โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

สมาคมคอนโดฯจี้รัฐบาล ขอยาแรงกระตุ้นฟื้นตลาดปี’67

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ต.ค. 2566 เวลา 01.17 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2566 เวลา 01.15 น.
ภาพจาก : freepik

ตลาดคอนโดมิเนียม บนความคาดหวังปี 2567 เริ่มฟื้นตัวโดยสมบูรณ์

แต่หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่นอน เพราะปี 2566 เหนื่อยปนลำบากจากวิกฤตซ้ำซ้อนครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เป็นปีที่เสียโอกาสการทำธุรกิจอีกปีหนึ่ง การประเมินปีหน้าจึงต้องทำใจ ว่าเป็นอีกปีที่ต้องเหนื่อยไม่น้อยกว่าเดิม

นี่คือบทสรุปรวบยอดจากงานสัมมนาหัวข้อ “ผ่ากลยุทธ์ธุรกิจคอนโดมิเนียม 2024” จัดโดยสมาคมอาคารชุดไทย เมื่อวันอที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา

จุดโฟกัสอยู่ที่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในมุมของตลาดคอนโดมิเนียม ฝากความหวังการฟื้นตัวไว้กับรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เพราะหนทางเดียวที่จะฟื้นตัวได้ ต้องรอการฟื้นตัวจากจีดีพี

จุดเน้นอยู่ที่ดีเวลอปเปอร์ประสานเสียง ขอยาแรงจากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ แบบฟูลออปชั่น เพราะปีหน้าผู้ประกอบการอยากกลับไปอยู่ที่ตัวเลขมูลค่าตลาดปีละ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นภาพก่อนเกิดสถานการณ์โควิด

เทรนด์ทั่วโลกช็อปอสังหาฯ

เปิดฟลอร์ด้วย “พีระพงศ์ จรูญเอก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมอาคารชุดไทยคนปัจจุบัน กล่าวว่า เศรษฐกิจชะลอตัวกับฟันด์โฟลว์ ทำให้เรากระทบในช่วงนี้ ตลาดทุนกลับแย่ลงกว่าเดิม คนอื่นฟื้นกันหมดแล้ว

“เราคงรอความหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ รอการฟื้นตัวจากจีดีพี การฟื้นตัวตลาดในประเทศ ความคาดหวังการทำนโยบายประชานิยม การกระตุ้นเชิงนโยบายเกี่ยวกับอสังหาฯ กระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยใช้กลไกวีซ่า เป็นเรื่องที่เราคาดหวังได้”

โดยเฉพาะในเวลาที่กำลังซื้อคนไทยอ่อนแรง ยังมีตัวเลือกในการดึงดูดกำลังซื้อต่างชาติ ซึ่งมีโมเดลให้เห็นแล้วในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าต่างชาติแห่ไปซื้ออสังหาฯ ในสิงคโปร์ ตลาดมีความร้อนแรงจนรัฐบาลต้องออกมาตรการ cooling measure ด้วยการขึ้นภาษีซื้อต่างชาติ 30-40% และขาย 2 ราคา โดยขายราคาแพงให้คนต่างชาติ

นั่นคือ ถึงแม้เศรษฐกิจโลกผันผวน แต่ยังมี positive sign ลูกค้าต่างชาติต้องการกระจายความมั่งคั่งออกนอกประเทศ เป็นคลื่นการลงทุนที่ไทยสามารถรองรับได้ และเลือกเฟ้นลูกค้าดี (ไม่ใช่สีเทา)

ดึงต่างชาติพำนักระยะยาว

เทรนด์ตลาดคอนโดฯ ปีหน้า “พีระพงศ์” มองว่าโอกาสที่เป็นรูปธรรมอาจมีไม่มากนัก มองเทรนด์ recovery cycle มากกว่า เปรียบเหมือนเพิ่งสร่างไข้จากลองโควิด

“ปี 2566 เป็นปีที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง กระทบจากปัจจัยโลก macro economic เราจัดตั้งรัฐบาลช้า เราไม่มีจุดขายสำคัญ พึ่งพาส่งออกเยอะ การท่องเที่ยวเยอะ ตอนนี้ค่าเดินทางแพงหมด ปีหน้าค่าเดินทางอาจจะดีขึ้นหรือถูกลงในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ตลาดกลาง-ล่างไม่ค่อยดี โรงแรม 2-3 ดาวยังไม่ดี ระดับ 4-5 ดาวปีนี้ดีแน่นอน เรียกราคาได้”

เรื่องแรกที่วางแผนจะทำ ลงทุนเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูสการท่องเที่ยว โรงแรม สุขภาพ สอดคล้องกับการขายคอนโดฯ ในเมืองรีสอร์ตมากขึ้น ปัจจุบันปักหมุดแล้ว 10 จังหวัด ปีหน้าจะเพิ่มพอร์ตเป็น 30 จังหวัด

“โควิดทำให้คนกลับบ้าน ไปสร้างกิจการ สร้าง new S-curve ให้ท้องถิ่น เศรษฐกิจหมุนรอบได้ด้วยอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม”

โควิดเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ดังนั้น ต้องสร้างจุดแข็งโครงการอสังหาฯ พ่วงการดูแลครบวงจร ซึ่งการสร้างห้องชุด 30-50 ตร.ม. ฟังก์ชั่น 1-2 ห้องนอน ใครก็ทำได้ แต่เฉือนชนะกันที่การแข่งขันสร้างความสุข ลบเพนพอยต์การอยู่อาศัยให้กับลูกค้า

และมาหยุดที่กลยุทธ์ investment program ออริจิ้นมองว่าตลาดลูกค้าเรียลดีมานด์ หรือซื้ออยู่อาศัย มีจำกัด (ส่วนใหญ่ลูกค้าคนไทย) จึงขยายไปเจาะลูกค้าเวลท์ ที่สนใจการลงทุน สนใจค่าเช่า มองลึกถึงขนาดเทรนด์ 10-20 ปีหน้า สัดส่วนจะผกผันเป็นซื้ออยู่เอง 30% ซื้อลงทุน 70%

โมเดลซื้อลงทุนต้องต่อจิ๊กซอว์ตัวเดียวคือ ต้องกระตุ้นดีมานด์ลูกค้าต่างชาติ โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ ดึงต่างชาติมาพักอาศัยอยู่เมืองไทย 1 ครอบครัว อาจทำได้รายให้ไทยปีละ 2-3 ล้านบาท 10 ปีเท่ากับ 20-30 ล้านบาท เทียบเท่าการส่งออกได้

รัฐอุดหนุนบ้านหลังแรก

ข้อเรียกร้องขอยาแรงกระตุ้นอสังหาฯ ชุดใหญ่ไฟกะพริบมาจาก “ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) อดีตนายกฯคอนโดฯ เริ่มต้นด้วยการเฉลยปริศนาจีดีพีทำไมต้อง 5%

“ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการ คุณอนันต์ อัศวโภคิน พูดเมื่อสิบปีที่แล้วว่า เศรษฐกิจต้องการการเติบโตของจีดีพี 5% อัพ คนถึงจะมีเงินเหลือกินเหลือใช้ แล้วมาซื้ออสังหาฯ ถ้าจีดีพี 2-3% แค่พออยู่พอกิน แต่ทำยังไงที่เราต้องเติบโต 5% เศรษฐกิจจึงจะก้าวกระโดดไปข้างหน้าได้”

ปี 2567 จึงมีข้อเสนอสร้างการเติบโตด้วยนโยบายรัฐ 4-5 เรื่อง เสนอต่อนายกฯเศรษฐา ที่มีองค์ประกอบครบเครื่อง 3 รู้ “รู้ลึก รู้จริง รู้รอบ” ทุกอณูของวงการอสังหาฯ ดังนี้

1.บ้านหลังแรก ประเด็นพิจารณาเฉพาะตลาดคอนโดฯ ก่อนโควิดมีมูลค่าปีละ 5 แสนล้านบาท ซึ่งวันนี้อยากกลับไปไม่น้อยกว่าจุดเดิม ประกอบด้วย

1.1 ขอแบงก์ชาติอุดหนุนดอกเบี้ยถูก ในการซื้อบ้านหลังแรก

1.2 มาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง ซึ่งกำลังจะหมดอายุภายใน 31 ธันวาคม 2566 อยากให้รัฐบาลต่ออายุมาตรการ

1.3 ลดภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ซึ่งเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการ หรือเรียกเก็บจากผู้ขาย

1.4 ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเป็นการจัดเก็บซ้ำซ้อนกับภาษีรายการอื่น ๆ อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวต ภาษีค่าโอน อากร ภาษีกำไร เฉลี่ยคิดเป็นต้นทุน 1%

“ถ้ารัฐบาลสนองตอบ 1.3+1.4 ทำให้ต้นทุนลดลง 4.3% ในสภาวะที่คอนโดฯ มีการแข่งขันที่รุนแรง มีผู้ค้ามากราย มั่นใจว่าผู้ขายทุกคนจะมอบส่วนลดคืนให้ ผู้ซื้อ จะได้บ้านราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สูงกว่ามาตรการลดค่าโอนและจดจำนองอย่างมีนัยสำคัญ”

ยกเลิก LTV บ้านหลังที่ 1+2

2.ยกเลิก LTV สองสัญญาแรก ข้อพิจารณามาจากปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมอุตสาหกรรมบริการ ทุกคนต้องวิ่งเข้าหาแหล่งงาน ย้ายข้ามไปจังหวัดที่ทำงาน จึงอยากให้รัฐบาลเปลี่ยน mindset ว่าคนทำงานภาคบริการต้องมีบ้านมากกว่า 1 หลัง บ้านไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่ LTV ทุกวันนี้ บ้านหลังที่ 1 ให้ขอสินเชื่อ 100% หรือ LTV 100% หลังที่ 2 สินเชื่อเหลือ 80% ทำให้ต้องมีเงินดาวน์ 20% ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้

3.ผ่อนคลายเครดิตบูโร เพราะคนไทยบอบช้ำจากสถานการณ์โควิด 3 ปี โฟกัสคนระดับกลาง-ล่าง ไม่มีเงิน แถมหนี้ครัวเรือนสูงเกิน 90% ซึ่งเครดิตบูโรยังใช้กฎเกณฑ์เหมือนในอดีต ข้อเสนอขอให้เปลี่ยนแปลงชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้คนมีที่อยู่อาศัยได้

4.ผู้ประกันตน ที่สำนักงานประกันสังคม ขอให้รัฐบาลพิจารณาให้ “หญิงโสด” สามารถเบิกเงินเกษียณอายุส่วนหนึ่ง เพื่อนำมาชำระเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย เป็นการจ่ายให้สถาบันการเงิน ไม่ใช่เอาเงินเกษียณไปใช้หนี้นอกระบบ

“4 ขั้อนี้ ถ้ารัฐเห็นด้วยจะสร้างกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจ จีดีพี 5% ได้ตามที่รัฐต้องการ”

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนคอนโดฯ ปีหน้า ต้องใช้ความระมัดระวังแบบสุด ๆ เซฟตี้แฟกเตอร์ไม่ใช่ 100% แต่ต้องระมัดระวัง 200%

เพิ่มโควตาลูกค้าต่างชาติ

สุดท้ายกับ “กีรติ ศตะสุข” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์การทำธุรกิจปัจจุบันน่าเป็นห่วง และน่าอันตรายที่โลกทั้งใบหาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไม่ได้

“ปีหน้าเราจะเหนื่อย ยังไงก็เหนื่อย เทรนด์เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ต้องการภาครัฐสนับสนุน ดีเวลอปเปอร์อย่าคิดว่าเราจะทำกำไร ต้องคิดว่าเราเป็นส่วนหนี่งทำให้คนไทยมีบ้านใกล้แหล่งงาน มีบ้านเป็นของตัวเอง ได้มีมรดก เปลี่ยนจากค่าเช่าที่จ่ายสูญเปล่า มาเป็นสินทรัพย์ชั่วลูกชั่วหลาน”

วันนี้สิ่งต้องตระหนักอย่างน้อย 3 เรื่องคือ 1.ต้นทุนแพงขึ้น ที่ดินแพง ค่าก่อสร้างแพงขึ้น ลูกค้ากำลังซื้อไม่เพิ่มขึ้น

หลักการต้นทุนแพงต้องขายแพง ทำยังไงคนไทยจะซื้อแพง คำตอบโลกสมัยใหม่ จำเป็นต้องสร้างแบรนดิ้งให้กับสินค้า ไม่สร้างไม่ได้

2.มาร์เก็ตแชร์สำคัญมาก จุดเน้น “ยอดขาย สำคัญกว่ากำไร” โดยเฉพาะอสังหาฯ รายกลางรายเล็กต้องรีบสร้างเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายเอเย่นต์ เงินทุน ผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ ฯลฯ

3.ข้อเสนอถึงรัฐบาล ถึงเวลาเพิ่มโควตาลูกค้าต่างชาติ มีคำถามว่า ทำไมปล่อยให้คนไทยซื้อบ้านในลอนดอนสบายใจ แต่คนลอนดอนซื้อบ้านเรายากเย็นมาก ซึ่งดีเวลอปเปอร์มีกำลังรวมกันพัฒนาปีละ 7 แสนล้านบาท แต่หาลูกค้ามาซื้อไม่ได้ หรือมีจำกัด

ในขณะที่เมืองไทยนอกจากเป็นครัวของโลกแล้ว เมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ สามารถเป็นบ้านของโลกได้ สร้างให้เป็นอีกหนึ่งจุดขายของประเทศ ดึงดูดให้คนต่างชาติเข้ามาพักอาศัยระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...