โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สตง. Ground Zero ควรออกแบบเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความน่าละอาย ของรัฐราชการไทย (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 พ.ค. 2568 เวลา 08.16 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

สตง. Ground Zero

ควรออกแบบเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความน่าละอาย

ของรัฐราชการไทย (1)

สําหรับผมแล้ว เหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม เมื่อ 28 มีนาคม 2568 จากแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา คือ สัญลักษณ์แห่งความล้มเหลวพังทลายในระบบการทำงานของ “รัฐราชการไทย”

เป็นที่พูดถึงมายาวนานแล้วถึงประสิทธิภาพงานก่อสร้างอาคารในระบบราชการที่มีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อนเกินความจำเป็น การสร้างระบบตรวจสอบระหว่างทางถี่ยิบแต่ขาดประสิทธิภาพ การออกเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างที่เข้มงวดแต่กลับถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้องมากกว่าคุณภาพ ไปจนถึงงานเอกสารที่ล้นเกินแต่ไม่มีประโยชน์

ไม่ใช่แค่งานก่อสร้างอาคารเท่านั้น แต่แทบทุกมิติในระบบราชการไทยต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น การทำงานที่เชื่องช้า (เร็วเฉพาะนายสั่ง) ทำงานแบบบนลงล่าง (top down) และยึดติดกับระเบียบราชการยิบย่อยมากกว่าผลลัพธ์

ระบบราชการที่ยุ่งยากมากมายเหล่านี้ถูกออกแบบขึ้นด้วยเหตุผลเรื่องความโปร่งใสในการเป็นกลไกป้องกันและตรวจสอบการทุจริต แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม

จากผลสำรวจดัชนีรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ที่ใช้วัดความโปร่งใสของภาครัฐทั่วโลก ประจำปี 2567 ประเทศไทยได้คะแนนเพียง 34 คะแนน อยู่ในอันดับ 107 ของโลก และเป็นคะแนนที่ต่ำสุดในรอบ 12 ปี (อ้างถึงใน https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-132)

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า “รัฐไทย” ที่ยังคงมีลักษณะการบริหารจัดการแบบ “รัฐราชการ” สูงมากในเกือบทุกมิติ ทั้งรวมศูนย์อำนาจ ทำงานด้วยเครือข่ายแบบอุปถัมภ์มากกว่าความสามารถ และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้เดินทางมาสู่จุดวิกฤตแล้ว

แต่ความเลวร้ายที่สะท้อนผ่านตัวเลขดังกล่าวก็ดูจะไม่เป็นที่สนใจมากนัก อาจจะเป็นเพราะความชินชา หรืออาจเป็นเพราะการนำเสนอในเชิงตัวเลขที่ดูนามธรรมเกินไป

การพังทลายของตึก สตง. คือรูปธรรมที่เปิดเปลือยให้เราเห็นว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในก้นเหวที่ลึกที่สุดของความล่มสลายในระบบความโปร่งใสของรัฐราชการไทย

เงินทอน การออกแบบผิดพลาด คุณภาพวัสดุก่อสร้าง การสั่งแก้แบบก่อสร้างระหว่างทาง การปลอมแปลงเอกสาร บริษัทก่อสร้างสัญชาติจีนที่อาจไม่ได้มาตรฐาน การฮั้วประมูล ความล่าช้าในการก่อสร้าง การจัดซื้อจัดจ้างเฟอร์นิเจอร์ราคาสูงจนน่าเกลียด การออกแบบพื้นที่ภายในที่เต็มไปด้วยสิ่งไม่จำเป็น ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือคำถามที่สังคมสงสัยต่อความโปร่งใสของตึกหลังนี้

แน่นอน ความสงสัยนี้มิใช่เกิดขึ้นเฉพาะตึก สตง. แต่มันเกิดขึ้นมาหลายทศวรรษแล้ว และมีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูประบบราชการไทยมายาวนาน แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างจริงจังเสียที

จนกรณีตึก สตง. ที่ดูเสมือนว่าระบบนี้มันได้เดินมาจนถึงจุดเลวร้ายขั้นสุด ตึกพังทลายจนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จากตัวเลข ณ วันที่ 25 เมษายน 2568 มีผู้เสียชีวิตแล้ว 62 ราย สูญหาย 32 ราย

ที่น่าตกใจคือ การพังทลายนี้เกิดขึ้นกับตึก “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน” ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน (ภาษีประชาชน) ให้มีความโปร่งใสที่สุด และต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติมากที่สุด

ผมเชื่อว่าสังคมไทยสะเทือนใจและตกใจกับกรณีนี้ และอยากให้มีการสืบหาข้อเท็จจริง นำตัวบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

แม้ปัจจุบันจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว แต่ผมคิดว่าอาจไม่เพียงพอต่อความสูญเสียและเลวร้ายที่เกิดขึ้น

ในทัศนะผม กรณีนี้มิได้เป็นเพียงความล้มเหลวผิดพลาดเฉพาะการก่อสร้างตึกหลังนี้ แต่มันคือสิ่งที่สะท้อนความล้มเหลวโดยรวมของระบบราชการแบบไทยๆ ที่ฝังแน่นยาวนนานหลายสิบปี

ดังนั้น สังคมไทยควรใช้กรณีนี้เป็นจุดตั้งต้นในการเผยให้เห็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกของรัฐราชการไทย เพื่อนำไปสู่การเรียกร้องการปฏิรูปครั้งใหญ่สู่อนาคต และเพื่อไม่ให้กรณีนี้สูญหายไปตามกาลเวลาเหมือนกรณีอื่นๆ อีกมากมาย

ผมอยากเสนอให้มีการสร้าง “อนุสรณ์สถานแห่งความน่าละอายของรัฐราชการไทย” ณ ตำแหน่ง สตง. Ground Zero

ข้อเสนอนี้ คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดที่จะสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อพูดถึงความล้มเหลวของรัฐราชการไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงออกมาต่อต้านอย่างหัวชนฝาแน่นอน กระนั้นผมก็อยากจะขอลองฝันดูสักหน่อย

แม้ปัจจุบันเรื่องนี้ยังปรากฏเนื้อข่าวตามสื่อต่างๆ อยู่ แต่กระแสก็เริ่มน้อยลงตามสัจธรรมของโลกในยุคข้อมูลข่าวสารท่วมท้นล้นยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร

เมื่อภารกิจค้นหาร่างผู้เสียชีวิตและสูญหายจบลง ภูเขาเศษซากของตึก สตง. ก็คงจะถูกเร่งปรับสภาพพื้นที่อย่างรวดเร็วจนไม่หลงเหลือภาพแห่งความน่าหดหู่สะเทือนใจอีกต่อไป

และภายในเวลาไม่กี่เดือนไม่กี่ปีหลังจากนี้ ความทรงจำเกี่ยวกับผู้คนเป็นจำนวนมากที่ต้องตายอย่างไม่จำเป็นก็คงเลือนหายไปจากสังคมไทย หลงเหลือเพียงร่องรอยในโลกโซเชียลที่แม้จะไม่สูญหายไปไหน แต่ก็ไร้พลัง ทั้งหมดคงเป็นเพียงคลิปภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่ต่างจากคลิปโศกนาฏกรรมมากมายที่เกิดขึ้นแทบจะทุกวันในทุกมุมโลก

อาจจะมีการหยิบยกมาพูดถึงบ้างเมื่อถึงคราวครบรอบ 1 ปี, 5 ปี, 10 ปี อาจมีพิธีระลึกถึงบ้าง แต่ก็คงมีค่าเพียงแค่การระลึกถึงโศกนาฏกรรมครั้งหนึ่งในหลายครั้งที่เกิดขึ้นมากมายจนนับไม่ไหว และอาจเป็นได้เพียงการระลึกถึงผู้สูญเสียที่จับมือใครดมไม่ได้ (อีกครั้ง) หาคนผิดมาลงโทษไม่เจอ (อีกแล้ว) หรือหากหาได้จริง ก็อาจเป็นเพียงความผิดพลาดเชิงปัจเจกบุคคลที่คงไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด

หากไม่อยากปล่อยให้กรณี ตึก สตง.ถล่ม ดำเนินไปเช่นนั้น สังคมไทยต้องเรียกร้องในสิ่งที่ไปไกลมากกว่าการระบายความโกรธและการเรียกร้องเพียงแค่ให้มีการตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งคงเป็นกระแสกดดันที่ยืนระยะยาวในสังคมไทยไม่ได้นาน

สังคมจำเป็นต้องผลักดัน ณ ช่วงเวลาที่กระแสยังคงสูงอยู่นี้ ให้เกิดสิ่งที่ยั่งยืนระยะยาวกว่า นั่นก็คือ การเปลี่ยนพื้นที่ สตง. Ground Zero ให้กลายเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อส่งต่ออารมณ์ความรู้สึก ความเจ็บปวด ความสะเทือนใจ ที่เกิดจากความล้มเหลวที่ไม่น่าให้อภัยของระบบราชการแบบไทยๆ ไปสู่คนรุ่นต่อไป

อนุสรณ์สถานแห่งนี้จะเป็นบทเรียนให้แก่รัฐราชการไทยในการปฏิรูปตนเองสู่อนาคต คอยย้ำเตือนข้าราชการทั้งหมดให้ตระหนักว่า ครั้งหนึ่ง ภายใต้ความเละเทะของระบบที่แม้กระทั่งหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสของระบบ ยังล้มเหลวเองจนก่อให้เกิดโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ได้

ทำไมต้องเป็น “อนุสรณ์สถานแห่งความน่าละอาย” ไม่ใช่ “อนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงผู้สูญเสีย” ตามรูปแบบที่นิยมทำกันมากในโลกนี้และสังคมไทย

หากเราสร้างเพียงอนุสรณ์สถานระลึกถึงผู้ตาย แม้อาจทำให้ญาติผู้สูญเสียบรรเทาความเศร้าลงได้บ้าง (เพราะรู้สึกว่ารัฐมองเห็นความสำคัญ) แต่ไม่อาจนำพาสังคมไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และนับวันผู้เกี่ยวของกับผู้ตายก็จะค่อยๆ น้อยลงไปตามกาลเวลา

ไม่ช้าอนุสรณ์สถานแห่งนั้นก็จะมีสภาพเป็นเพียง อิฐ หิน ปูน เหล็ก ที่ไร้พลังลงเรื่อยๆ

“อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16” และ “อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ตัวอนุสรณ์สถานออกแบบเน้นให้ความสำคัญต่อการระลึกถึงผู้สูญเสียโดยขาดภาษาทางสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงอาชญากรรมรัฐกระทำต่อประชาชน ตัวองค์ประกอบหลักมีลักษณะคล้ายสถูปเจดีย์ ดูนิ่งสงบ และไร้นัยยะเชิงสัญลักษณ์ของความโกรธแค้นต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

แม้อนุสรณ์สถานทั้งสองแห่งยังคงมีกิจกรรมระลึกถึงเหตุการณ์และผู้สูญเสียทุกปีจนกระทั่งปัจจุบัน แต่คงไม่เกินไปนักหากจะพูดว่า จิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและอยากได้อนาคตที่ดีขึ้นซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทั้งสองเหตุการณ์ อนุสรณ์สถานทั้งสองแห่งยังไม่สามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณดังกล่าวออกมาได้

ด้วยเหตุนี้ หากความฝันเป็นจริง หากเราสามารถเปลี่ยน สตง. Ground zero เป็นอนุสรณ์สถานได้จริง การสร้าง “อนุสรณ์สถานแห่งความน่าละอาย” ที่บันทึกความล้มเหลว ผิดพลาด และการทุจริตของระบบราชการไว้ อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และเตือนใจไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จึงเป็นข้อเสนอที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมไทยได้ดีที่สุด และเป็นวิธีการให้เกียรติผู้สูญเสียอย่างเหมาะสมที่สุด

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สตง. Ground Zero ควรออกแบบเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความน่าละอาย ของรัฐราชการไทย (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...