ความสำเร็จกับก้าวแรกในการสร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษาในวงการแพทย์ กับความท้าทายในการขยายระยะเวลาแพทย์หญิงที่ต้องการเป็นแม่และเติบโตในอาชีพไปพร้อมกันโดย ศ.เกียรติคุณ น.ท.หญิง พญ. ศิรินธรา สิงหรา ณ อยุธยา
ในงานเสวนาวันสตรีสากลประจำปีนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘For ALL Women and Girls : ก้าวไปด้วยกัน เพื่อเธอทุกคน’ เริ่ม Session 1 กันด้วยหัวข้อ Education Empowerment การศึกษาเพื่อสร้างความเท่าเทียม: ผู้หญิงในวงการแพทย์ โดยในช่วงแรกนั้นได้รับเกียรติจาก ศ.เกียรติคุณ พญ.ศิรินธรา สิงหรา ณ อยุธยา แพทย์เฉพาะทางด้านรังสีร่วมรักษาระบบประสาทและไขสันหลัง โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ขึ้นมาเสวนาบนเวทีกันแบบอบอุ่นเป็นกันเอง
ถึงแม้ว่าวงการแพทย์จะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและมีแต่คนเก่งๆ หัวดีเท่านั้นที่จะเลือกเดินสายนี้ แต่ปัจจุบันสัดส่วนการมีผู้หญิงเข้าไปทำงานในอาชีพนี้มากขึ้น ช่วยทำให้เห็นความแตกต่างที่ดีขึ้นในภาพรวมของเรื่องการศึกษาและอาชีพของผู้หญิง ประเด็นนี้จึงเป็นหัวข้อที่ช่วยฉายภาพความเท่าเทียมทางเพศให้กับวิชาชีพที่คนทั่วไปมักให้ความเคารพยกย่องในฐานะที่ทำประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์ และยังแบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นความตายของผู้คนไว้อีกด้วย
"Eagle’s eyes สายที่มองภาพรวมไปถึงญาติและครอบครัวของคนไข้
Lion’s Heart จิตใจที่เข้มแข็งและกล้าตัดสินใจ
Lady’s Hand มือเล็กๆ ที่ทำงานละเอียดได้เก่งประณีต"
Eagle’s eyes, Lion’s Heart, Lady’s Hand
ต้องบอกว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์หมอศิรินธราเลือกเรียนแพทย์เฉพาะทางด้านนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากเงื่อนไขของตัวเองและอีกนัยหนึ่งก็เป็นการบ่งบอกถึงความเข้าอกเข้าใจในความกังวลของผู้หญิงกับการผ่าตัดใหญ่ที่มักทิ้งร่องรอยแผลไว้ดูต่างหน้า
การเลือกศึกษาด้านรังสีร่วมรักษาระบบประสาทและไขสันหลัง ที่ใช้เทคนิคทางรังสีในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับสมอง ไขสันหลัง และระบบไหลเวียนโลหิตในสมองโดยไม่ต้องทำการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ วิธีนี้ใช้การนำสายสวนหรือเครื่องมือพิเศษเข้าไปในหลอดเลือดเพื่อนำส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยตรงไปยังตำแหน่งที่ต้องการรักษา จึงเป็นทางเลือกให้กับคนไข้และคุณหมอเองเป็นการรักษาที่เสียเลือดน้อยและแทบไม่ทิ้งรอยแผลนั่นเอง อาจารย์หมอขยายความคำว่า Lady’s Hand ให้เห็นภาพในเรื่องคุณสมบัติของผู้หญิงที่ใครๆ ก็ยอมรับคือทักษะการทำงานด้วยมือได้เก่ง งานที่ยากและต้องการความละเอียดจึงเข้ากับมือเล็กๆ ของผู้หญิงมากกว่า
สำหรับสายตาแบบ Eagle’s eyes อาจารย์หมอศิรินธรา บอกว่า ด้วยความเป็นผู้หญิงทำให้มุมมองในการมองภาพรวมแตกต่างจากแพทย์ผู้ชาย ทั้งในเรื่องของการตีความโรคและการทำความเข้าอกเข้าใจผู้ป่วยรวมไปถึงญาติของคนไข้ที่มีความเป็นห่วงและกังวลใจด้วยเช่นกัน
ส่วนคำว่า Lion’s Heart แม้คนจะมองว่าผู้ชายมักได้รับบทบาทการตัดสินใจ แต่ประสบการณ์ตรงของอาจารย์หมอศิรินธรา เองยืนยันว่าหลายสถานการณ์ผู้หญิงเองนี่แหละที่เป็นคนตัดสินใจเรื่องยากๆ ทั้งในพาร์ทของชีวิต ครอบครัวและการทำงาน นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงก็มีความเข้มแข็งและหนักแน่นมากพอที่จะรับบทบาทผู้นำที่มีอำนาจในการตัดสินใจเช่นกัน
แนวโน้มความเท่าเทียมทางเพศในทางที่ดีขึ้นในวงการแพทย์
หนึ่งในเรื่องที่น่ายินดีคือปัจจุบันสัดส่วนตัวเลขของนักเรียนแพทย์หญิงและชายในไทยขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ข้อมูลจากแพทยสภาที่อาจารย์หมอศิรินธราได้มาแบ่งปันพบว่า ถึงแม้อัตราส่วนการเข้าเรียนแพทย์ของแพทย์ที่ปัจจุบันมีอายุในช่วง 60-70 ปีเพศชายและหญิงจะมีช่องว่างที่ห่างกันมาก แต่เมื่อเขยิบมามองที่แพทย์รุ่นใหม่อายุ 25- 40 ขึ้นไปมีนักเรียนแพทย์หญิงเทียบเท่าเพศชาย ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้วในฝั่งอเมริกาและยุโรป แสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีการเปิดรับผู้หญิงในการเข้าศึกษาเพื่อประกอบอาชีพนี้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจเลยทีเดียว
โดยจากข้อมูลระบุว่าแพทย์เฉพาะทางบางสาขาปัจจุบันมีแพทย์หญิงปฏิบัติหน้าที่มากกว่าผู้ชาย อาทิ กุมารแพทย์ สูตินารีแพทย์ รวมถึงอายุรแพทย์สำหรับผู้สูงวัย และศัลยแพทย์หญิงในเมืองไทยมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
การทำให้แพทย์เป็นแพทย์ได้ยาวนานคือประเด็นที่ทุกฝ่ายควรหาคำตอบร่วมกัน
จากตัวเลขแสดงให้เห็นว่าการเปิดรับเรื่องเพศไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการเปิดรับนักเรียนแพทย์หญิงในไทย แต่สิ่งที่รออยู่หลังจากเรียนจบต่างหากคือความท้าทายที่ต้องหามาทางออกร่วมกัน คำถามสำคัญต่อจากนี้คือเรื่องการยืดระยะให้แพทย์คนหนึ่งโดยเฉพาะแพทย์หญิงสาขาไหนก็ตามได้สานต่อความรู้ความสามารถตลอดอายุงานที่พวกเธอวางเป้าหมายไว้ แม้จะมีครอบครัวและเลือกมีลูก
อาจารย์หมอศิรินธรากล่าวถึงงานวิจัยที่ทำการเก็บข้อมูลเพื่อสรุปปัจจัยที่ทำให้แพทย์หญิงทั่วโลกสามารถเติบโตในเส้นทางอาชีพนี้ต่อไปในระยะยาว พบว่าหลักๆ แล้วความท้าทายที่ผู้หญิงต้องเจอ ประกอบด้วย
- ชุดความคิดของผู้บริหารในสถานที่ทำงานนั้นๆ มีผลกับการสร้างความเท่าเทียมให้กับบุคลากร การให้โอกาสกับผู้หญิงที่มีความรู้ความสามารถอย่างเสมอภาคในการเลื่อนตำแหน่งหรือรับหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ
- Balancing work and life หน้าที่ความรับผิดชอบที่ดูเหมือนจะติดตัวผู้หญิงไปด้วยเสมอคือภาระการดูแลครอบครัวและหน้าที่แม่ แม้ว่าจะเป็นผู้หญิงที่มีอาชีพนอกบ้านหรือไม่ก็ตาม ก็ยังคงมีความคาดหวังให้ผู้หญิงรับบทหนักในเรื่องนี้มากกว่าผู้ชาย
ใช้ Lion’s Heart พิสูจน์ความสามารถและกลบเสียงแซะ
ถ้ามองอาจารย์หมอศิรินธราในวันนี้จะเห็นว่าเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งและน่าเคารพนับถือ แต่กว่าที่จะได้รับการยอมรับเธอก็ต้องใช้ความรู้ ความสามารถและความมุ่งมั่นตั้งใจจริงที่ต้องพิสูจน์ตัวเองเช่นเดียวกันกับผู้หญิงในสาขาอาชีพอื่นๆ ที่อาจมีเสียงค่อนขอดในช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงาน ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ทำลายกำลังใจของเธอ แต่กลับทำให้มีแรงฮึดที่จะเอาชนะคำถามที่แฝงอคติเรื่องเพศนี้ไปได้ จนเสียงเหล่านั้นกลายเป็นเสียงชื่นชมยินดีแทน
อาจารย์หมอศิรินธราขอส่งกำลังใจและย้ำกับแพทย์รุ่นน้องโดยเฉพาะผู้หญิงไว้ว่า อย่าปล่อยให้เสียงคอมเมนต์ที่มีอคติแบบนี้มาขัดขวางการทำงาน ยิ่งเมื่อใครก็ตามเลือกที่จะเรียนแพทย์แล้ว คุณมีหน้าที่อันยิ่งใหญ่และสามารถทำประโยชน์อีกมากมายให้กับเพื่อนมนุษย์
ทลายอุปสรรคให้หมอเป็นแม่ และพ่อได้ดูแลลูก
แม้จำนวนตัวเลขเด็กเกิดใหม่จะต่ำลงเรื่อยๆ ทุกปี แต่ก็มีผู้หญิงและรวมถึงผู้ชายอีกหลายคนที่ยังลังเลอยู่ระหว่างการตัดสินใจมีลูกหรือไม่มี หนึ่งในปัจจัยสำคัญนอกจากเงินคือเวลา แพทย์เป็นอาชีพที่มีเกียรติแต่ก็มาพร้อมกับภาระความรับผิดชอบหนักด้วยเช่นกัน อาจารย์หมอศิรินธรา กล่าวว่าด้วยความที่ไทยก็เป็นหนึ่งในสังคมวัฒนธรรมแบบเอเชียที่ยังฝากความคาดหวังให้กับผู้หญิงเป็นคนดูแลลูกและครอบครัวเป็นหลัก
ปัจจุบัน Maternity leave หรือสิทธิการลาคลอดในไทยขยับเป็น 90 วัน (ระยะเวลาก่อนและหลังคลอด) บวกกับการลาตรวจครรภ์เดือนละครั้งอีก 8 วัน รวมแล้วคุณแม่จะได้สิทธิลาตามกฎหมายแรงงาน 98 วัน โดยหลังจากการประชุมล่าสุด เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีมติรับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯการขยายวันลาคลอดให้ลูกจ้างหญิงสามารถ ลาได้ 120 วัน และให้ลูกจ้างหญิงลาได้อีก 15 วัน ถ้าลูกเจ็บป่วย หรือพิการ อีกทั้งให้คู่สมรสลางานมาช่วยเลี้ยงดูบุตรได้ 15 วัน หรือ Paternity Leave ซึ่งกฎหมายนี้อยู่ระหว่างยื่นเสนอในวาระที่ 2 ต่อไป
“เราอยากขอโอกาสให้ผู้หญิงในวิชาชีพต่างๆ โดยเฉพาะแพทย์
ที่อยู่ระหว่างลาคลอดบุตรได้ Reskill และ Upskill
เพื่ออัปเดตองค์ความรู้ไม่ให้ถอยหลัง
องค์กรต้นสังกัดมีส่วนในการช่วยออกแบบสวัสดิการ
ให้คุณแม่มือใหม่กลับมายืนจุดเดิมได้อีกครั้ง”
ถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้าในการให้สิทธิวันลาเลี้ยงดูบุตรแก่คุณพ่อ ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยแบ่งเบาภาระของคุณแม่ ทำให้แพทย์ผู้หญิงมีเวลาสำหรับเตรียมตัวกลับมาประกอบอาชีพเดิมได้อีกครั้ง สำหรับอาจารย์หมอศิรินธราได้ชวนผู้ร่วมฟังเสวนาในงานร่วมส่งเสียงออกไปถึงคนในสภาที่มีหน้าที่ออกกฎหมาย ถึงการขยายสิทธิการลาของคุณพ่อเพื่อมาเลี้ยงดูบุตร ในกรณีของครอบครัวขนาดเล็กที่มีเพียงคุณพ่อคุณแม่รับหน้าที่ดูแลลูกด้วยกันสองคน สิทธิวันลาของคุณพ่ออาจต้องเพิ่มขึ้น เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกช่วงหลังคลอด ช่วยทำให้ฝ่ายหญิงไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบนี้เพียงลำพัง โดยยังได้รับโอกาสให้สามารถกลับมาทำงานที่ตัวเองภาคภูมิใจและมีคุณค่าได้แม้จะเพิ่มบทบาทความเป็นแม่เข้ามาก็ตาม
“ถ้ามีความสามารถและศักยภาพที่เท่ากัน
การให้โอกาสผู้หญิงได้ออกมาแสดงความรู้
หรือรับทุนเพื่อพัฒนาตัวเอง จะช่วยสร้างความเท่าเทียมทางเพศ
สิ่งที่เราขอไม่ได้เป็นการเรียกร้องในสิ่งที่ศักยภาพเราไปไม่ถึง”
ออกแบบระบบให้รองรับการเป็นแม่และส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพไปพร้อมกัน
ต้องบอกว่ารัฐ เอกชนและองค์กรเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะเป็นตัวแปรให้กับการตัดสินใจการสร้างครอบครัวและทำให้ผู้หญิงรู้สึกมั่นใจที่จะเป็นคุณแม่ อาจารย์หมอศิรินธราชวนคนฟังคิดต่อว่า การทำความเข้าใจถึงความท้าทายที่ผู้หญิงต้องเผชิญในระหว่างช่วงเวลาที่หายไปจากการทำงาน ใครบ้างที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้น คุณพ่อ เพื่อนร่วมงาน รวมถึงองค์กร สามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบที่ยืดหยุ่นเพื่อทำให้ผู้หญิงยังสามารถปฏิบัติหน้าที่แม่และอยู่ในอาชีพของพวกเธอได้ต่อไป โดยไม่ต้องไปต่อท้ายแล้วเริ่มต้นใหม่จนทำให้หลายๆ คนเสียโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานไประหว่างทาง
แต่ละวิชาชีพได้มีการขยับตัวในประเด็นนี้เพื่อผู้หญิง สำหรับฝั่งที่อาจารย์หมอศิรินธราทำงานอยู่ก็มีการรวบรวมองค์ความรู้และคำแนะนำไว้สำหรับแพทย์ผู้หญิงที่ต้องทำงานกับรังสีโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยลดความกังวลใจสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนที่จะเป็นแม่ อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อีกมาก คือการมีที่ปรึกษา
“ความอ่อนโยนของผู้หญิงไม่ใช่ความอ่อนแอ
ค่อยๆ วิเคราะห์ปัญหาไปที่ละขั้นตอน
ไม่มีปัญหาไหนที่แก้ไขไม่ได้ ไม่ว่าจะแก้ได้ 100%
หรือแก้ได้เพียง 10% ก็ตาม
เราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ด้วยส่วนผสม
ของความอ่อนโยนและเข้มแข็งในตัวเอง”
อาจารย์หมอศิรินธรากล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวังไว้ว่า เทรนด์ของบุคลากรในวงการแพทย์กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นและจับมือกันเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้หญิงทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในวิชาชีพใดการซัปพอร์ตซึ่งกันและกันจะทำให้ช่วยประคับประคองและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ความสำเร็จกับก้าวแรกในการสร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษาในวงการแพทย์ กับความท้าทายในการขยายระยะเวลาแพทย์หญิงที่ต้องการเป็นแม่และเติบโตในอาชีพไปพร้อมกันโดย ศ.เกียรติคุณ น.ท.หญิง พญ. ศิรินธรา สิงหรา ณ อยุธยา
- แม่ของคิมแซรน บอกเล่าเหตุผลที่ต้องออกมาเปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์ของลูกสาวผู้ล่วงลับกับนักแสดงชายคิมซูฮยอนว่าเป็นเรื่องจริง
- ‘What is Self-care?’ บทสนทนาว่าด้วยความหมายของ ‘Self-care’ ที่อนุญาตให้เราใจดี และไม่เฆี่ยนตีตัวเอง ในเวทีเสวนา Wellness Empowerment
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com