัยและอยากรู้อยากเห็น ไอเดนเองก็ไม่ต่างกันแถมบางอย่างในตัวเขาก็บอกว่าต้องไปดูให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจวางกระเป๋าไว้ในพงหญ้า และออกตัววิ่งไปทางที่ได้ยินเสียงระเบิด
“อะไรกันเนี่ย…." ไอเดนพึมพำออกมาเบาๆ เมื่อเห็นสภาพพื้นที่รอบๆ เท่าที่เขาจำได้ พื้นที่ตรงนี้คือป่าขนาดใหญ่ที่ต้องเจอก่อนจะเข้าไปในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ พื้นที่ทั้งหมดกลับกลายพื้นที่โล่งซึ่งไม่เหลืออะไรนอกจากพื้นดินไปแล้ว
ไอเดนกวาดสายตามองไปรอบๆ เขาเห็นซากของสัตว์ตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนพื้น ร่างกายของมันเต็มไปด้วยรอยเลือดและส่วนที่ควรจะเป็นหัวก็หายไป ข้างๆ ซากนั้นคือ….มนุษย์..ไม่สิ มนุษย์สัตว์คนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไอเดนเจอกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่คล้ายกับตัวเองแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าหน้าอกของเขามีการเคลื่อนไหวอยู่ ไอเดนคงคิดว่าคนๆ นี้คงตายไปแล้ว เพราะร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย บางจุดยังลึกขนาดที่เลือดยังไม่หยุดไหลด้วยซ้ำ
“ฟุดฟิดๆ” ไอเดนยืนหน้าเข้าไปใกล้คนที่นอนนิ่งอยู่ นอกจากกลิ่นเลือดแล้ว เขาก็เหมือนจะกลิ่นแปลกๆ ติดมาด้วย
เป็นกลิ่นที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน ให้ความรู้สึกหวานๆ แต่ก็ติดขมเล็กน้อน แปลกดีเหมือนกัน
แต่ถึงจะเห็นเขาอยากรู้อยากเห็นแบบนี้ แต่ไอเดนก็ไม่ได้ต้องการช่วยชีวิตเขานะ เพราะหนึ่งคือเขาไม่รู้ว่าคนๆ นี้จะเป็นมิตรไหม และสอง ต่อให้ช่วยไปแล้ว ไอเดนก็ไม่รู้ว่าคนๆ นี้จะรอดรึเปล่าด้วย เขาไม่ต้องการให้มีศพนอนตายอยู่ในถ้ำตัวเองหรอกนะ
เมื่อความสงสัยถูกทำให้กระจ่างแล้ว ไอเดนก็ไม่มีธุระอะไรกับที่นี้อีกแล้ว เขาหันหลังกลับและเตรียมจะกลับไปที่ถ้ำ แต่แล้ว….หางตาของเขาก็สังเกตบางอย่าง
ม่านตาสีอำพันขยายออกกว้างและพร้อมกับใบหูที่ตั้งตรง ไอเดนย่องเข้าไปใกล้และใช้อุ้งมือตบไปที่สิ่งๆ นั้นเบาๆ ความนุ่มนิ่มที่สัมผัสได้ทำให้เขารู้สึกอยากอดมันมาก
นี้มัน…หางเหรอ ทำไมมันถึงนุ่มนิ่มและมีขนาดที่ใหญ่แบบนี้ ถ้าเอาไปนอนกอดต้องอุ่นสบายมากแน่ๆ
ในชีิวิตของแมวนั้น มีสิ่งที่เห็นว่าสำคัญอยู่ไม่กี่อยาก หนึ่งคืออาหาร สองคือที่อยู่ และสามคือ…ความสุขในการนอน
สุดท้ายไอเดนก็ต้องลากร่างที่ใหญ่กว่าตัวเองเกือบครึ่งหนึ่งกลับไปที่ถ้ำ ก่อนจะตัดสินใจตัดสินรักษาบาดแผลให้เขาอย่างสุดความสามารถเพราะไม่ต้องการให้หางใหญ่ๆ สุดนุ่มนิ่มน่ากอดต้องสูญเสียความอบอุ่นไป
……………………………………………….
ไอเดนคือแมวค่ะ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถคาดเดาความคิดได้5555555
ปล.ลงช้าหน่อยเพราะไรท์กำลังสู้รบกับโน๊ตบุ๊กอยู่ค่ะ เด้งบ่อยจนท้อเลย
ปล2 ยังไม่ตรวจคำผิด