โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก National Single Window ประตูสู่รัฐบาลดิจิทัล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ม.ค. 2567 เวลา 07.22 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. 2567 เวลา 11.27 น.

ทำความรู้จักระบบ National Single Window ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลองค์กรรัฐ-เอกชน ติดต่อเรื่องการส่งออกได้ในช่องทางเดียว มีโอกาสขยายผลสู่การบริการประชาชนในด้านอื่น ๆ ในช่องทางเดียวด้วยระบบดิจิทัลได้

ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งใบอนุญาต การทำธุรกิจหรือใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เกิดหลีกเลี่ยงไม่ได้ติดต่อราชการ ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งมีความซับซ้อน และมีหน่วยงานราชการเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ใบอนุญาตก็แตกแขนงไปหลายรูปแบบหลายหน่วยงาน ทำให้ต้องใช้เวลาในการติดตามและติดต่อ ส่งผลให้ต้นทุนการประกอบกิจการสูงขึ้น

ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการด้านเอกสารมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้า ที่มีพิธีการข้ามแดนที่ซับซ้อนอย่างมาก ทำให้ประเทศไทยเริ่มมีแนวคิดที่จะรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องและจำเป็นมาไว้ที่เดียว และติดต่อง่ายที่สุด เพื่อให้มีความสะดวกและลดต้นทุนเวลาในการทำธุรกิจ และช่วยให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลพิธีการข้ามแดนได้ดีขึ้น โดยการเปิดหลังบ้านเชื่อมโยงข้อมูลกันและกัน ในระบบที่มีชื่อว่า “หน้าต่างเดียว” National Single Window (NSW)

National Single Window คืออะไร

ตามข้อมูลของ กรมศุลกากร ระบุว่า National Single Window (NSW) คือระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ (G2G, G2B และ B2B) สำหรับการเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์ รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ

กรมศุลกากรได้เริ่มนำแนวคิดของ Single Window มาประยุกต์ใช้สำหรับการนำเข้าการส่งออกมาตั้งแต่ปี 2541 โดยพัฒนาบริการศุลกากรจากระบบเอกสารกระดาษเป็นระบบการแลกเปลี่ยนเอกสารในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Data Interchange : EDI และสามารถให้บริการระบบ EDI ทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2543

ระบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบ National Single Window (NSW) ของประเทศไทยที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรและผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ตัวแทนออกของ ตัวแทนผู้รับขนส่งสินค้า บริษัทเรือ สายการบิน และธนาคารต่าง ๆ และต่อมาพัฒนาเป็นระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ไร้เอกสาร (e-Customs) ให้บริการทั่วประเทศตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 ซึ่งเป็นความสำเร็จส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบ NSW ของประเทศ

ระบบ NSW ของประเทศเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับ ผู้ให้บริการระบบ Electronic Windows ที่มีอยู่แล้วในขณะนั้น รวมถึงการเชื่อมโยงกับระบบศุลกากร ไร้เอกสาร เพื่อให้บริการผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า ส่งออกทั่วประเทศแบบไร้เอกสารได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการค้าที่ใช้ระบบศุลกากรไร้เอกสารอยู่แล้ว

รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับกรมศุลกากรอยู่ก่อนแล้ว ปัจจุบันระบบ NSW ให้บริการ เชื่อมโยงข้อมูลซึ่งประกอบด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (G2G), การเชื่อมโยงข้อมูล ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ (G2B) และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาคธุรกิจและภาคธุรกิจ (B2B) บางส่วน โดยมีความก้าวหน้าการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ กับระบบ NSW

กรมศุลกากรเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้ออกใบอนุญาต/ใบรับรอง และผู้ประกอบการ เช่น ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ตัวแทนออกของ ตัวแทนผู้รับขนส่งสินค้า บริษัทเรือ สายการบิน และธนาคารต่าง ๆ เชื่อมโยงข้อมูลใบขนสินค้า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554

ข้อมูลในปี 2564 ระบุว่าทันทีที่ใช้งานระบบนี้ ผู้ประกอบการ 1.1 แสนรายติดต่อหน่วยงานกว่า 37 หน่วยงานในคราวเดียว ลดเอกสารและข้อมูลซ้ำ 70% ต่อหนึ่งครั้ง ลดเวลากการเตรียมส่งออก 1 วัน คิดเป็นการลดต้นทุน 116เหรียญสหรัฐ ต่อ 1 ตู้สินค้า

ประตูสู่ รัฐบาลดิจิทัล

จะเห็นว่าแนวคิดการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐด้วยระบบดิจิทัล ทั้งในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ลายเซ็นหรือการประทับตราแบบอิเล็กทรอนิกส์ และที่ก้าวหน้ามากคือการยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการด้วยสมการคณิตศาสตร์แบบ Public Key-Private Key ไม่ได้มีศักยภาพให้บริการผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการนำเข้าส่งออกเท่านั้น ยังทำให้เห็นว่าหน่วยงานที่มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต สั่งการ ตามกฎหมายของตนสามารถ “Exercise” อำนาจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ดังเดิม

หากมีการขยายการเชื่อมโยงข้อมูลทั้ง สาธารณสุข ทะเบียนราษฎร์ การเงิน และอื่น ๆ ย่อมสามารถทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงหน่วยงานภาครัฐด้วย “หน้าต่างเดียว” ได้

เทคโนโลยีที่ระบบ NSW ใช้ก็พัฒนาขึ้นมาเกือบ 20 ปีแล้ว และอยู่ในระดับที่รอการ Scale Up เพื่อทดสอบใช้ในวงกว้าง และการแก้ไขข้อกฎหมาย และให้ผู้มีอำนาจเร่งหน่วยงานรัฐบาลจำแนกข้อมูลให้คอมพิวเตอร์อ่านเข้าใจ และเชื่อมกับระบบกลางไว้ เพราะปัญหาที่สำนักพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) พบเจอหลังจากพัฒนาแพลตฟอร์มบริการภาครัฐอย่าง “ทางรัฐ” หรือ “ThaID” ส่วนใหญ่แล้วคือการประสานและขอให้หน่วยงานราชการยอมเชื่อมข้อมูล

ภาครัฐได้พยายามผลักดันให้ NSW เป็นแกนในการสร้างรัฐบาลดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง เช่นในสมัยของ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ขณะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้พยายามผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ดิจิทัล โดยปรับรูปแบบการให้บริการในลักษณะของ National Single Window เป็นระบบกลางเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การแชร์ข้อมูลหลังบ้านระหว่างหน่วยงานของรัฐบาลด้วยกัน ลดการขอเอกสารซ้ำซ้อน และยุ่งยาก

และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ DGA ก็ได้เริ่มเปลี่ยนแบบฟอร์มในการยื่นทำธุรกรรมภาครัฐแล้วนับร้อยแบบฟอร์ม และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมกับกรมศุลกากร ให้สิทธิบริการระบบกลางเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (NSW) รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งภาครัฐ เอกชนและระหว่างประเทศ

และมีการพัฒนาต่อเนื่องจน DGA สามารถนำไปพัฒนาจากแพลตฟอร์ม Web Base ไปเป็นรูปแบบแอปพลิเคชั่น และภาครัฐหลายหน่วยงานต่างก็มีแอปพลิเคชั่นของตน ดังนั้นปัญหายังอยู่ที่การเชื่อมโยงข้อมูล และให้อำนาจในการกำกับประทับตราทางกฎหมาย ซึ่งเทคโนโลยีพร้อมแล้วและใช้มา 10-20 ปีแล้ว และรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์-เอไอ ที่ต้องอัปเกรดใหม่ เพื่อให้รองรับการขยายบริการจากผู้ใช้แสนกว่ารายใน National Single Window ไปสู่ 70-100 ล้านรายในระบบของ “รัฐบาลดิจิทัล”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...