โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาษีทรัมป์ : จากจักรวรรดิสู่ระเบียบโลกใหม่

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 เม.ย. 2568 เวลา 03.23 น. • เผยแพร่ 12 เม.ย. 2568 เวลา 03.23 น.

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/

ภาษีทรัมป์ : จากจักรวรรดิสู่ระเบียบโลกใหม่

คุณแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ ที่คนไม่ค่อยไว้ใจว่ามีความสามารถมานาน และตรงข้ามกับผู้นำที่ยิ่งอยู่ในตำแหน่งก็ยิ่งเห็นความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ คุณแพทองธารเป็นผู้นำประเภทที่ยิ่งอยู่ในตำแหน่งยิ่งเห็นว่าเธอไม่รู้อะไร ไม่ว่าจะเป็นเพราะไม่รู้จริงๆ หรือเธอเจอโจทย์ที่ยากเกินความสามารถก็ตาม

ล่าสุด นโยบายภาษีของสหรัฐก็ทำให้คนกังวลกับความไม่รู้ของคุณแพทองธารมากขึ้นไปอีก เพราะขณะที่ผู้นำประเทศใกล้เคียงอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียแสดงวิสัยทัศน์ว่าโลกกำลังเกิดอะไรในทันที คุณแพทองธารรอให้พ้นวันหยุดยาวกว่าจะแถลงอะไรคล้ายๆ ใบแถลงข่าว 2 หน้าที่ไม่มีเนื้อหาเลย

แม้กระทั่งการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล คุณแพทองธารก็หลุดปากพูดกับรองนายกฯ คนอื่นๆ จนเสียงเข้าไมโครโฟนว่า “เหนื่อย” และ “หัวจะปวด” ซึ่งยิ่งแสดงความไม่รู้ที่กลายเป็นความกังวลของคุณแพทองธารมากขึ้นว่าเธอไม่รู้ว่าจะทำหรือพูดอะไรเรื่องนี้จริงๆ

บางคนอาจคิดว่าถึงคุณแพทองธารจะไม่รู้อะไร ความเป็นรัฐบาลของลูกคุณทักษิณคงทำให้รัฐบาลมีทิศทางกว่าหัวหน้ารัฐบาลบ้าง แต่ความเปะปะของรัฐบาลก็แสดงออกในรูปความไม่มีทิศทางของรัฐบาลด้วย

เพราะถึงตอนนี้ไทยก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับมาตรการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ เลย

เรื่องเดียวที่ไทยชัดเจนคือหัวหน้าทีมเจรจาไม่ใช่คุณพันศักดิ์ วิญญรัตน์ อย่างที่ “รองจอม” โพสต์เถียงคุณศิริกัญญา ตันสกุล ว่าการไม่เอาคุณพันศักดิ์เป็นหัวหน้าทีมเจรจานั้นถูกแล้ว เพราะแม้คุณพันศักดิ์จะเป็น best shot ของเพื่อไทย แต่การให้คุณพันศักดิ์เจรจาจะทำให้ทุกอย่างยุ่งไปกับความ bossy ของคุณพันศักดิ์เอง

ความไม่รีบเจรจาอาจถือว่าเป็นอีกเรื่องที่ไทยชัดเจน แต่ความไม่รีบไม่มีทางเป็น “ความชัดเจนด้านนโยบาย” และในที่สุดเป็นได้แค่ “ความไม่รู้ทางยุทธศาสตร์” ที่สะท้อนว่ารัฐบาลไทยเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับเรื่องนี้ นอกเหนือจากการจัดประชุมก๊อกๆ แก๊กๆ ไม่ว่าจะโดยข้ออ้างอะไรก็ตาม

นโยบายภาษียุคทรัมป์กำลังทำให้โลกเปลี่ยนไปจากเดิม สื่อและปัญญาชนสาธารณะจำนวนมากเริ่มใช้คำว่าทรัมป์ “เปลี่ยนระเบียบโลกใหม่” ซึ่งหมายความว่านโยบายทรัมป์ไม่ได้มีแค่มิติเศรษฐกิจหรือการค้าระหว่างประเทศ แต่ยังมีผลต่อการเมืองโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยตรง

“ระเบียบโลกใหม่” เป็นคำที่ผู้นำระดับโลกพูดมานาน แต่การใช้คำคำนี้อย่างกว้างขวางจริงๆ เกิดขึ้นช่วงที่สหรัฐและพันธมิตรจัดตั้งกองกำลังนานาชาติทำสงครามกับประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ของอิรักซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการก่อการร้ายสำคัญของโลกในทศวรรษ 1990 หลายกรณี

นัยยะของคำว่า “ระเบียบโลกใหม่” คือความเชื่อว่าโลกมีความต้องการร่วมกัน, มีปัญหาร่วมกัน และมีศัตรูเดียวกัน “ระเบียบโลกใหม่” โดยเนื้อแท้แล้วคือ “ระเบียบโลกแบบเสรีนิยม” (Liberal New World Order) ซึ่งเน้นการพัฒนาทุนนิยม, เสรีประชาธิปไตยและตลาดโลกให้เติบโตเป็นแกนกลาง

“ระเบียบโลกใหม่” นำไปสู่การเติบโตของแนวคิดเรื่องจุดจบทางประวัติศาสตร์หรือ The End of History ที่ฟรานซิส ฟุกุยามา เสนอต่อว่าระเบียบโลกที่วางอยู่บนเสรีประชาธิปไตยและตลาดโลกแบบนี้คือ “จุดจบ” หรือ “จุดหมาย” ที่สังคมมนุษย์ก้าวหน้าจนไม่มีทางเดินไปนอกกรอบนี้ได้อีกเลย

เพื่อประโยชน์ในการตามประเด็น ขออธิบายอีกนิดว่า “The End” หรือ “จุดจบ” ของฟุกุยามามาจากแนวคิดเฮเกล-มาร์กซ์ว่าสังคมมนุษย์มีวิวัฒนาการที่ก้าวหน้าถึงจุดที่ไม่มีอะไรให้ก้าวหน้าต่อไป สำหรับเฮเกลคือเสรีประชาธิปไตย สำหรับมาร์กซ์คือคอมมิวนิสต์ ซึ่งต่างจากคำว่า “จุดจบ” ภาษาไทย

แน่นอนว่า “ระเบียบโลกใหม่” หรือ “จุดจบทางประวัติศาสตร์” ถูกวิจารณ์ตั้งแต่ต้นว่าทำให้สหรัฐเป็นผู้นำเหนือประเทศต่างๆ ในการปกป้องตลาดโลกและเสรีประชาธิปไตย และเมื่อมาถึงทศวรรษ 2000 “ระเบียบโลกใหม่” ก็ถูกวิจารณ์ว่าโดยเนื้อแท้แล้วคือ “Empire” หรือ “จักรวรรดิ” เท่านั้นเอง

“จักรวรรดิ” แตกต่างจาก “ระเบียบโลกใหม่” อย่างไร?

พูดง่ายๆ คือ “ระเบียบโลกใหม่” ให้น้ำหนักไปที่ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรประเทศต่างๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเท่าเทียมกัน ขณะที่ “จักรวรรดิ” ไม่ใช่เรื่องของประเทศแต่เป็นเรื่องของ “เครือข่าย” ที่จะจรรโลงความไม่เท่าเทียม

Antonio Negri และ Michael Hardt เขียนหนังสือเรื่อง Empire พูดถึงโลกที่ศูนย์กลางไม่ใช่ประเทศอย่างสหรัฐ จีน หรือรัสเซีย แต่คือโลกที่ศูนย์กลาง ได้แก่ สหรัฐ, G8, IMF, WTO และบรรษัทข้ามชาติต่างๆ ที่ควบคุมโลกแบบเบ็ดเสร็จเพื่อจรรโลงความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจไว้ต่อไป

ขณะที่สงครามเย็นมีความขัดแย้งหลักคือการแบ่งขั้วระหว่างสหรัฐกับโซเวียต และแนวคิด “ระเบียบโลกใหม่” มีความขัดแย้งหลักคือประเทศต่างๆ กับประเทศซึ่งทำลายระเบียบโลก ตัวละครใน “Empire” ไม่ใช่ “ประเทศ” และโจทย์โลกไม่ได้มีแค่ “ความขัดแย้งระหว่างประเทศ” ต่อไป

Empire อยู่ได้ด้วยการมีผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศ, บรรษัทข้ามชาติ, คณาธิปไตยข้ามประเทศ (Transnational Oligarchy) และองค์กรโลกบาล (Global Governance) ขณะที่คู่ขัดแย้งหลักของ Empire คือ Multitude ซึ่งไม่ได้มีประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นแกนกลาง

ในโลกยุค Empire โจทย์ใหญ่ของโลกคือการต่อสู้เพื่อลดโลกร้อนกับบรรษัทข้ามชาติและประเทศต่างๆ, ลดความเหลื่อมล้ำกับกลุ่ม G8 และคนชั้นสูงระดับ 1% ในโลก, ร่วมกันต่อสู้เพื่อสันติภาพในยูเครน ฯลฯ

ซึ่งทั้งหมดล้วนไม่ได้มีประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นศูนย์กลาง

มาตรการภาษีของทรัมป์ “เปลี่ยนระเบียบโลกใหม่” ในความหมายของการดึงโลกกลับสู่ยุคที่ “ประเทศ” หรือ “รัฐชาติ” เป็นศูนย์กลาง

ความขัดแย้งในโลกกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้นประเทศนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือความขัดแย้งนี้ไม่มีคุณค่าอะไรที่เป็นสากลยึดเหนี่ยวเลย

ขณะที่โลกในอดีตป้องกันปัญหาสงครามการค้าด้วยการตั้งองค์กรอย่าง WTO มาดูแลการค้าให้เสรีและเป็นธรรม

สหรัฐในยุคทรัมป์เลือกที่จะสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นธรรม” ให้เศรษฐกิจสหรัฐโดยนโยบายกำแพงภาษีซึ่งเป็นนโยบายการค้าที่ไม่สนใจกติกาการค้าโลกต่อไปอีกเลย

ทันทีที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ประเทศต่างๆ ทรัมป์กำลังบอกโลกว่าสหรัฐคือศูนย์กลางของโลก ไม่มีใครเป็นพันธมิตร ทุกประเทศในโลกเท่ากันหมดในสายตาสหรัฐยุคทรัมป์ และทุกประเทศมีหน้าที่ต้องปรับปรุงภาษีเพื่ออยู่ร่วมกับสหรัฐภายใต้ระเบียบโลกใหม่ที่ทรัมป์สร้างขึ้นมา

ตรงข้ามกับสหรัฐยุคสงครามเย็น, ยุค New World Order และยุค Empire ที่พันธมิตรสหรัฐคือนาโต, สหภาพยุโรป, อังกฤษ, ฝรั่งเศส ฯลฯ

สหรัฐยุคทรัมป์ดำเนินนโยบายภาษีที่สร้างความเดือดร้อนต่อประเทศพันธมิตรสหรัฐทั้งหมด ไม่ต้องพูดเรื่องนาโตที่สหรัฐมีปัญหากับยุโรปตั้งแต่สงครามยูเครน

ถ้าเข้าใจภาพรวมว่าโลกอยู่ในทิศทางนี้มากบ้างน้อยมาเกือบหนึ่งร้อยปีแล้ว สิ่งที่ทรัมป์คือการแตกหักจาก “ระเบียบโลก” ที่ในอีกแง่หนึ่งจะนำโลกไปสู่ทิศทางที่อันตรายกว่าเดิม ตัวอย่างง่ายๆ คืออนาคตโลกจะเป็นอย่างไรเมื่อผู้นำประเทศที่ใหญ่ที่สุดไม่สนใจปัญหา “โลกร้อน” เลย

เร็วเกินไปที่จะบอกว่าทรัมป์นำสหรัฐกลับไปสู่ยุค Isolationist หรือการโดดเดี่ยวตัวเองแบบก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือไม่ เพราะโลกทุกวันนี้อยู่ภายใต้โครงสร้างการผลิตและโครงสร้าง Supply Chain ที่โยงใยกันสลับซับซ้อนจนโอกาสที่จะเกิดอะไรแบบนั้นก็ยากเหลือเกิน

Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater หนึ่งในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ของโลก พูดถึงการแตกหักจากระเบียบโลกโดยทรัมป์ไว้น่าสนใจ

เขาเชื่อว่านโยบายทรัมป์จะนำมาซึ่งการเกิด Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่มาพร้อมเงินเฟ้อพุ่งและการจ้างงานต่ำแบบระยะยาวระดับสิบปี

ไม่ว่า Ray จะพูดถูกหรือไม่ ปัญหา Stagflation เป็นเรื่องที่พูดถึงในสหรัฐขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับการถดถอยจากบทบาทพิทักษ์โลกด้านต่างๆ ซึ่งหมายความว่านโยบายภาษีไม่ใช่แค่เรื่องการค้า ไม่ใช่แค่เรื่องเจรจากับสหรัฐ

แต่นี่คือการเปลี่ยนระเบียบโลกครั้งใหญ่ที่ไทยต้องคิดทุกอย่างใหม่หมดเลย

คำแถลงของรัฐบาลแพทองธารเรื่องไทยเป็นพันธมิตรสหรัฐมานานนั้นดูซึ้งดี

แต่เป็นความซึ้งที่สหรัฐอาจไม่ซึ้งด้วยในยุคที่ขนาดพันธมิตรระดับยุโรปก็โดนมาตรภาษีมหาโหดด้วย ไทยจะเจรจาอย่างไรจึงยาก

และการมีหัวหน้าทีมที่ไมใช่พันศักดิ์อาจเป็น move ที่ดีที่สุดที่รัฐบาลนี้ทำไป

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภาษีทรัมป์ : จากจักรวรรดิสู่ระเบียบโลกใหม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...