การดำเนินการในคดีความผิดทางพินัย ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามีอายุเกินสิบสองปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี
การดำเนินการในคดีความผิดทางพินัย ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามีอายุเกินสิบสองปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี
นายศิริพล ตันติพูล อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายพัฒนากฎหมาย ๒ สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด
บทความนี้เป็นความเห็นทางวิชาการของผู้เขียนเกี่ยวกับการใช้และการตีความกฎหมายในเรื่องการดำเนินการในคดีความผิดทางพินัยในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามีอายุเกินสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนโดยแท้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงอาจมีความเห็นแตกต่างจากผู้เขียนได้ แต่เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการใช้และการตีความกฎหมาย ผู้เขียนจึงเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ
ท่านที่ศึกษาพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ.๒๕๖๕ อาจมีข้อสงสัยว่าการดำเนินการในคดีความผิดทางพินัยในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามีอายุเกินสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะหากพิจารณาพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ วรรคหนึ่ง อาจมีความเห็นว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถมีคำสั่งปรับเป็นพินัยได้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีอายุเกินสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีนั้นไม่ต้องรับโทษตามบทบัญญัติดังกล่าว
ผู้เขียนตรวจสอบกฎหมายและอนุบัญญัติแล้ว เห็นว่ามีกฎหมายและอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในคดีความผิดทางพินัยในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามีอายุเกินสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเฉพาะ ดังนี้
- ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๔ บัญญัติว่า “เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้
ฯลฯ ฯลฯ”
- พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ.๒๕๖๕
มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ให้นำบทบัญญัติในภาค ๑ บทบัญญัติทั่วไป ลักษณะ ๑ บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป เฉพาะหมวด ๒ การใช้กฎหมายอาญา หมวด ๔ ความรับผิดในทางอาญา หมวด ๕ การพยายามกระทำความผิด และหมวด ๖ ตัวการและผู้สนับสนุน แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาใช้บังคับแก่การปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัตินี้ด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”
มาตรา ๙ บัญญัติว่า “ในการกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ให้พิจารณาให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้
ฯลฯ ฯลฯ
(๒) ความรู้ผิดชอบ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม การกระทำความผิดซ้ำ และสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดทางพินัย
ฯลฯ ฯลฯ”
มาตรา ๒๑ บัญญัติว่า “คำสั่งปรับเป็นพินัยตามมาตรา ๒๐ ให้ทำเป็นหนังสือโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ฯลฯ ฯลฯ
(๖) รายละเอียดอื่นใดที่เห็นสมควรอันจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจสภาพแห่งการกระทำความผิดหรือที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกกล่าวหา”
- กฎกระทรวงการแสวงหาข้อเท็จจริง การรวบรวมพยานหลักฐาน และการชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหา พ.ศ. 2566
ข้อ ๓ กำหนดว่า “การดำเนินการใด ๆ ในคดีความผิดทางพินัยที่มีบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปีเป็นผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหา หรือพยาน เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ”
- ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยระเบียบปฏิบัติในการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๖
ข้อ ๖ กำหนดว่า “ในการวางระเบียบเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าปรับเป็นพินัยของรัฐมนตรีตามมาตรา ๙ วรรคสาม อย่างน้อยต้องกำหนดให้มีผล ดังต่อไปนี้
(๑) ในการพิจารณากำหนดค่าปรับเป็นพินัย เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามมาตรา ๙ (๑) เพื่อกำหนดจำนวนค่าปรับเป็นพินัยในเบื้องต้น จากนั้นจึงพิจารณาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๙ (๒) ถึง (๔) ประกอบ เพื่อใช้เป็นเหตุในการลดหรือเพิ่มจำนวนค่าปรับเป็นพินัยที่ได้กำหนดไว้ในเบื้องต้น
ฯลฯ ฯลฯ”
- ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีความผิดทางพินัย พ.ศ.๒๕๖๖
ข้อ ๖ วรรคสาม กำหนดว่า “คดีความผิดทางพินัยที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ให้คำนึงถึงการคุ้มครองและการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ”
เมื่อพิจารณากฎหมายและอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องแล้ว สามารถสรุปได้ว่า เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ มิได้บัญญัติขั้นตอนการดำเนินการในคดีความผิดทางพินัยในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามีอายุเกินสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีไว้เป็นการเฉพาะ ผู้เขียนจึงเห็นว่าการดำเนินการในกรณีดังกล่าวควรจะดำเนินการเหมือนกรณีทั่วไป ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพยานหลักฐานเพียงพอว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดทางพินัย เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องมีคำสั่งปรับเป็นพินัยและส่งคำสั่งให้ผู้นั้นทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๒๐ เว้นแต่ในเรื่องที่กฎหมายหรืออนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้เป็นพิเศษ จึงจะต้องดำเนินการแตกต่างจากกรณีทั่วไป
ผู้เขียนมีความเห็นเพิ่มเติมว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ.๒๕๖๕
โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการในคดีความผิดทางพินัยในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเด็กหรือเยาวชน เพื่อให้การใช้และการตีความกฎหมายตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมากยิ่งขึ้น แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าว ควรจะดำเนินการในคดีความผิดทางพินัยในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามีอายุเกินสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีตามขั้นตอนที่กฎหมายและอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ โดยหากปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดทางพินัยและไม่ปรากฏเหตุใด ๆ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องมีคำสั่งปรับเป็นพินัยและดำเนินการอื่นตามขั้นตอนที่กฎหมายและอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ รวมถึงฟ้องคดีต่อศาลหรือส่งสำนวนคดีความผิดทางพินัยต่อพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาล ทั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในชั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐ (โปรดดูแนวทางการทำหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาการกระทำความผิดทางพินัยและคำสั่งปรับเป็นพินัยท้ายระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยระเบียบปฏิบัติในการปรับเป็นพินัย พ.ศ.๒๕๖๖) ควรระบุรายละเอียดที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกกล่าวหา ดังนี้
เพิ่มเติมช่องหมายเหตุในหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาการกระทำความผิดทางพินัย โดยระบุข้อความว่า
“ผู้ถูกกล่าวหาได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางพินัยขณะมีอายุเกินสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี จึงไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลหรือส่งสำนวนคดีความผิดทางพินัยต่อพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาล แล้วแต่กรณี” (กรณีแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวาจา ควรแจ้งข้อความดังกล่าวด้วยวาจาด้วย)เพิ่มเติมช่องหมายเหตุในคำสั่งปรับเป็นพินัย โดยระบุข้อความว่า “ผู้ถูกกล่าวหาได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางพินัยขณะมีอายุเกินสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี จึงไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลหรือส่งสำนวนคดีความผิดทางพินัยต่อพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาล แล้วแต่กรณี” และระบุข้อความเพิ่มเติมว่า “(ให้ดูหมายเหตุในคำสั่งปรับเป็นพินัยด้วย)” ท้ายข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗ ในคำสั่งปรับเป็นพินัย